บทที่ 1.1
ตั้งแต่อายุห้าขวบ... อาฉีก็เรียนรู้ว่าชีวิตนี้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา ตั้งแต่จำความได้นางตระหนักรู้เพียงว่าชีวิตของนางเกิดมาพร้อมโชคร้าย ชะตากรรมที่เต็มไปด้วยการหักหลัง ความพลัดพราก การต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง ต้องเอาตัวรอดโดยไม่ต้องคำนึงถึงผู้อื่น
เมื่อตอนอายุหกขวบ... นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดท่านพ่อ ท่านแม่ จึงหายไปไม่กลับมาอีก กระทั่งท่านลุงกับท่านป้ารับนางไปอยู่ด้วย อีกทั้งพวกเขายังได้ที่ดินของท่านพ่อไปครองแลกกับการเลี้ยงดูนาง
อายุเจ็ดขวบ... เกิดโรคระบาดท่านป้าตั้งครรภ์ เพราะไม่มีปัญญาหาเลี้ยงนาง ท่านลุงท่านป้าขายนางให้กับหอนางโลมโดยไม่ลังเล ปลอบนางว่าที่น่ะมีข้าวกิน มีที่นอน มีเสื้อผ้าอบอุ่นสวมใส่
ขณะกำลังจะถูกลากเข้าไปในหอนางโลม ตัวนางที่สกปรกมอมแมมถูกลาก ถูกกระชาก ถูกด่าทอว่าไม่กตัญญู นางไม่ได้ร้องไห้ เพียงยืนมองท่านป้าชี้หน้าด่าทอว่าสิ้นเปลืองเพราะนาง และเพียงเพราะนางบอกว่าไม่อยากเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น... นางกลับถูกตบหน้าจนบวมเป่ง
รถม้าคันหนึ่งแล่นผ่านมา... แสงสว่างเดียวของอาฉี คุณหนูจวนคหบดีที่มั่งคั่งและร่ำรวย นางหยิบยื่นชีวิตใหม่ให้อาฉี มอบนามและแซ่ใหม่ให้นับตั้งแต่วันนั้น วันต่อนางก็ไม่ใช่อาฉีแล้ว ไม่ใช่เด็กกำพร้าโชคร้าย แต่กลายเป็น... ‘ซูอวี่ฉี’ สาวใช้ตัวน้อยที่จะต้องอยู่เคียงข้างคุณหนูเจิน เจินเหม่ยจู
แซ่ซู...มาจากแม่นมซูผู้ใจดี นอกจากนางยังมีเด็กอีกคนที่ถูกรับเข้ามาพร้อมกัน นางเองก็แซ่ซู ‘ซูม่านฉี’ ชื่อตัวท้ายที่เหมือนกัน มาจากอักษรเดียวกัน แม่นมซูสั่งสอนให้พวกนางรักใคร่และช่วยกันดูแลปกป้องคุณหนู กลายเป็นพี่น้องที่แม้ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ที่ต้องจดจำก็คือพวกนางจะต้องรักใคร่และช่วยเหลือกันและกันนับจากวันนี้
นางถูกรังแก...ซูม่านฉีออกหน้าเอาคืนให้
ซูม่านฉีถูกลงโทษ...นางเองก็ไม่ทอดทิ้ง ยอมถูกลงโทษไปอีกคน บางครั้งยังปิดปากเงียบไม่บอกหากซูม่านฉีทำผิด เป็นเหตุให้ถูกลงโทษทั้งสองคน
ในจวนตระกูลเจินไม่ได้มีเพียงคุณหนูของพวกนางเท่านั้น แต่ยังมีคุณหนูคนอื่นๆ และสาวใช้ของพวกนางที่โตกว่า ชอบหาเรื่องสาวใช้เรือนอื่นที่เด็กกว่า ดังนั้นทั้งซูอวี่ฉีและซูม่านฉีล้วนต้องระมัดระวังตัว
แรกๆ นางรู้สึกประหลาดใจ ในจวนหรูหรา มีกินมีใช้ ทว่าเพราะอะไรบรรดานายของจวนกลับชอบทะเลาะกัน หลังๆ จึงได้เข้าใจว่าการแก่งแย่งความโปรดปราน สำคัญต่อการอยู่รอดของสตรีเรือนหลัง หากไม่ได้รับความสำคัญก็จะอยู่ในจวนอย่างยากลำบาก ขอเพียงมีตัวตนในจวนไม่ว่าอะไรที่อยากได้ล้วนได้มา
ซูอวี่ฉี ซูม่านฉี เผลอเพียงพริบตาจากเด็กน้อยไม่ประสา วันนี้ก็อยู่ข้างกายผู้เป็นนายอย่างเจินเหม่ยจูครบห้าปี
วันนี้...จวนตระกูลเจินพาบุตรสาวออกไปร่วมงานเลี้ยง ใต้เท้าแห่งศาลต้าหลี่จัดงานเลี้ยงที่จวน นัยหนึ่งก็คืออยากให้บุตรชายได้ดูตัวกับบุตรสาวจวนต่างๆ ส่วนนายท่านเจินเองก็อยากได้เส้นสายของขุนนาง ทั้งนี้ก็เพื่อให้การทำการค้าสะดวกขึ้น
ซูอวี่ฉีเห็นว่าซูม่านฉีอยากไป อีกทั้งครั้งนี้ผู้เป็นนายพาสาวใช้ไปด้วยได้เพียงคนเดียว เช่นนางจึงยอมรั้งอยู่เฝ้าเรือน ให้ซูม่านฉีติดตามเจินเหม่ยจูไปร่วมงานเลี้ยง นึกไม่ถึง...คุณชายจวนปั๋วจะต้องตาคุณหนูของพวกนาง!!!
ซูม่านฉีไม่เพียงบอกข่าวดีนี้กับนางเท่านั้น แต่อีกฝ่ายยังตื่นเต้นดีใจที่บังเอิญได้พบกับพี่ชายที่รู้จัก ทั้งสองเคยอยู่หมู่บ้านเดียวกัน รู้จักกันมานานตั้งแต่เด็กๆ
อีกทั้งท่าทีเขินอายของซูม่านฉี ยามที่เอ่ยถึงเขาก็ทำให้นางตระหนัก สหายของนางเติบโตเป็นสาวแล้ว ทั้งยังรู้จักมีใจให้บุรุษ!!!
พวกนาง...อายุสิบสองย่างเข้าสิบสามปี ขณะติดตามผู้เป็นนายเข้าไปในจวนปั๋ว เจินเหม่ยจูกลายเป็นอนุของถานซื่อจื่อจวนปั๋ว เป็นทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งท่านปั๋ว อนาคตของเจินเหม่ยจูนี้ แม้ไม่ใช่นายหญิงของจวน ทว่าซื่อจื่อก็นับว่ารักและเอ็นดูนางอยู่มาก ในจวนนางจึงไม่ได้ถูกดูแคลนหรือถูกรังแก
นอกจากซูอวี่ฉีและซูม่านฉีแล้ว ยังมีสาวใช้อีกสามคนติดตามมาด้วย นัยว่าเป็นสินเดินจากจวนตระกูลเจิน ไม่รวมทรัพย์สินมากมายของคหบดีตระกูลเจิน ทางหนึ่งก็เพื่ออวดเบ่งถึงความมั่งคั่ง อีกทางก็เพื่อไม่ให้บุตรสาวน้อยเนื้อต่ำใจ ด้วยอย่างไรนางก็นับได้ว่าเป็นชนชั้นต่ำสำหรับชนชั้นสูง การแบ่งชนชั้นอย่างไรก็ยังน่ากลัวเสมอ
เหล่าชนชั้นสูง ก็มองว่าขุนนางที่ยศต่ำกว่า เป็นคนที่ไม่คู่ควรให้ความสำคัญ