บทที่ 1.3
ซูม่านฉีตื่นเต้นยิ้มแย้มเมื่อแอบชี้มือไปยังคนรักให้หญิงสาวดู ซูอวี่ฉีมองไปยังมือปราบร่างสูง ใบหน้าคมเข้ม มู่จวิ้นผู้นั้นก็นับว่าเป็นบุรุษที่หล่อเหลาน่ามอง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจัง หากให้นางอธิบายก็คงใช้คำว่าเย็นชาได้เลย ทว่าซูม่านฉีเคยกล่าวว่าเขาอ่อนโยนใจดี..
ด้านหลังมีเสียงเรียก “เสี่ยวจวิ้น!”
“นั่นใครหรือ” นางถามซูม่านฉี ทว่าอีกฝ่ายกลับเลิกคิ้ว สายตาตรึงอยู่บนร่างขององครักษ์ที่สวมเกราะสีแดง
“ข้า...ไม่รู้”
บุรุษหล่อเหลาที่ติดตามขันทีผู้หนึ่งเข้ามาเพื่อประกาศราชโองการ ทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก ราวกับเป็นสหายกันมานาน ทว่ามู่จวิ้นกลับเป็นเพียงมือปราบ ในขณะที่อีกฝ่ายดูแล้วน่าจะมีตำแหน่งองครักษ์ในวังหลวง
ซูม่านฉีเหม่อลอยจนหญิงสาวรีบสะกิด “พวกเราต้องกลับเข้าด้านในแล้ว หาไม่อี๋เหนียงจะถูกตำหนิ” นางลากสหายที่เอาแต่จ้องมองบุรุษอื่นจนเสียกิริยา
“เจ้าเห็นหรือไม่”
“เห็นอะไร”
“เขาอย่างไรเล่า หล่อเหลาเหลือเกิน เขาเป็นใครกันนะ ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อนเลย ไม่เคยรู้ว่าพี่จวิ้นรู้จักกับองครักษ์ในวังหลวง เขาทั้งสง่าผ่าเผย ทั้งหล่อเหลาดูสูงส่ง”
“นี่...เจ้ามีพี่จวิ้นของเจ้าอยู่แล้ว สนใจสหายของเขาออกหน้าออกตาใช้ได้ที่ไหนกัน เอาพี่จวิ้นผู้นั้นของเจ้าไปไว้ที่ใด” นางแสร้งเย้า
ซูม่านฉีหัวเราะ “พี่จวิ้นก็เอาไว้ที่เดิม แต่หากมีกิ่งไม้ที่สูงกว่า ข้าเองก็ต้องมองเผื่อเอาไว้บ้าง เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรอกหรือ” ซูม่านฉีหัวเราะคิด “ไม่ล้อเจ้าเล่นแล้วไปกันเถิดอี๋เหนียงคงมองหาพวกเราแล้ว
ซูอวี่ฉีกลับขมวดคิ้วมองแผ่นหลังของสหาย นางไม่รู้สึกเลยว่าเมื่อครู่อีกฝ่ายเพียงล้อเล่น... แต่ไหนแต่ไรมาเรื่องที่ซูม่านฉีเล่าเกี่ยวกับคนรักวัยเด็กที่รู้จักกันมานาน เขาอ่อนโยน จิตใจดี พร้อมช่วยเหลือนางทุกเรื่อง พร้อมออกหน้าขอเพียงนางต้องการอะไร ยอมออกมาพบนางทันทีแม้ยังยุ่งอยู่กับการสืบคดี ขอเพียงนางร้องขอ บุรุษที่พร้อมทำเพื่อคนรัก บุรุษที่ปลีกตัวมหาทันทีที่คิดว่าซูม่านฉีอาจมีเรื่องเดือดร้อน ซูอวี่ฉีเพียงได้ฟังไม่เคยพบ ยังรู้สึกว่าเขาเป็นคนไม่เลว
ทว่า...เห็นท่าทีเหม่อลอยราวกับตกหลุมรักของซูม่านฉีเมื่อครู่ อยู่ๆ ซูอวี่ฉีก็รู้สึกว่าเรื่องก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา ตอนนี้ต่างหากจึงจะเป็นเองจริง!!!
“กิ่งไม้ที่สูงกว่า?” นางขมวดคิ้ว ในใจหวังว่ากิ่งไม้ที่อยู่ต่ำกว่านั้นจะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างเย็นชา
หลังจากวันนั้นซูอวี่ฉีไม่ได้เซ้าซี้สหาย ด้วยซูม่านฉีกล่าวว่ามู่จวิ้นไปสืบคดีต่างเมือง ทว่าการที่อีกฝ่ายบอกว่าบังเอิญได้พบองครักษ์ผู้นั้น และได้รู้ว่าเขาเป็นถึงหัวหน้าหน่วยองครักษ์ในวังหลวง ชาติตระกูลหรือก็ไม่เลว แถมยังไม่แต่งฮูหยิน คิ้วของซูอวี่ฉีก็เลิกขึ้นมองสหายด้วยสายตาเคลือบแคลง
“ม่านม่าน”
“หืม”
“เจ้ายังรักมือปราบมู่อยู่หรือไม่”
อีกฝ่ายเลิกคิ้วมองนาง “เหตุใดถามเช่นนั้น ข้าก็ต้องรักพี่จวิ้นอยู่แล้ว”
“แต่เจ้าแอบไปมาหาสู่องครักษ์เสิ่นเช่นนี้ มือปราบมู่ล่วงรู้หรือไม่”
ซูม่านฉีถอนหายใจกอดแขนนาง “อวี่อี...ข้าว่าข้าชอบทั้งพี่จวิ้นและก็ชอบองครักษ์เสิ่นด้วย”
“อะไรนะ!!”
“ข้าจะทำอย่างไรดีหากต้องเลือกระหว่างพวกเขาสองคน”
ซูอวี่ฉีขมวดคิ้วแน่น นางรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
นับตั้งแต่สารภาพว่าชอบทั้งมู่จวิ้นและเสิ่นซีหยวน ซูม่านฉีก็เล่าเรื่องของบุรุษทั้งสองให้นางฟังน้อยลง ซูอวี่ฉีรู้สึกได้ชัดเจนว่าสหายเปลี่ยนไปกว่าเดิน เก็บตัวมากขึ้น ไม่เปิดเผยกับนางอย่างที่เคย หลังๆ มายังแอบออกไปข้างนอกจวนบ่อยครั้ง กระทั่งแม้แต่เจินอี๋เหนียงเองก็จับได้ แถมตำหนินางที่เอาแต่ช่วยปิดบังให้ซูม่านฉี
“อวี่ฉี”
“เจ้าคะ?!” นางรู้สึกร้อนตัวอยู่บ้างในยามที่ผู้เป็นนายเรียกนางเช่นนี้ ด้วยปกติเจินอี๋เหนียงกับซูม่านฉีจะเรียกนางว่า อวี่อี...
“รู้หรือไม่ข้อเสียของเจ้าคืออะไร”
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“ประนีประนอมจนเกินไปจึงถูกเอาเปรียบได้ง่าย”
นางกะพริบตามองผู้เป็นนาย
“คิดว่าข้าไม่รู้หรือ เจ้าทำงานทุกอย่างแทนม่านม่านไปเสียหมด ทำให้นางมีโอกาสได้ลอบออกจากจวน แอบไปหาคนรัก ไม่พอเจ้ายังช่วยนางปิดบังข้าด้วย”
“...นะนายหญิง!!” หญิงสาวคุกเข่าลงตรงหน้าเจินอี๋เหนียง
เสียงถอนหายใจดังขึ้น “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกัน หลายปีลำบากมาไม่น้อยกว่าจะมีวันนี้ ดังนั้นรักใคร่และจริงใจต่อใครสักคน เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ ทว่าอวี่ฉี...เจ้าใสซื่อจนเกินไปจะถูกหลอกใช้ได้ง่าย บางครั้งเห็นแก่ตัวบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิด เจ้าเข้าใจหรือไม่”