บทที่ 6 คำตักเตือนจากมารดา
บรรยากาศในตำหนักรับรองยามนี้คุกรุ่นไปด้วยไอของโทสะ บรรดาขุนนางที่หวาดกลัวความวุ่นวายต่างค่อย ๆ เร้นกายออกไปจากตำหนักกันทีละคน แต่สำหรับบางคนก็อยู่รอดูฉากความวุ่นวายของราชวงศ์ราวกับเป็นเรื่องสนุก
องค์ชายสามชะงักกายอยู่กับที่ตามคำสั่งของผู้เป็นมารดา ก่อนจะค้อมศีรษะลงเมื่อไทเฮาปรากฏวรกายเบื้องหน้า เสียงทุ้มค่อย ๆ เปล่งออกมาเบา ๆ ด้วยความกลัวเกรง
“เสด็จแม่…”
ไทเฮามองสบตากับองค์ชายสามอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งดวงหน้าที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฏความไม่พอใจออกมา พร้อมกับจ้องดวงตาเขม็งมายังเขาราวกับต้องการตำหนิ ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยต่อปากต่อคำ มารดาโฉมงามก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
“พอได้แล้ว...เหยียนเอ๋อร์ วันนี้เจ้าได้ทำให้คนทั้งท้องพระโรงเห็นแล้วว่าเจ้า ไร้ซึ่งสติปัญญาเพียงใด”
"แต่ข้า..."
ฉินหงเหยียนบอกกับพระมารดาด้วยท่าทีที่ต่อต้าน ทว่าไทเฮากลับยกมือปรามให้เขาหยุดวาจา พระพักตร์ของมารดานิ่งขรึมเสียจนเขาจำต้องกลืนถ้อยคำลงคอ
เมื่อผู้เป็นโอรสสงบปากสงบคำ ร่างระหงในอาภรณ์สีกรมท่าก็เดินออกจากท้องพระโรงไปด้วยความสง่างาม และในจังหวะที่เดินผ่านไป๋โย่วหราน เซี่ยวไทเฮาหันกลับมามองนางด้วยหางตาอยู่เพียงครู่หนึ่ง ราวกับกำลังอ่านใจของนาง ก่อนจะเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เชิดหยิ่ง
ฉินหงเหยียนพยายามเฉียดกายเข้าใกล้ชายาในนาม แต่หลังจากนั้นไม่นานน้ำเสียงที่ดุดันก็ดังขึ้น จนเขาต้องจำใจเดินตามผู้เป็นมารดาออกไปแต่โดยดี
“กลับตำหนักเดี๋ยวนี้”
องค์ชายสามอยากจะขัดคำสั่งใจแทบขาด แต่ท่ามกลางความวุ่นวายและขายหน้า ทำให้เขาต้องเก็บความแค้นเอาไว้ในอก เขาเดินออกไปโดยไม่กล่าวคำลากับฝ่าบาทเลยแม้แต่น้อย
ตำหนักองค์ชายสาม...
เว่ยหมิ่นซูสวมใส่อาภรณ์สีหวาน แต่งกายงดงาม รอคอยสวามีของนางกลับมายังตำหนักด้วยใจจดจ่อ อีกไม่นานนางก็จะได้เป็นชายาเอกของฉินหงเหยียน ยามนี้นางจึงต้องเอาอกเอาใจเขาเป็นพิเศษ
ร่างบอบบางละเลียดจิบชาร้อนด้วยฝ่ามือเรียวที่กรีดกราย ท่วงท่าดูเย้ายวน ในขณะที่นั่งจิบชา บ่าวรับใช้ก็วิ่งพรวดเข้ามาราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตาย แต่นางกลับคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าสวามีเห็นทีจะกลับมายังตำหนักแล้ว
"องค์ชายสามกลับมาแล้วหรือ ข้า..."
เว่ยหมิ่นซูไม่อาจนั่งอยู่กับที่อีกต่อไป นางรีบหยัดกายลุกขึ้นเพื่อออกไปต้อนรับในทันที ทว่า อาเหมย บ่าวรับใช้สาวกลับเอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
"พระชายา...รอง ไทเฮาเสด็จมาเพคะ"
"อะไรนะ! ทำไมเจ้าไม่รีบมาบอกข้าให้เร็วกว่านี้ ข้าจะได้เตรียมการต้อนรับเสด็จแม่ของสามี..."
"รีบเสด็จเถิดเพคะ อย่าให้ไทเฮาต้องรอนาน จะไม่เป็นการดี" อาเหมยที่เห็นสีพระพักตร์ของไทเฮาเป็นอย่างดี นางจึงเร่งเร้านายของตนให้รีบไปเข้าเฝ้า
หัวใจของเว่ยหมิ่นซูถึงกับพองโต ไม่คิดไม่ฝันว่าไทเฮาจะใส่พระทัยกับสะใภ้เช่นนางถึงเพียงนี้ แม้จะยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานให้ถูกต้อง ไทเฮาก็เสด็จมาเยือนถึงตำหนัก
เมื่อก้าวเข้าสู่ตำหนักรับรอง เว่ยหมิ่นซูก็รีบดิ่งไปเข้าเฝ้าด้วยสีหน้าที่ร้อนรน เต็มไปด้วยความกลัวว่าจะถูกตำหนิที่มาช้า
“หม่อมฉันขออภัยเสด็จแม่ด้วยเพคะ...ที่...”
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับใบหน้าของนางอย่างแรงจนดังก้องไปทั่วทั้งตำหนัก เป็นเซี่ยวไทเฮาที่ตวัดฝ่ามือลงไปโดยไม่คิดจะลังเลเลยแม้แต่น้อย บ่าวไพร่ต่างก้มหน้าก้มตาออกไปจากบริเวณนั้นในทันที
เว่ยหมิ่นซูเซถลา ก่อนจะรีบคุกเข่าลงในทันที
ฝ่ามือบางกอบกุมใบหน้าที่แสบร้อน ดวงตาหวาดกลัวจนแทบไม่กล้าที่จะหายใจ
“เสด็จแม่! ไยต้องทำกับนางเช่นนี้”
องค์ชายสามที่เดินตามมารดาเข้าตำหนักมาทีหลังรีบเข้าขวางในทันทีที่เห็นเซี่ยวไทเฮาตบหน้าของสตรีที่เขารักฉาดใหญ่
"แค่นี้ยังน้อยไป"
ไทเฮาแค่นยิ้มบาง ก่อนจะปรายดวงตามองสตรีที่อยู่ในอ้อมอกบุตรชายด้วยความไม่ชอบใจ
"เสด็จแม่ นางทำอันใดผิด เหตุใดพระองค์จะต้องใจร้ายกับนางถึงเพียงนี้"
ฉินหงเหยียนลูบฝ่ามือลงบนเรือนผมของนาง เพื่อปลอบโยนความบอบช้ำ แต่ดูเหมือนว่าเขาเองจะเอ่ยวาจาไม่เข้าหูของมารดา
เมื่อไทเฮาหันกลับมาจิกสายตาใส่ผู้เป็นโอรสด้วยความหงุดหงิด นางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเอ่ยบอกอีกครั้ง เพื่อหวังจะให้โอรสของนางฉลาดขึ้นมากกว่านี้
"ใช้มารยาไปเท่าใดเล่า ลูกชายข้าถึงได้คว้าบุตรีอัครเสนาบดีที่ไร้พวกพ้อง ไร้อำนาจมาเป็นพระชายาคู่กาย!”
เว่ยหมิ่นซูผู้นี้แม้จะมีศักดิ์เป็นถึงบุตรีของเว่ยเจิ้นหง อัครเสนาบดี แต่กลับไร้ประโยชน์ เมื่อบิดาของนางไร้อำนาจ ไม่มีผู้ใดหนุนหลัง ไม่ต่างจากบุรุษมือขาดเท้าขาด ไม่เหมือนกับท่านราชครูไป๋ ที่มีขุนนางมากมายเกือบจะทั้งราชสำนักอยู่เคียงข้าง
"มะ...หม่อมฉันรักองค์ชายสามจริง ๆ นะเพคะ"
เว่ยหมิ่นซูตัวสั่น ใบหน้าแดงช้ำ ริมฝีปากมีโลหิตไหลซึม วาจาที่ดูถูกบิดาของนางทำให้นางรู้สึกฝังใจ แต่มิอาจตอบโต้
"รักหรือ...ความรักของเจ้าทำให้โอรสของข้าได้นั่งบัลลังก์หรือไม่เล่า ลำพังจะทำให้ตัวเองได้เป็นชายารองอย่างถูกต้องยังไม่มีปัญญา ดีแต่เอาตัวเข้าแลกไม่ต่างจากนางบำเรอ!"
ไทเฮายังกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง แผนการใหญ่ของนางต้องพังลงเมื่อโอรสเพียงคนเดียวใฝ่ต่ำ คว้าสตรีที่ไร้ซึ่งอำนาจมาเป็นชายา
"สะ...เสด็จแม่..." เว่ยหมิ่นซูเอ่ยเสียงสั่น ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยได้ยินคำดูถูกใดบั่นทอนจิตใจถึงเพียงนี้มาก่อน รากเง้าของนางก็ยังต่ำตม ราวกับมุดหน้าอยู่ในโคลน
"ข้ามิใช่มารดาเจ้า...และข้าก็ไม่ได้เต็มใจที่จะรับนางบำเรอเช่นเจ้ามาเป็นสะใภ้" ริมฝีปากสีสดคว่ำลงในทันที ไทเฮาแสดงท่าทีรังเกียจออกมา จนเว่ยหมิ่นซูกำมือเข้าหากันแน่น
"เสด็จแม่...พระองค์ต่อว่านางเกินไปแล้ว กระหม่อมไม่เห็นว่านางจะด้อยกว่าไป๋โย่วหรานตรงที่ใด บิดาของนางก็มีศักดิ์เป็นอัครเสนาบดี และข้าก็รักนาง" องค์ชายสามออกโรงปกป้องเว่ยหมิ่นซู จนผู้เป็นมารดากัดฟันกรอด
“ตอนนี้เจ้าก็กลายเป็นคนโง่ให้คนทั้งวังหัวเราะ รู้หรือไม่ว่าราชครูไป๋มีขุนนางหนุนหลังมากมายเพียงใด อีกทั้งฉินหงเฟยยังฉีกหน้าเจ้าจนยับเยิน มิใช่เพราะเจ้าใฝ่ต่ำหรอกรึ เจ้าเสียอำนาจไปแล้วเหยียนเอ๋อร์ เสียทั้งโอกาสที่จะยึดบัลลังก์ที่ควรจะเป็นของเจ้า!”
คำพูดนั้นรุนแรงเสียยิ่งกว่าการตบหน้า น้ำเสียงของมารดา กรีดลึกลงไปในหัวใจของเขา คำว่าบัลลังก์กลับทำให้ใจของเขาระส่ำระสาย
ไทเฮาได้แต่มองใบหน้าของบุตรชาย พลางถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง ก่อนจะเอ่ยคำตักเตือนให้องค์ชายสามได้สติ
“เหยียนเอ๋อร์ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือว่าเหตุใดแม่ถึงได้ให้เจ้าแต่งงานกับบุตรีของราชครูไป๋ ไป๋โย่วหรานผู้นั้นอยากได้เจ้าเป็นสวามีจนตัวสั่น หากเจ้าอยากได้บัลลังก์ นางจะไม่โน้มน้าวบิดาให้ช่วยเหลือเจ้าเลยหรือ แต่เจ้ากลับไม่ให้เกียรติบุตรีของเขา แต่กลับทำงามหน้าด้วยการรับเว่ยหมิ่นซูเข้ามาในตำหนัก
"เสด็จแม่...ข้าทำผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ฉินหงเหยียนตระหนักคิดตามคำบอกของมารดา สายตาของเขาก็ฉายแววความผิดหวังขึ้นมาในทันที ยามนี้จะแก้ไขด้วยการทำดีกับไป๋โย่วหรานก็คงจะสายเกินไป อีกทั้งฮ่องเต้ยังออกโรงปกป้องนางถึงเพียงนั้น เขากลับยิ่งไร้โอกาส
“เจ้าทำลายโอกาสของตัวเองด้วยมือของเจ้าไปแล้ว ส่วนเจ้า เว่ยหมิ่นซู เจ้าคิดว่าสตรีที่ไร้ซึ่งอำนาจ จะหนุนหลังเหยียนเอ๋อร์ได้อย่างไร”
ไทเฮาปรายดวงตาที่ดุดันดั่งนางพญาจิ้งจอกมายังนาง เว่ยหมิ่นซูรู้สึกแค้นเคืองสตรีเบื้องหน้าอย่างไม่อาจอดกลั้น แต่นางกลับต้องยอมก้มหัวอย่างไร้ศักดิ์ศรีเพื่อเอาอกเอาใจนังแก่สารพัดพิษผู้นี้ เพื่อหวังให้องค์ชายสามรักและเห็นใจนาง จนไม่คิดปันใจให้สตรีอื่น
"แม้ว่าบิดาของหม่อมฉันจะไร้ขุนนางหนุนหลัง แต่หากเป็นความต้องการของสวามี หม่อมฉันจะต้องช่วยองค์ชายสามยึดบัลลังก์กลับมาให้ได้เพคะ"
"ฮ่า ข้าจะคอยดู ว่าน้ำหน้าอย่างเจ้าจะดีแต่ปากหรือไม่!"
เซี่ยวไทเฮาโน้มวรกายลง ก่อนจะยื่นฝ่ามือออกไปหมายใจจะลูบศีรษะปลอบโยนสะใภ้ แต่นางกลับจับที่ปลายคางของเว่ยหมิ่นซู แล้วออกแรงบีบจนน้ำตาเอ่อคลอดวงตาของผู้เป็นสะใภ้
"เสด็จแม่...ปล่อยนางเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
"หึ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจ ที่เลือกสตรีแพศยาผู้นี้มาเป็นนางบำเรอ!"
เสียงหัวเราะของสตรีผู้ถือตราหงส์ควบคุมอำนาจในวังหลัง ทำหน้าที่แทนตำแหน่งฮองเฮาที่ยังว่างอยู่ ค่อย ๆ จางหายไปจนตำหนักกลับมาเงียบงัน ทว่าไฟแค้นที่หยั่งรากลึกลงในใจของเว่ยหมิ่นซูกำลังก่อเกิด ใบหน้าเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของสวามีจ้องมองแผ่นหลังของไทเฮาไม่วางสายตา 'แค้นของข้า ข้าจะเอาคืนให้พระองค์ไม่กล้าที่จะลืมเลือน'