บท
ตั้งค่า

5

ดวงตาของเสี่ยวหลิงลุกวาวเป็นประกายทันที นางแทบจะกระโดดกอดจานเป็ดย่างเอาไว้

โอ้โห... เป็ดย่างแปดสมบัติ หนังกรอบเนื้อฉ่ำ น้ำซอสเยิ้มๆ ท่านอาจารย์คือพระเจ้า คือพ่อพระมาโปรด ข้ารักยอดเขาเมฆาเร้นที่สุดในสามโลกเลยโว้ย ชาตินี้ข้าจะไม่ไปไหนแล้ว จะขอฝากชีวิตปลาเค็มไว้ที่นี่ตลอดกาล

เสี่ยวหลิงรีบหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มทั้งสองข้างตุ่ยอย่างมีความสุข

เซี่ยจิ่นอันที่ยืนมองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปใกล้ ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กของนางอย่างแผ่วเบาด้วยความเอ็นดู

“กินช้าๆ เถิด หากชอบ พรุ่งนี้ข้าจะลงเขาไปซื้อขนมกุ้ยฮวากับขาหมูตุ๋นยาจีนมาให้เจ้าอีก” น้ำเสียงทุ้มของชายหนุ่มอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด จนคนรอบข้างต่างลอบมองหน้ากันอย่างรู้ทัน

เสี่ยวหลิงเงยหน้าขึ้นสบตาเซี่ยจิ่นอัน ปากยังคาบซาลาเปาอยู่ แต่ในใจกลับกรีดร้องโวยวายอย่างคลั่งไคล้อีกระลอก

งู้ย... ลูบหัวด้วย สายตาละมุนขนาดนั้นคืออะไรกัน พ่อคุณเอ๊ย! นอกจากหล่อ ซิกซ์แพ็กแน่น แล้วยังสายเปย์ของกินอีกต่างหาก ชาตินี้ถ้าไม่ได้ท่านเป็นสามี เสี่ยวหลิงคนนี้จะไม่ยอมตายเด็ดขาดเลยคอยดูสิ

กึก!

มือของเซี่ยจิ่นอันชะงักค้างอยู่บนกลุ่มผมนุ่ม ใบหน้าคมคายแดงซ่านขึ้นมาทันที ชายหนุ่มรีบชักมือกลับ ก่อนหันหลังขวับแล้วเดินจ้ำอ้าวออกจากลานหินไปอย่างรวดเร็ว

เสี่ยวหลิงมองตามแผ่นหลังกว้างที่จากไปด้วยความงุนงง ปากยังเคี้ยวซาลาเปาตุ้ยๆ ไม่หยุด

ส่วนอวิ๋นจื่อ มู่หรงชิง และหลิวซวงซวงที่มองเหตุการณ์ทั้งหมดมาตั้งแต่ต้น ต่างกลั้นไม่ไหวอีกต่อไป เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นพร้อมกัน และลอยก้องไปทั่วยอดเขาเมฆาเร้น

หลังจากเหตุการณ์ ‘หญ้าตดหมาสะท้านยอดเขา’ ผ่านพ้นไป ข่าวคราวเรื่องความปลิ้นปล้อนของชิวเหมยก็แพร่สะพัดไปทั่วยอดเขาเมฆาเร้น ชิวเหมยถูกลดขั้นไปเป็นศิษย์รับใช้ ต้องตื่นตั้งแต่ยามฟ้ายังไม่สางมาล้างคอกม้าและกวาดบันไดหินเกือบหมื่นขั้นจนฝ่ามือพอง ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องเริ่มหมองคล้ำจากการตากแดดตากลม

ตรงกันข้ามกับจ้าวเสี่ยวหลิงโดยสิ้นเชิง ชีวิตของคุณหนูสายปลาเค็มบนยอดเขาแห่งนี้สุขสบายเสียยิ่งกว่าอยู่คอนโดหรูในโลกเดิม ทุกเช้าจะมีขนมเปี๊ยะดอกกุ้ยฮวาอุ่นๆ จากศิษย์พี่หญิงรองหลิวซวงซวงมาส่งถึงหน้าประตู ตอนกลางวันมีผลไม้วิญญาณหวานฉ่ำจากศิษย์พี่สามมู่หรงชิง และตกเย็นก็มีเนื้อย่างสูตรลับที่เซี่ยจิ่นอัน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เคร่งขรึมอุตส่าห์เดินลงเขาไปซื้อมาให้ถึงเรือนพัก

เสี่ยวหลิงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนฟูกขนห่าน แทะพุทราเชื่อมอย่างสบายอารมณ์ นางไม่จำเป็นต้องจับกระบี่ร่ายรำหรือนั่งโคจรลมปราณจนก้นชาเหมือนคนอื่น เพียงกิน นอน และแอบแทะโลมหุ่นแน่นๆ ของศิษย์พี่ใหญ่ในใจไปวันๆ เท่านั้น

ทว่าความสงบสุขของปลาเค็มก็ถูกขัดจังหวะด้วยกิจกรรมใหญ่ประจำปีของสำนักกระบี่เมฆาคราม

‘งานประมูลศิลปะเชื่อมสัมพันธ์เจ็ดยอดเขา’

งานนี้จัดขึ้นที่ลานประมูลใหญ่ของยอดเขาหลัก มีศิษย์และผู้อาวุโสจากทุกยอดเขาเข้าร่วมอย่างคับคั่ง จุดประสงค์คือให้ศิษย์แต่ละคนนำผลงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด อักษรพู่กัน งานแกะสลัก หรือเครื่องดนตรีมาร่วมประมูล เพื่อนำหินวิญญาณที่ได้ไปสมทบทุนบูรณะคลังตำราและช่วยเหลือกิจการของสำนัก

เสี่ยวหลิงถูกหลิวซวงซวงลากตัวออกมาจากที่นอนตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจับมานั่งประจำโต๊ะวาดภาพหน้าลานประมูลทั้งที่เจ้าตัวยังหาวไม่หยุด

โอ้โห... คนเยอะเป็นหนอนเลยแฮะ งานศิลปะเนี่ยนะ ชาติก่อนวิชาวาดเขียนฉันยังได้เกรดซีบวกอยู่เลย วาดวงกลมยังเบี้ยวเป็นไข่เป็ด แล้วจะให้มาจับพู่กันจีนวาดภาพทิวทัศน์เนี่ยนะ บ้าไปแล้ว

เสี่ยวหลิงมองพู่กัน แท่งหมึก และกระดาษเซวียนจื่อตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่รับมือยากที่สุดในชีวิต

ข้างๆ นางคือศิษย์จากยอดเขาอื่นที่กำลังจรดพู่กันอย่างสง่างาม บางคนวาดมังกรทะยานเมฆาพริ้วไหว บางคนวาดทิวทัศน์ขุนเขาสายธารงดงามราวกับมีชีวิต หลิวซวงซวงเองก็กำลังวาดภาพดอกโบตั๋นเบ่งบานอย่างประณีต

ขณะนั้นเอง ชิวเหมยที่กำลังแบกถังน้ำเดินผ่านมาในสภาพมอมแมม เมื่อเห็นเสี่ยวหลิงนั่งเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าโต๊ะ นางก็แอบแสยะยิ้มด้วยความริษยาและสะใจ

ชิวเหมยแกล้งเดินเข้าไปใกล้กลุ่มศิษย์หญิงต่างยอดเขาที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะ ก่อนกระซิบด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร

“พวกท่านดูคุณหนูของบ่าวสิเจ้าคะ นางอยู่ที่บ้านเดิมไม่เคยแตะต้องงานศิลปะเลย วันๆ เอาแต่เกียจคร้านและใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่กลับกล้าลงแข่งขันประมูลภาพวาด ประเดี๋ยวคงได้ทำให้ยอดเขาเมฆาเร้นต้องขายหน้าเป็นแน่แท้เจ้าค่ะ”

ศิษย์หญิงต่างยอดเขาพากันหัวเราะคิกคัก ก่อนมองเสี่ยวหลิงด้วยสายตาดูแคลน

“จริงรึ ข้าก็นึกว่าคุณหนูตระกูลใหญ่จะมีฝีมือเลิศเลอเสียอีก ที่แท้ก็เป็นเพียงถุงฟางไร้ค่า สวยแต่รูปเท่านั้นเอง”

เสี่ยวหลิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินทุกคำ แต่ไม่ได้สนใจเสียงนินทาแม้แต่น้อย นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกดำ พลางถอนหายใจยาวอย่างปลงตก

ช่างเถอะ วาดอะไรดีล่ะเนี่ย ในนิยายบอกว่า ‘หงส์เพลิงสยายปีก’ เป็นสัตว์มงคลชั้นสูง วาดหงส์สักตัวแล้วกัน เอาแบบง่ายๆ หัวกลมๆ ตัวอ้วนๆ ปีกสองข้าง หางฟูๆ เอาล่ะ ลงมือ

ฟึ่บ ปาด ป้าย!

ปลายพู่กันของเสี่ยวหลิงตวัดลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและมั่นใจ

มั่นใจในความมั่วเสียด้วย

นางตั้งใจจะวาดศีรษะหงส์ที่สง่างาม แต่มือเจ้ากรรมดันสั่นจนหัวหงส์กลายเป็นทรงรีแบนแต๊ดแต๋ จะวาดจะงอยปากให้แหลมคมก็ดันป้ายหมึกหนาเกินไปจนกลายเป็นปากแบนกว้าง จะวาดขนปีกให้พริ้วไหวก็ดันกลายเป็นขนป้อม ๆ กุด ๆ ส่วนดวงตาหงส์อันทรงพลัง นางเผลอจุดหมึกพลาดจนกลายเป็นจุดดำสองจุดที่เหล่มองไปคนละทิศละทาง

เมื่อวาดเสร็จ เสี่ยวหลิงก็วางพู่กัน ก่อนยกกระดาษขึ้นมาพิจารณาผลงานของตัวเองอย่างจริงจัง

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ

เอ่อ... นี่มันหงส์เพลิงพันธุ์ไหนวะเนี่ย ทำไมหน้าตามันเหมือนเป็ดปากเบี้ยวผสมห่านที่กำลังโดนผีเข้าแบบนี้ล่ะ ดูตามันสิ เหล่จนแทบจะมองเห็นสมองตัวเองอยู่แล้ว ปากก็แบนแต๊ดแต๋เหมือนโดนเกือกม้าเหยียบมา ช่างมันเถอะ ถือว่าเป็นศิลปะแนวแอ็บสแตรกต์ยุคโพสต์โมเดิร์นแล้วกัน คนโบราณอาจจะเข้าไม่ถึงความล้ำลึกนี้ ฮ่า ๆ

“พรืด...”

อาจารย์อวิ๋นจื่อที่แอบยืนฟังเสียงในใจอยู่ด้านหลังถึงกับต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดปาก พยายามกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น

เซี่ยจิ่นอันที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มมองภาพ ‘หงส์เพลิง’ บนโต๊ะของศิษย์น้องเล็ก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักสงบนิ่งพลันกระตุกเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

นี่มันเป็ดผสมห่านชัดๆ นางกล้าเรียกสิ่งนี้ว่าหงส์เพลิงได้อย่างไรกัน

“เอาล่ะ ถึงเวลาประมูลผลงานของยอดเขาเมฆาเร้นแล้ว” เสียงของผู้อาวุโสผู้ดูแลงานประมูลดังก้องไปทั่วลาน

ภาพวาดดอกโบตั๋นของหลิวซวงซวงถูกประมูลไปในราคาห้าสิบหินวิญญาณระดับต่ำ กระบี่ไม้แกะสลักของมู่หรงชิงถูกประมูลไปในราคาหกสิบหินวิญญาณระดับต่ำ

และแล้วก็ถึงคราวภาพวาดของจ้าวเสี่ยวหลิง

เมื่อผู้อาวุโสคลี่ม้วนกระดาษของนางออกต่อหน้าผู้คนทั้งลาน บรรยากาศรอบด้านพลันตกอยู่ในความเงียบกริบ

ภาพที่ปรากฏคือสัตว์ปีกประหลาด ตัวอ้วนกลม ปากแบนกว้าง ดวงตาเหล่ไปคนละทิศ ขนปีกสั้นกุด และมีขาเล็กสองข้างยืนเอียงกะเท่เร่ หมึกดำบางส่วนยังเลอะเทอะจนดูไม่ออกว่าตรงไหนคือขน ตรงไหนคือเงา

ความเงียบดำเนินอยู่เพียงไม่กี่อึดใจ

“ฮ่า ๆ ๆ” เสียงหัวเราะเยาะระเบิดขึ้นจากกลุ่มศิษย์ยอดเขาอื่นทันที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel