4
รถม้าหยุดนิ่งได้ไม่นาน หญิงสาวในรถม้าก็รีบพุ่งตัวออกมาอย่างตื่นเต้น
“ค่อยๆ ลงสิเซียงเอ๋อ” เสียงดุที่นานๆ ครั้งจะถูกเอ่ยออกมาจากเหลียงจื่อหานถูกเอ่ยขึ้นเมื่อเห็น จ้าวเฟยเซียงกระโดดลงจากรถม้าโดยไม่รอให้สาวใช้เอาเก้าอี้รองมาวางให้นางเดินลงไป
“ขออภัยเจ้าค่ะ ข้ารีบไปหน่อย” จ้าวเฟยเซียงไม่ค่อยมีโอกาสออกนอกเมืองนัก ครั้งนี้เมื่อได้มีโอกาสจึงอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ นางยังไม่เคยเห็นน้ำตก เคยอ่านแต่บันทึกการเดินทางที่บรรยายไว้ ไม่รู้ว่าจะเหมือนในบันทึกหรือไม่
“เอาเถอะ เดินตามหลังข้ามา เจ้าอย่าซุกซนเชียว เพราะอาจจะมีสัตว์มีพิษตามทางเดินอยู่ เดี๋ยวจะบาดเจ็บเอาได้” เหลียงจื่อหานเห็นท่าทางหญิงสาวแล้วคำพูดที่จะตักเตือนถูกกลืนลงไป
“เจ้าค่ะ”
“รับปากแล้วต้องทำให้ได้ด้วยนะ รู้ไหม”
“เจ้าค่ะๆๆๆ ฮิฮิ”
จ้าวเฟยเซียงทำตามอย่างว่าง่ายเพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังมากนัก นางคอยเดินตามหลังชายหนุ่มไปตลอดทาง สายตาชื่นชมความงามของธรรมชาติไปตลอดทางเดิน ขบวนคนเดินกันมาประมาณหนึ่งก้านธูปก็ได้ยินเสียงน้ำที่ไหลตกกระทบกับหินดังอย่างสม่ำเสมอ
จ้าวเฟยเซียงเริ่มตื่นเต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง ครั้งนี้มีโอกาสที่จะได้มามองด้วยตาของตัวเองและฟังด้วยหูของตัวเอง
เสียงน้ำตกที่ดังอยู่ไกลๆ ทำให้จ้าวเฟยเซียงที่กำลังจะเอ่ยปากขอหยุดพักเพราะเริ่มจะมีอาการเหนื่อยจากการเดินสักครู่ มีแรงที่จะเดินต่อขึ้นมาในทันทีโดยที่ไม่ขอหยุดพักตามที่ตั้งใจ
เดินต่อไปเพียงไม่นานก็พบกับภาพที่ทำให้นางต้องมองตาค้างจนเผลออุทานออกมา
“สวยยิ่งนัก”
ภาพตรงหน้าที่สายตานางมองเห็นคือ สายธารที่หล่นตกกระทบกับโขดหินเกิดละอองฟองสีขาวเล็กๆ กระจายอยู่เป็นวงบนผืนน้ำสีเขียวมรกต มีฝูงปลานานาพันธุ์แหวกว่ายอยู่ในสายธาร รอบด้านของน้ำตกเต็มไปด้วยพืชไม้นานาชนิดที่แข่งกันออกดอกให้ชื่นชม
“ชอบหรือไม่เซียงเอ๋อ” สายตาอ่อนหวานของเหลียงจื่อหานมองหญิงสาวที่กำลังชื่นชมกับความงามของธรรมชาติตรงหน้า ส่วนเขาก็เช่นกันกำลังชื่นชมกับความงามตรงหน้า
เพียงแต่ความงดงามที่เขาชื่นชมคือนาง
“ชอบเจ้าค่ะ ขอบคุณนะเจ้าคะ ที่พาข้ามาทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดที่ท่านน่าจะได้พักผ่อนแท้ๆ” จ้าวเฟยเซียงเผยรอยยิ้มกว้างออกมาเพราะรู้สึกดีมากที่ได้มีโอกาสมาสถานที่แห่งนี้รอยยิ้มกว้างมอบให้แก่คนที่ตามใจและเข้าใจนางที่สุดคือชายผู้นี้
เหลียงจื่อหานเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบที่สอบเข้ารับราชการขุนนางท้องที่ได้ตั้งแต่ปีแรก เรียกได้ว่าเขาเป็นความภูมิใจของตระกูลเหลียงซึ่งเป็นตระกูลขุนนางเป็นอย่างมาก
“เจ้าชอบก็ดีแล้ว พวกเราไปนั่งพักกันตรงนั้นเถอะ” เหลียงจื่อหานชี้ไปตรงที่มีข้ารับใช้ปูผ้าเพื่อรองนั่ง มีขนมที่เตรียมมาและน้ำชาจัดไว้เพื่อเตรียมพร้อมรองรับพวกเขา
บรรดาผู้ติดตามและคนคุ้มกันแยกออกไปตามจุด มีเพียงหญิงรับใช้ของหญิงสาวและคนติดตามของชายหนุ่มหนึ่งคนที่ออกห่างไปไม่ไกลนัก เพื่อเฝ้าและรอรับคำสั่งของผู้เป็นนาย
ร่างบอบบางของจ้าวเฟยเซียงไม่อิดออด เดินไปนั่งบริเวณที่ถูกจัดเตรียมไว้
“ท่านแม่ได้ไปดูฤกษ์มาคาดว่าคงส่งข่าวให้กับตระกูลจ้าวแล้ว วันหมั้นหมายเป็นวันที่สิบเดือนหน้า”
“อะไรนะเจ้าคะ ไม่เห็นจะรู้เลย” น้ำเสียงตกใจเล็กน้อย แต่นับว่าเป็นข่าวดี
“ข้าก็พึ่งจะรู้เรื่องนี้เมื่อยามเช้า เจ้าไม่รู้ย่อมไม่แปลก”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าดีใจหรือไม่”
“ก็นิดหน่อยเจ้าค่ะ” ถ้ากล่าวว่าจ้าวเฟยเซียงไม่รู้สึกตื่นเต้นมากนักก็ไม่ผิด ภายในใจของนางอยู่ๆ ก็รู้สึกภายในใจสั่นไหวกับข่าวนี้และรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
“คิดอะไรอยู่ ฮึ” เหลียงจื่อหานสังเกตหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังทำหน้ายุ่งคิ้วขมวด อยู่ก็อดที่จะถามออกไปไม่ได้ การหมั้นหมายมีอะไรให้นางต้องคิดกังวลอะไรขนาดนั้นกัน
“ข้าแค่รู้สึกว่า พวกเรารู้จักกันมานาน นานจนข้าคิดว่าคงไม่มีใครที่จะรู้จักข้าดีไปกว่าท่านแล้ว ข้าดีใจเจ้าค่ะที่เราจะได้หมั้นหมายกันให้ถูกต้อง แต่ก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดเช่นกัน”
“ไม่มีอันใดหรอกอย่ากังวลเลย ทุกอย่างจะผ่านไปได้” เขาเอ่ยพูดปลอบใจจ้าวเฟยเซียงออกไปไม่ให้หญิงสาวคิดมาก
เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่นางสังหรณ์ใจไม่ดีในงานเลี้ยงของตระกูลเหลียงเมื่อครั้งยังเยาว์วัยทำให้เขารอดพ้นจากเหตุการณ์ลอบวางยาพิษเมื่อตอนเด็ก ทำให้ตระกูลเหลียงถึงได้เอ่ยขอให้เขาและนางได้หมั้นหมายกันในวันหน้า
ในยามนั้นตัวของเขาเองโกรธท่านปู่มาก เพราะจับคู่ให้เขาโดยที่เขาโดยไม่ถามความเห็นของเขา แต่เมื่อครั้งได้พบหน้าเด็กหญิงตัวน้อย ดวงตากลมโตที่มองมายังเขา สายตาของนางที่จดจ้องเพียงแค่เขาคนเดียวมาเสมอตั้งแต่เด็กจนนางเติบโตเป็นหญิงสาว ความไม่พอใจได้จางหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มีเพียงความรู้สึกดีๆ ที่นางมอบให้เขาและเขามอบให้แก่นาง
จ้าวเฟยเซียงสลัดความไม่สบายใจออกไป และใช้เวลาในการชื่นชมความงามของธรรมชาติไปพร้อมกับเหลียงจื่อหาน เพื่อเก็บความสุขในยามนี้ไว้ หากมัวแต่รู้สึกกลัว นางคงใช้ชีวิตอยู่แบบไม่มีความสุข นั่นย่อมไม่ใช่นิสัยของนาง
นางย่อมหาความสุขให้กับตัวเองดีกว่า ในเมื่อยามนี้ความสุขอยู่ตรงหน้า หากมองข้ามไปคงต้องเสียใจในยามหลัง
นั่นคงเป็นความเสียใจที่นางไม่อยากให้เกิด
คุณหนูสาวและชายหนุ่มใช้เวลาชิมชา กินขนมไปชมความงามของธรรมชาติไปอย่างมีความสุข เมื่อเวลาผ่านไปก็ถึงคราวต้องเดินทางกลับ
ขบวนเดินทางกลับที่ต้องเดินเท้าไปยังบริเวณที่จอดรถม้าอยู่ ใช้เวลาไม่นานเท่ากับการเดินทางขามา เพราะทางเดินได้มีการจัดการให้เดินได้อย่างสะดวกเรียบแล้ว ทำให้เดินเพียงไม่นานก็เห็นจุดที่จอดรถม้าและคนคุ้มกันรถม้ายืนอยู่
อาจจะเป็นเพราะจ้าวเฟยเซียงไม่ค่อยได้ออกแรง เมื่อได้มาเดินทางโดยใช้เท้าเดิน ทำให้หญิงสาวเริ่มอ่อนล้า เหงื่อซึมผุดตรงขมับ
เมื่อขึ้นไปบนรถม้าจ้าวเฟยเซียงปล่อยให้ตัวเองกึ่งนั่งกึ่งนอนพิงไปผนังรถม้า พร้อมกับพูดกับสาวใช้ไป
“ข้าจะงีบสักครู่ หากพี่จื่อหานต้องการจะพูดอะไรกับข้า เจ้าอย่าลืมรีบปลุกข้าเล่า” เอ่ยจบเปลือกตาบางก็หลับลงบ่งบอกว่าหญิงสาวได้เข้าสู่นิทราไปแล้ว
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
