บทที่ 1.4
นางมองผู้เป็นนายเห็นอีกฝ่ายถอนหายใจ “เจ้าเด็กโง่งม ข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดี”
วันนั้น...ซูม่านฉีถูกเจินอี๋เหนียงเรียกไปตำหนิ อีกฝ่ายร่ำไห้ทั้งยังโกรธนางที่เปิดโปงเรื่องที่แอบออกไปข้างนอก ตอนนี้ยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกไปนอกจวนอีก ซูม่านฉีไม่พูดกับนางถึงสามวันสามคืน กระทั่งอยู่ๆ สามวันให้หลังมู่จวิ้นก็ส่งแม่สื่อมาที่จวนปั๋ว ทำการทาบทามสู่ขอซูม่านฉีอย่างเป็นทางการ
หญิงสาวมองสหายที่ไม่ได้มีท่าทียินดี ตรงกันข้ามกลับมีท่าทีเป็นกังวลมากกว่า กระทั่งในที่สุดก็ยอมเดินเข้ามาหานาง ระบายความรู้สึกไม่มั่นใจในความรู้สึกที่มีต่อมู่จวิ้น ถึงอย่างนั้นการทาบทามก็จบลงแล้ว และการหมั้นหมายจะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า
อยู่ๆ ซูม่านฉีก็อยากเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเพื่อไหว้หลุมศพของบิดา กล่าวว่าอยากบอกลาก่อนออกเรือนไปกับมู่จวิ้น ทั้งนี้ยังขออนุญาตผู้เป็นนายพาซูอวี่ฉีกลับไปด้วย
นางดีใจที่สหายไม่โกรธแล้ว ดังนั้นจึงตอบตกลงในทันที ทว่าตอนออกมาและพบว่าในการเดินทางมีเพียงพวกนาง มู่จวิ้น และเสิ่นซีหยวน ซูอวี่ฉีกลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“ม่านม่าน?” นางขมวดคิ้วมองสหาย อีกฝ่ายหัวเราะกอดแขนนาง
“ข้าอุตส่าห์ตัดใจจากพี่ซีหยวน จะแนะนำเขาให้เจ้าจากนั้นค่อยแต่งกับพี่จวิ้น ดังนั้นระหว่างนี้เจ้าลองทำความรู้จักกับเขาดู ทำให้เขาชอบเจ้าให้ได้เล่า เป็นฮูหยินหัวหน้าองครักษ์วังหลวง ไม่เลวใช่หรือไม่ ข้ายกเขาให้เจ้าเพราะเจ้าเป็นสหายสนิทของข้าเลยนะ”
แม้สหายยิ้มแย้มทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยประกายบางอย่าง นางสังเกตเห็นทว่าก็บอกตัวเองว่านางตาฝาดไปเอง
เสิ่นซีหยวนเป็นคนดีมาก มากจริงๆ เขาเป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริง เช่นกันกับมู่จวิ้นที่ดูแลพวกนางดีมาก ตลอดการเดินทางเรียกได้ว่าทั้งสองไม่ต้องกังวลกับสิ่งใดทั้งสิ้น การเดินทางเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสิ่นซีหยวนเก่งในเรื่องการสร้างบรรยากาศ เขาคุยเก่งทั้งยังมีอารมณ์ขัน ซูอวี่ฉีเองยังแอบคิดในใจว่าหากแต่งให้บุรุษสักคน หากเป็นเสิ่นซีหยวนก็คงไม่เลว
“ชอบเขาแล้วใช่หรือไม่” นางเลิกคิ้วรู้สึกว่าน้ำเสียงของซูม่านฉีแปลกไป ราวกับ...กำลังหึงหวง?!
“ม่านม่าน เจ้า...” อีกฝ่ายหันมายิ้มกว้างให้นาง
“เขาเป็นคนดีมาก เหมาะกับเจ้า หากเจ้าได้แต่งให้เขาข้าก็วางใจ ฐานะของเขาเองก็ไม่เลว ได้ยินมาว่าเขาเป็นบุตรชายที่เกิดจากอนุ ทว่าแยกบ้านออกมาเรียบร้อยแล้ว แต่งให้เขาเจ้าก็จะกลายเป็นนายหญิงของจวน ไม่ต้องปรนนิบัติแม่สามี ไม่ต้องคอยคารวะน้ำชาบิดาของเขา ไม่มีพี่น้องคนอื่นในเรือนกวนใจ ดียิ่ง”
นางได้ฟังก็รับรู้ได้ถึงความริษยาที่ปกปิดไม่อยู่ “ม่านม่าน ข้ากับเขาเพิ่งรู้จักกันวันนี้ เจ้าคิดไกลเกินไปหรือไม่ ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าอยากอยู่กับอี๋เหนียง เจ้าแต่งงานก็ไม่เป็นไรข้าอยู่เป็นเพื่อนนางเอง”
“นั่นสินะ เจ้าเคยบอกข้าแล้ว” อีกฝ่ายยิ้มจากนั้นกอดแขนนางอย่างที่ชอบทำ “อวี่อี ข้ากับเจ้าเป็นพี่น้องที่เติบโตมาด้วย รักและเข้าใจกันมากที่สุด นอกจากเจ้าแล้วข้าก็ไม่เคยมองว่าผู้ใดเป็นพี่น้องที่ใกล้ชิด ข้ารักเจ้าและเชื่อใจเจ้าที่สุด ข้ารู้ว่าไม่ว่าเรื่องใดเจ้าก็จะช่วยข้าเสมอ ใช่หรือไม่”
นางได้ฟังก็รู้สึกว่ายิ่งแปลก แต่ในใจก็ยังเชื่อใจซูม่านฉีอย่างถึงที่สุด “แน่นอนอยู่แล้ว”
เดินทางสองวันซูอวี่ฉีเห็นด้วยกับซูม่านฉี มู่จวิ้นแม้สีหน้าเรียบเฉยค่อนไปทางเย็นชา ทว่าเขากลับอ่อนโยนเอาใจใส่ทุกคนยิ่งนัก แม้แสดงออกทางสีหน้าไม่เก่ง ทว่าเขาก็นับว่าสุภาพและดูแลในทุกๆ เรื่องได้เป็นอย่างดี
ยิ่งได้รู้จักหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกว่ามู่จวิ้นเหมาะกับซูม่านฉีกว่าเสิ่นซีหยวน ด้วยนิสัยที่เป็นผู้ใหญ่ รอบคอบ คิดอ่านได้ละเอียดกว่า แถมยังเป็นผู้นำมากกว่าเสิ่นซีหยวนที่เป็นหัวหน้าองครักษ์เสียอีก แม้อายุมากกว่าแต่เทียบแล้วเสิ่นซีหยวนกลับคล้ายติดจะขี้เล่นมากกว่ามู่จวิ้น
“ข้าว่าพี่จวิ้นเหมาะจะเป็นหัวหน้าองครักษ์มากกว่าพี่ซีหยวนอีก ท่านจริงจังหน่อยได้หรือไม่ ตกลงพวกเราหลงทางแล้วจริงๆ หรือเจ้าคะ” ซูม่านฉีมีสีหน้ากังวล นางเลิกม่านรถม้าออกไปสนทนากับเสิ่นซีหยวนที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ
เสิ่นซีหยวนหัวเราะ “ถามข้า? ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร”
“ท่านเคยบอกว่าเคยไปที่หมู่บ้านกับพี่จวิ้นนับครั้งไม่ถ้วนนี่นา”
“เคยไป แต่ทุกครั้งอาจวิ้นเป็นคนนำทางนี่”