4
กลิ่นที่โชยออกมาจากดินเปรอะเปื้อนนั้นไม่ใช่กลิ่นหอมร้อนแรงอันเป็นเอกลักษณ์ของหญ้าเพลิงวิญญาณจริงๆ หากเป็นกลิ่นเหม็นตุ ๆ ชวนคลื่นไส้ของ ‘หญ้าตดหมาวิญญาณ’ ต่างหาก
หลิวซวงซวงที่รักความสะอาดถึงกับยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก แววตาดุดันตวัดมองชิวเหมยด้วยความรังเกียจทันที
นังบ่าวผู้นี้ กล้าดีอย่างไรมาร้องห่มร้องไห้ใส่ร้ายศิษย์น้องเล็กของพวกเรา
เซี่ยจิ่นอันที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ แอบลอบมองเสี่ยวหลิงซึ่งกำลังเคี้ยวลูกพลับจนแก้มตุ่ย
แม่นางน้อยผู้นี้ช่างสรรหาคำเปรียบเปรยได้พิลึกพิลั่นนัก แต่ท่าทางตอนยืนเคี้ยวขนมตุ้ยๆ พลางดูเรื่องสนุกเช่นนี้ ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง
อวิ๋นจื่อวางถ้วยชาลงบนโต๊ะดัง กึก! รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าค่อยๆ จางหาย เหลือเพียงแววตานิ่งสงบที่ทำให้คนถูกมองรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูก
“ชิวเหมย เจ้าบอกว่าเสี่ยวหลิงเป็นคนสั่งให้เจ้าทำลายหญ้าเพลิงวิญญาณอย่างนั้นรึ”
“จะ... เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ บ่าวสาบานได้ หากบ่าวพูดปด ขอให้ฟ้าผ่าตายเจ้าค่ะ” ชิวเหมยรีบยกมือขึ้นสาบานอย่างมั่นใจ เพราะยังคิดว่าแผนการของตนสำเร็จลุล่วงแล้ว
“เช่นนั้นรึ” อวิ๋นจื่อกระตุกยิ้มมุมปาก
“แต่เหตุใดเมื่อคืนนี้ จิ่นอันกับซวงซวงจึงเห็นเจ้าแอบย่องเข้าไปในแปลงสมุนไพรเพียงลำพัง พร้อมกับขวดผงพิษในมือเล่า”
ชิวเหมยชะงักกึก ใบหน้าขาวซีดลงทันตาเห็น
“มะ... ไม่จริงนะเจ้าคะ บ่าวไม่ได้ทำนะเจ้าคะ”
“ยังจะปฏิเสธอีกรึ” หลิวซวงซวงตวาดเสียงกร้าว สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง
“ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่เห็นกับตาว่าเจ้าเป็นคนเทผงพิษลงไปในแปลงหญ้าตดหมาด้วยมือของเจ้าเอง ซ้ำยังแอบยัดขวดพิษที่เหลือไว้ใต้บันไดเรือนพักของศิษย์น้องเล็กเพื่อหวังจะป้ายความผิดให้นาง”
“ยะ... หญ้าตดหมา”
ชิวเหมยเบิกตากว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า
กร๊าก... หน้าเหวอไปเลยสิคะ
เสียงหัวเราะเยาะในใจของเสี่ยวหลิงดังก้อง จนเซี่ยจิ่นอันต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นรอยยิ้ม
คิดว่าคนอื่นเขาโง่เหมือนตัวเองหรือไง โดนจับได้คาหนังคาเขาแบบฟูลเอชดีสี่เคขนาดนี้ ยังกล้าทำตาปริบๆ อีก ศิษย์พี่หญิงรองฟาดมากแม่ สวย เผ็ด ดุ สุดยอดนางพญาตัวแม่ตัวมัม
หลิวซวงซวงที่ได้ยินคำชื่นชมในใจของเสี่ยวหลิงถึงกับชะงัก ก่อนสะบัดหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มตรงมุมปาก
ศิษย์น้องเล็กช่างตาถึงยิ่งนัก ชมว่าข้าสวยและดุจดั่งนางพญาเชียวหรือ คืนนี้ข้าจะอบขนมเปี๊ยะกุหลาบไปส่งให้นางถึงเรือนเลยคอยดู
“ท่านอาจารย์ ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่ เพียงแค่...” ชิวเหมยลนลานจนพูดจาไม่เป็นภาษา เมื่อหลักฐานมัดแน่นจนดิ้นไม่หลุด นางจึงรีบเปลี่ยนแผน หันไปคลานเข่าเข้าหาเสี่ยวหลิง หวังจะคว้าชายกระโปรงของอีกฝ่ายเพื่อขอร้อง
“คุณหนูเจ้าคะ ช่วยบ่าวด้วย บ่าวทำไปเพราะรักคุณหนูนะเจ้าคะ บ่าวไม่อยากให้ใครมาเด่นเกินหน้าคุณหนู บ่าวถึงได้ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้ลงไป คุณหนูโปรดเมตตาชิวเหมยด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
ทว่าก่อนที่มือของชิวเหมยจะแตะโดนชายกระโปรงของเสี่ยวหลิง ร่างสูงของเซี่ยจิ่นอันก็ก้าวเข้ามาขวางไว้เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
พรึ่บ!
แผ่นหลังกว้างบดบังร่างของเสี่ยวหลิงไว้จนมิด กลิ่นอายกระบี่อันคมกริบแผ่กดดันออกจากร่างชายหนุ่ม จนชิวเหมยชะงักมือและไม่กล้าขยับเข้าใกล้อีก
“อย่าเอามือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องศิษย์น้องเล็ก” เซี่ยจิ่นอันเอ่ยเสียงต่ำ แววตาเย็นเยียบจนน่าหวาดหวั่น
เสี่ยวหลิงที่ยืนอยู่ด้านหลังแอบมองแผ่นหลังกว้างและกล้ามแขนแข็งแรงภายใต้ชุดฝึกของศิษย์พี่ใหญ่ ดวงตากลมโตก็เปล่งประกายขึ้นมาทันควัน
โอ้โห... พ่อเทพบุตรปกป้องข้า แผ่นหลังกว้างน่าซบระดับสิบเต็มสิบ กลิ่นตัวหอมสะอาดเหมือนไม้กฤษณากับไอหมอกเย็นๆ ช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก อยากจะกระโดดกอดเอวสอบๆ นั่นแล้วเอาแก้มถูหลังแน่นๆ สักทีสองทีจังเลยพับผ่าสิ หล่อจนใจเจ็บ หล่อจนอยากถวายตัวเป็นภรรยาเดี๋ยวนี้เลยโว้ย
เซี่ยจิ่นอันที่กำลังวางท่าขรึมถึงกับสะดุ้งเฮือก กลิ่นอายเย็นเยียบเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา ใบหู ลำคอ และใบหน้าคมคายแดงก่ำขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวใจในอกซ้ายเต้นระรัวจนเจ้าตัวต้องรีบกระแอมเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอาย
สตรีผู้นี้ เหตุใดถึงคิดเรื่องเช่นนี้ออกมาได้หน้าตาเฉยในสถานการณ์แบบนี้กัน
อวิ๋นจื่อเห็นอาการของศิษย์เอกก็แอบส่ายหน้าขำๆ ก่อนหันกลับมาตัดสินโทษชิวเหมย
“ชิวเหมย เจ้ามีจิตใจคดโกง ใส่ร้ายป้ายสีเจ้านาย ซ้ำยังทำลายทรัพย์สินของสำนัก ตามกฎแล้วต้องถูกโบยห้าสิบไม้และขับไล่ลงจากเขา”
ชิวเหมยหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงก
“มะ... ไม่นะเจ้าคะ ท่านอาจารย์ ได้โปรดเมตตาด้วย”
เสี่ยวหลิงที่ยืนเคี้ยวลูกพลับแห้งอยู่ด้านหลังเซี่ยจิ่นอันกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
อืม... ถ้าไล่นางลงเขาตอนนี้ นางร้ายหัวหมออย่างยัยนี่ต้องรีบวิ่งโร่กลับไปฟ้องท่านพ่อท่านแม่ที่สำนักคุ้มภัยตระกูลจ้าวแน่ ๆ คงจะไปบีบน้ำตาเล่าความเท็จว่าข้าถูกสำนักกระบี่เมฆาครามทารุณจนตาย แล้วหลอกให้ท่านพ่อท่านแม่รับนางเป็นลูกบุญธรรมแทนตามพล็อตนิยายเดิมแหงๆ เก็บยัยนี่ไว้บนเขา คอยทรมานให้ทำงานหนักๆ แล้วจับตาดูไว้ น่าจะปลอดภัยต่อสมบัติพ่อแม่ข้ามากกว่านะ
เมื่อเสียงในใจของเสี่ยวหลิงจบลง อวิ๋นจื่อและเซี่ยจิ่นอันก็ลอบสบตากันอย่างรู้ความหมาย
อวิ๋นจื่อจึงแสร้งถอนหายใจยาว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา
“แต่เห็นแก่ที่เจ้าติดตามเสี่ยวหลิงมานาน และเสี่ยวหลิงก็เป็นเด็กที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ข้าจะละเว้นโทษโบยและไม่ขับไล่เจ้าลงเขา”
ชิวเหมยรีบเงยหน้าขึ้นทันที แววตาเปล่งประกายความหวัง
“ขะ... ขอบพระคุณท่านอาจารย์เจ้าค่ะ”
“แต่” อวิ๋นจื่อยกนิ้วขึ้นขัด
“นับจากวันนี้ เจ้าจะถูกลดฐานะไปเป็น ‘ศิษย์รับใช้ชั้นนอก’ มีหน้าที่กวาดลานและบันไดหินเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นทุกวัน ตักน้ำรดแปลงสมุนไพร และล้างคอกม้าวิญญาณเพียงลำพังเป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม หากทำงานไม่เสร็จก็ไม่ต้องกินข้าว”
“หะ... หา” ชิวเหมยอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
บันไดเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น ทั้งยังต้องตักน้ำรดสมุนไพรและล้างคอกม้าวิญญาณอีก นางจะทำหมดได้อย่างไร
สะใจโว้ย!
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งในใจของเสี่ยวหลิงดังลั่น จนคนทั้งลานแทบหลุดยิ้มตาม
กวาดบันไดเกือบหมื่นขั้น ล้างขี้ม้าวิญญาณ สมน้ำหน้ายัยดอกบัวขาว อยากแกล้งทำเป็นแรงน้อยนักใช่ไหม จัดไปเลยงานกรรมกรแบกหามระดับฮาร์ดคอร์ ท่านอาจารย์นี่ฉลาดเป็นกรดจริงๆ กวนโอ๊ยได้ใจข้ามาก เอาไปเลยร้อยคะแนนเต็ม
อวิ๋นจื่อที่ได้รับคำชมอย่างประหลาดถึงกับยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ก่อนลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาหาเสี่ยวหลิง
“ส่วนเจ้า ศิษย์น้องเล็ก” อวิ๋นจื่อมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังเคี้ยวลูกพลับแห้งอย่างเอร็ดอร่อย
“วันนี้เจ้าทำได้ดีมากที่ไม่ตื่นตระหนก ข้าให้รางวัลเจ้า”
อวิ๋นจื่อสะบัดมือเบาๆ จานเป็ดย่างแปดสมบัติ หนังกรอบสีน้ำตาลทองส่งกลิ่นหอมฉุย พร้อมซาลาเปาไส้หมูสับไข่เค็มลูกโตสี่ลูกลอยมาวางบนโต๊ะหินข้างเสี่ยวหลิงอย่างพอดิบพอดี
“นี่คือเป็ดย่างแปดสมบัติจากภัตตาคารในเมือง กินเสียสิ ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะ ‘หิว’ มากแล้ว”
คำว่า ‘หิว’ ถูกเน้นเป็นพิเศษ พร้อมรอยยิ้มรู้ทันที่มุมปาก
