บทที่ 5 เสี่ยงดวง
ไป๋โย่วหรานได้แต่ยืนนิ่ง กระพริบดวงตาถี่ระยิบจนแพขนตาที่งอนงามสั่นระริก คำถามที่ฝ่าบาทเอ่ยออกมาไม่ว่าจะตั้งใจฟังและพยายามจะคิดตามถึงความหมายที่แท้จริงอย่างไร วาจาเหล่านั้นก็ดูเหมือนจะเป็นคำค่อนขอดและแฝงด้วยนัยอื่นอีกมากมาย ที่ไม่รู้ว่าควรจะตอบกลับออกไปเช่นไร
ทางด้านฉินหงเหยียน เขารู้ได้ในทันทีว่าผู้เป็นพี่ชายกำลังจู่โจมเขาต่อหน้าผู้คนมากมาย เห็นทีเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนคงไม่รอดพ้นสายตาเหยี่ยวน่ารังเกียจคู่นั้น ความขุ่นเคืองโลดแล่นขึ้นบนดวงหน้า ความอึดอัดที่น่าประหลาดเกิดขึ้นในอก เมื่อเขารู้สึกไม่พอใจกับสายตาเจ้าเล่ห์ของฉินหงเฟยที่จ้องมองไป๋โย่วหรานเลยสักนิด
“ขอบพระทัยที่เสด็จพี่เป็นห่วง กระหม่อมก็เข้าหอกันตามประสาคู่รักจนดึกดื่นไปหน่อยก็เท่านั้น”
องค์ชายสามเอ่ยปากยกยิ้ม แสร้งปั้นเรื่องขึ้นมาเมื่อเห็นว่าไป๋โย่วหรานเอาแต่นิ่งเงียบ คำพูดที่ดูเหมือนอ่อนน้อมของเขา แท้จริงแล้วสอดแทรกคำย้ำเตือนให้พี่ชายหยุดวาจาที่ดูล่วงล้ำ
ฉินฮ่องเต้เหลือบตามองน้องชายแค่เพียงหางตาก่อนจะกดมุมปากลึกด้วยความเจ้าเล่ห์ที่เหนือด้วยชั้นเชิง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง คิ้วหนายกขึ้นให้ดูเหมือนกับว่าอยากจะรู้ความจริงใจแทบขาด
“อย่างนั้นหรือ…แต่เมื่อคืน ข้ากลับได้ยินมาว่าเจ้ารับชายารองเข้ามาด้วยพร้อมกันมิใช่รึ”
สุรเสียงที่เย็นเยียบของฝ่าบาทดังพอที่จะให้ทุกคนในท้องพระโรงอ้าปากค้าง สายตาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย การกระทำเหล่านั้นกลับยิ่งทำให้ใบหน้าของฉินหงเหยียนดูซีดขาวสลับกับสีแดงจัด ไม่รู้ว่ายามนี้เขาควรจะโกรธหรือว่าอับอายกันแน่
ไป๋โย่วหรานยังคงเบิกดวงตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตา สายพระเนตรที่กว้างไกลของฉินหงเฟย ทำให้นางเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
พระพักตร์งามล้ำ ดวงเนตรลึกล้ำซ่อนเร้นความร้ายกาจ ช่างเป็นความองอาจที่ทำให้นางรู้สึกเชื่อใจ และอยากจะพึ่งพาเขาเสียเหลือเกิน
ในนิยาย ฮ่องเต้ฉินหงเฟยนั้นดูเลวทรามต่ำช้า ไร้คุณธรรม ป่าเถื่อน แต่พอได้สัมผัสตัวตนที่แท้จริงเพียงชั่วครู่ นางกลับได้เห็นความอ่อนโยนที่วูบไหวอยู่ด้านหลังสายตาที่เจ้าเล่ห์และมากด้วยแผนการ
"พระองค์ยังสามารถรับสนมได้ตั้งมากมาย แล้วข้าจะรับชายารองเข้ามาในตำหนักไม่ได้เลยเชียวหรือ..."
น้ำเสียงที่ฉุนเฉียวดังขึ้น ฉินหงเหยียนตกหลุมพรางเข้าอย่างจัง การที่เขาเอ่ยเช่นนั้นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเขารับเว่ยหมิ่นซูเข้าตำหนักเป็นพระชายารอง แบบไม่ถูกต้องตามประเพณี ในวันที่เข้าพิธีแต่งงานกับผู้เป็นชายาเอกตามราชโองการสมรส
เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้งเมื่อความจริงเริ่มปรากฏ องค์ชายสามกระทำเช่นนี้ไม่ต่างไปจากการหยามเกียรติท่านราชครูไป๋ ราชครูที่อยู่คู่ราชบัลลังก์มาอย่างยาวนานนับแต่รุ่นผู้เป็นบิดา
"นั่นเป็นเรื่องที่เจ้ากระทำได้ แต่เจ้าควรจะให้เกียรติพระชายาเอกมิใช่หรือ แต่ก็นั่นแหละ เรื่องราวของเจ้า เจ้าก็จัดการให้ดี อย่าได้ทำให้ตระกูลฉินของข้าต้องเสื่อมเสีย"
ฉินหงเฟยตบบ่าน้องชาย ก่อนจะเดินมายืนอยู่เบื้องหน้าของไป๋โย่วหราน แล้วเอ่ยกับนางด้วยรอยยิ้มที่ชวนไหวหวั่น
“เจ้าเป็นบุตรีของท่านราชครูของข้า หากเจ้ามิเต็มใจที่ฉินหงเฟยตบแต่งพระชายารอง จนข้ามหน้าข้ามตาของเจ้า ขอให้เจ้าเอ่ยกับข้า...”
พระพักตร์ที่เรียบเฉย แต่เจือรอยยิ้มเจ้าแผนการทำให้นางรู้ว่า ฮ่องเต้ผู้นี้อันตรายยิ่งกว่าที่จินตนาการเอาไว้นัก ทั้งความฉลาด ความเจ้าเล่ห์ ความลึกลับ ความอาจหาญรวมถึงความหล่อเหลาที่มองแล้วแทบลืมหายใจ
ตัวร้ายในนิยายที่ไป๋โย่วหรานมองว่าเขาช่างเป็นบุรุษที่น่าสนใจเสียเหลือเกิน อีกทั้งยังน่าเกรงขาม น่าฝากชีวิตเอาไว้ วาจาที่คลุมเครือทำให้นางเผลอคิดต่างเอาเองว่าฉินหงเฟยกำลังยื่นข้อเสนอให้นางอยู่หรือไม่ หรือนี่จะเป็นการเสี่ยงทายที่นางควรจะลองเสี่ยงดวงดูสักครั้ง
"จริงหรือเพคะ..."
ขบคิดอยู่นาน ในที่สุดนางก็เงยหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นฝ่าบาท ราวกับต้องการสื่อความในใจผ่านดวงตาที่จ้องมองกัน จนกระทั่งฉินหงเฟยเอ่ยย้ำอีกครั้ง
"ขอเพียงแค่เจ้าเอ่ยออกมา ข้าพร้อมที่จะทำตามที่เจ้าต้องการ และปกป้องไม่ให้ผู้ใดรังแกเจ้า"
ฉินหงเฟยผุดพรายรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า สตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาช่างน่าสนใจเสียยิ่งนัก นางมิใช่ไป๋โย่วหรานคนเดิมที่ไร้เสน่ห์ ทว่าตอนนี้นางกลับดึงดูดให้เขาเป็นฝ่ายก้าวเท้าเข้าหา
"หม่อมฉันหย่ากับองค์ชายสามแล้ว...ขอพระองค์ปกป้องหม่อมฉันด้วยเพคะ!"
การเสี่ยงดวงในครั้งนี้ ไป๋โย่วหรานใช้ความคิดของตัวเองเป็นเดิมพัน หากนางอ่านสายตาของเขาไม่ผิด ตัวร้ายผู้นี้จะปกป้องนางจากเงื้อมมือของชายชั่วช้าอย่างองค์ชายสาม นางจึงโพล่งวาจาออกไปด้วยความหนักแน่น ราวกับไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี
"ไป๋โย่วหราน!"
ฉินหงเหยียนกำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เสียงเข้มตวาดลั่นกลางท้องพระโรงอย่างไม่คิดไว้หน้าผู้ใด ก่อนจะก้าวพรวดเข้ามาจับต้นแขนของนางอย่างแรงราวคนเสียสติ ความเดือดดาลผุดพรายขึ้นบนใบหน้า นัยน์ตาวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกยั่วยุให้เกิดโทสะจนถึงขีดสุด เขาเองก็ไม่คิดว่าไป๋โย่วหรานจะมีความกล้าและบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ และนี่เป็นความรู้สึกครั้งแรก ที่เขารู้สึกว่า กำลังเสียอะไรบางอย่างไปโดยไม่รู้ตัว
"ฮ่า หย่าหรือ เจ้าบอกว่าหย่ากับเขา เจ้ามีสิ่งใดยืนยันหรือไม่เล่า" ฉินหงเฟยรู้ดีว่านางมีหลักฐานเพียงพอ เขาจึงเอ่ยยุยงให้นางนำมันออกมาต่อหน้าสาธารณชนก็เท่านั้น
"มีเพคะ...หม่อมฉันมี"
นางรีบสะบัดแขนออกในทันที แต่ทว่ายังไม่ทันได้หยิบหนังสือหย่า อีกฝ่ายกลับกางกระดาษออกมา พร้อมกับวาจาที่ดูน่าสงสาร
องค์ชายสามมิได้สนใจสายตาของผู้คนมากมายที่ล้วนแล้วแต่มีสีหน้าสับสน และใครรู้อีกต่อไป ยามนี้เขามีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น ไป๋โย่วหรานกำลังทำให้เขาเสียหน้า
"หรานเอ๋อร์ ไยเจ้าต้องทำให้ข้าเสื่อมเสียเกียรติถึงเพียงนี้ ในเมื่อเจ้าเป็นฝ่ายบังคับให้ข้าเขียนหนังสือหย่า เพราะโกรธที่ข้ารับเว่ยหมิ่นซูเข้าตำหนัก ทั้ง ๆ ที่ข้ารักและเทิดทูนเจ้าสุดหัวใจ"
ฉินหงเหยียนยังคงเล่นบทที่น่าสงสาร เรียกความเห็นใจ ก่อนจะกระทำในสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิด เมื่อเขาสอดมือเข้าไปด้านในเสื้อแล้วหยิบกระดาษสีน้ำตาลที่มีลายอักษรออกมา ก่อนจะฉีกมันต่อหน้าผู้คน
ใบหน้าที่แสร้งเสียอกเสียใจ กลับมานิ่งขรึม ดวงตาดุดัน กร้าวร้าวจับจ้องมองนางราวกับจะกลืนกิน พร้อมกับเอ่ยวาจาที่หน้าไม่อายออกมา ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างด้วยความชอบใจ
แควก
"ข้าไม่หย่า...และจะไม่มีวันหย่ากับเจ้า"
"ฝ่าบาท หม่อมฉันต้องการหย่าเพคะ หนังสือหย่ายังอยู่ที่หม่อมฉันอีกฉบับ"
นางหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือกับฝ่าบาท แล้วหยิบหนังสือหย่าออกมา เป็นจังหวะที่ฉินหงเหยียนปรี่เข้าประชิดกาย เพื่อแย่งกระดาษแผ่นนั้นไป ทว่าผู้เป็นฮ่องเต้กลับเอื้อมมือเข้ามาโอบรั้งรอบเอวของนาง แล้วกันให้ห่างจากน้องชายตัวดี
ฉินหงเฟย หยิบกระดาษหนังสือหย่าไปจากมือของไป๋โย่วหราน แล้วกวาดสายตาอ่านเนื้อความด้านใน แล้วเอ่ยขึ้น
"ในเมื่อเจ้าไม่เต็มใจอยากจะหย่า แล้วเหตุใดถึงได้ลงน้ำหมึกง่ายดายนักเล่า นางก็เป็นสตรีตัวเล็กเท่านี้ หรือว่าเจ้าอ่อนแอกว่านาง ถึงได้ถูกนางบังคับ"
"เสด็จพี่ นี่ไม่ใช่เรื่องที่พระองค์จะสอดมือเข้ามา ในเมื่อข้าและนางร่วมพิธีคำนับฟ้าดินมาด้วยกัน ข้าก็สมควรที่จะต้องจัดการด้วยตัวเอง"
องค์ชายสามเริ่มหมดความอดทน เขาจึงเอ่ยวาจาล่วงล้ำไม่สมควรออกไป ท่ามกลางสายตาตำหนิของเหล่าขุนนาง และราชวงศ์คนอื่น ๆ
"หึ เจ้าคงลืมไปกระมัง หากข้าไม่มอบราชโองการพระราชทานสมรสให้แก่เจ้า แล้วเจ้าจะมีโอกาสได้คำนับฟ้าดินอย่างนั้นหรือ ถ้านางเป็นสตรีอื่นข้าคงจะไม่สอดมือให้วุ่นวาย แต่ไป๋โย่วหรานคือบุตรีของท่านราชครู ที่ข้าเคารพและให้เกียรติ ในเมื่อนางมิพึงใจเป็นชายาเคียงหมอนกับเจ้า ข้าก็จะคืนเกียรติยศและศักดิ์ศรีให้แก่นาง!"
พระพักตร์หล่อเหลาของฮ่องเต้ยังคงเรียบเฉย ทว่าสายตากลับทอประกายความดุร้ายออกมา พาให้เส้นขนของทุกคนลุกชันจนรู้สึกผวา
"ฉินหงเฟย! เจ้าคิดว่าเป็นฮ่องเต้แล้วมีสิทธิ์จะทำกระไรก็ได้อย่างนั้นหรือ"
องค์ชายสามสติสัมปชัญญะขาดสะบั้นลงในชั่วพริบตา เขาปรายนิ้วมือชี้หน้าของฝ่าบาทอย่างไร้การเคารพ
"เจ้ามิรู้หรือ...ว่าคนอย่างข้าทำได้มากกว่านี้เสียอีก" ฉินฮ่องเต้ยิ้มเย้ยหยันออกมา ราวกับจงใจให้อีกฝ่ายเป็นบ้า
ไป๋โย่วหรานยืนมองใบหน้าของฝ่าบาทตัวร้ายอย่างไม่เชื่อสายตา วาทศิลป์ของเขา หากเป็นโลกปัจจุบันเห็นทีเขาคงจะเป็นนักจิตวิทยามือหนึ่งเสียกระมัง
ทันใดนั้นปลายแขนเสื้อขององค์ชายสามสะบัดวูบ ด้วยการเคลื่อนตัวที่รวดเร็ว ร่างสูงหมายใจจะกระชากข้อมือของไป๋โย่วหราน ที่อยู่ข้างกายของผู้เป็นพี่ชายเข้าหาตัวเอง ด้วยแรงอารมณ์ที่คุกรุ่น หากแต่
องครักษ์ราวสองนาย รีบก้าวออกมาขวางเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยตักเตือนให้องค์ชายสามได้สติว่ากำลังกระทำการมิสมควร
“องค์ชาย โปรดระงับอารมณ์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
"ถอยไป!"
ฉินหงเหยียนกัดกรามแน่นจนได้กลิ่นของโลหิตอบอวลอยู่ในโพรงปาก ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะก้าวเข้าใกล้วรกายที่มีค่าดั่งทองคำพันชั่งของฮ่องเต้ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังด้วยความเยียบเย็น
“หยุดกิริยาของเจ้าเสียเดี๋ยวนี้ เหยียนเอ๋อร์”
เซี่ยวไทเฮาผู้เป็นมารดาขององค์ชายสามลุกขึ้นจากพระแท่น ก่อนจะเอ่ยปรามด้วยความเหลืออด หลังจากที่มองโอรสของตัวเองแสดงความโง่เขลาอยู่นาน สายพระเนตรอันงดงามทอประกายความผิดหวังออกมาอย่างเปี่ยมล้น...