จอมยุทธ์ : 4
"พี่สาวเพิ่งเคยสัมผัสบรรยายกาศของยุคโบราณครั้งแรกเลยละ"
หมิงเอินเอินเคียงคอขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำบอกเล่าที่ฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ หากแต่เด็กน้อยกลับไม่คิดถาม เดินตามหลังเหม่ยฉิงที่เอาแต่วิ่งไปร้านนั้น ออกไปอีกร้าน อย่างสนุกสนาน
"ถังหูลู่จ้า ถังหูลู่"
"ข้าเอาไม้นึง"
"ได้เลยแม่นาง สองร้อยอีแปะขอรับ"
"สองร้อยอีแปะ! เหตุใดถึงแพงเช่นนี้"
เหม่ยฉิงรีบชักมือกลับเมื่อได้ยินราคาของถังหูลู่ที่แพงหูฉี่
"แม่นางโปรดดูถังหูลู่ไม้นี้"
พ่อค้าขนมหวานกล่าวพลางประคองไม้ที่อยู่ในมือสูงขึ้นเหนือสายตาของเหม่ยฉิงอย่างทะนุถนอม
"น้ำตาลที่เคลือบอยู่มิได้เป็นสีน้ำตาลไหม้ทั่วไป แม่นางดูความใสกระจ่างนี่สิ ราวกับผลึกน้ำแข็ง สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกายระยิบระยับ ใช่หรือไม่"
พ่อค้ากล่าวอย่างภูมิใจถังหูลู่ในมือ
"แม่นางดูนี่ ที่ท่านเห็นนั้นมิใช่ชานจาทั่วไป แต่เป็นผล 'ทับทิมเหมันต์' เมล็ดโตสีชมพูระเรื่อที่ส่งตรงมาจากยอดเขาอันห่างไกลของเหอโจวเรา"
ยิ่งพ่อค้าขนมหวานร่ายสรรพคุณของถังหูลู่ราคาสองร้อยอีแปะมากเท่าใด เหม่ยฉิงยิ่งกลืนน้ำลายตามยามจินตนาการตอนที่ทับทิมเหมันต์ถูกลิ้นของนางละเลียดไล้ชิมความหวานอมเปรี้ยว
"ผลไม้นี้เติบโตท่ามกลางหิมะสะสมนับร้อยปี กว่าจะรวบรวมมาเสียบไม้ได้ขนาดนี้ ต้องใช้พรานป่าฝีมือดีปีนขึ้นไปเก็บท่ามกลางพายุเหมันต์ รสชาติของมันหวานล้ำจนลืมความหนาวเย็น ทั้งยังช่วยให้ลมปราณไหลเวียนปรี่ล้น หนึ่งไม้ สองร้อยอีแปะ มิใช่ขายเพียงรสชาติ แต่ข้าขายหยาดเหงื่อและลมหายใจของยอดเขาเหมันต์"
หากคนผู้นี้อยู่ในยุคปัจจุบันของนาง ต้องเป็นพ่อค้าที่เลี่ยงชื่อเรื่องการเรียกลูกค้าเป็นแน่
"ช่างเถอะ สองร้อยอีแปะข้าไม่มีหรอก"
ใบหน้าที่เคลิบเคลิ้มเมื่อครู่หม่นลงอย่างฉับไว ในใจเหม่ยฉิงยังตัดใจจากถังหูลู่ตรงหน้าไม่ได้
"ข้าเหมาหมดนั่น"
หมิงเอินเอินเดินมายืนข้างกายเหม่ยฉิง พร้อมกับยื่นแท่งเงินหนึ่งตำลึงให้กับพ่อค้าขนมหวาน
"แม่นางน้อย เจ้าช่างน่ารักเสียจริง นี่ขอรับ ถังหูลู่"
พ่อค้าขนมหวานแย้มยิ้มจนดวงตาหยีเล็กลงเท่าขีดเส้นด้าย ก้มค้อมให้อย่างสุภาพ พร้อมยื่นพุ่มถังหูลู่ในมือให้กับดรุณีน้อย
"ของพี่สาวคนนี้"
หมิงเอินเอินพยักเพยิดหน้าให้พ่อค้าส่งพุ่มถังหูลู่ให้กับเหม่ยฉิง
"สาวน้อย เจ้าร่ำรวยขนาดนี้เชียวหรือ"
ปากชื่นชมดรุณีน้อยข้างกาย ส่วนตานั้นกลับมองของหวานในมืออย่างเปล่งประกาย
"ที่บ้านข้ามีเงินมากมายกว่านี้ พวกเรารีบเดินทางต่อกันเถอะเจ้าค่ะ"
เหม่ยฉิงถึงกับเลิกคิ้วมองดรุณีน้อยที่โอ้อวดยิ่งนัก หากแต่กลับไม่คิดเล็กน้อยอะไร เพราะนางแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดี ผิวขาวเนียนกระจ่าง อาจจะเป็นลูกสาวตระกูลที่ร่ำรวยก็ไม่แปลกอะไร
.
.
.
02 : ท่านหญิงน้อย
เหม่ยฉิงยืนตาค้าง มองไปยังกำแพงสีขาดสูงตระหง่านดั่งหินผา ยาวต่อเนื่องถึงห้าสิบจั้ง
"นี่...บ้านเจ้ารึ"
นางสะกิดถามดรุณีน้อยที่ยืนกอดอก แววตาภูมิใจนำเสนอที่อยู่ที่ไม่มีใครคาดเดาได้
"ข้าจะพาพี่สาวไปดูเงินของท่านพ่อ"
มือแน่งน้อยเอื้อมมาจับข้อมือเหม่ยฉิง พร้อมกับจูงเดินนำหน้าไปยังประตูจวนที่อยู่ห่างสิบผิง
หมับ!
"ชู่ว"
ก้าวออกมาได้ไม่ถึงสองก้าว ก็ถูกใครไม่รู้แย่งหมิงเอินเอินออกจากนางเข้าไปยังซอยเปลี่ยว ก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะยกมือเป็นสัญญาณอย่างส่งเสียงแล้วตามเขาเข้าไปในซอยเปลี่ยวนั้น
"องครักษ์ตู้"
"ขออภัยท่านหญิง"
เมื่อเข้ามาในเขตปลอดภัย ผู้ที่คราแรกคิดว่าเป็นคนชั่วช้า กลับกลายเป็นองครักษ์ที่รู้จักหมิงเอินเอินเสียได้
"เหตุใดท่านต้องทำลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้"
หมิงเอินเอินแม้จะเพียงดรุณีน้อยวัยเก้าหนาว แต่ท่วงท่าและการแสดงออกกลับดูโตกว่าวัยนัก
"ท่านหญิงน้อยคงยังมิทราบ ตอนนี้ในจวนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว แม่ทัพกว่างกับพ่อบ้านใหญ่เปาอยากยึดอำนาจเจ้าเมืองจึงก่อจลาจลขึ้น"
"ท่านพ่อ ท่านย่าเล่า!?"
หมิงเอินเอินเริ่มกระวนกระวายใจ ห่วงหาความปลอดภัยของคนในจวนเจ้าเมือง
"ท่านเจ้าเมืองกับคนอื่น ๆ ปลอดภัยดี ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากเจ้าเมืองให้คุ้มกันท่านหญิงน้อยออกจากเหอโจวชั่วคราว"
เพียงสามวันหลังจาก หมิงเอินเอิน ลอบหนีออกจากเหอโจวเพื่อตามหาพี่ชาย ภายในจวนเจ้าเมืองก็พลันเกิดกลียุค
แม่ทัพรักษาการกว่างจ้ง สมคบคิดกับเปาจิ้งหวน พ่อบ้านคนสนิทที่บิดานางไว้วางใจที่สุด ก่อการกบฏยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ
ทว่าแผนการพวกเขากลับติดขัดครั้งใหญ่ เมื่อพวกเขาพลิกแผ่นดินหา 'พัดหยกสลักพระอักษร' อันเป็นอาญาสิทธิ์จากฮ่องเต้ไม่พบ
หากมีเพียงตราประทับเจ้าเมืองแต่ไร้พัดหยก ต่อให้ยึดจวนได้ พวกเขาก็เป็นเพียงโจรป่าในคราบขุนนางเท่านั้น
