บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ฮ่องเต้ตัวร้าย

ตำหนักเทียนหลง...

ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่และโอ่อ่า ทั่วทั้งตำหนักถูกประดับด้วยผ้าม่านที่ถูกปักลวดลายมังกรอย่างประณีตงดงาม เส้นด้ายแต่ละเส้นนั้นวิจิตรดุจลายสลัก ก่อนการว่าราชกิจในยามเช้าจะเกิดขึ้น บรรดาขุนนางและราชวงศ์ต่างมารอเข้าเฝ้าองค์ชายสามและพระชายาเพื่อยลโฉมบารมี หลังจากพิธีการแต่งงานผ่านพ้นไป คู่สามีภรรยาใหม่จะต้องมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้และไทเฮา ตามโบราณราชประเพณี

ไป๋โย่วหรานเหลือบตามองใบหน้าที่คร่ำเครียดของฉินหงหยวนแค่เพียงชั่วครู่ สำหรับเขาอาจจะเป็นเรื่องยากที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนแสดงความรักจอมปลอมต่อหน้าฝูงชน แต่สำหรับนางมันคือบทบาทการแสดงบทหนึ่งก็เท่านั้น ระดับนางร้ายมากฝีมือ เรื่องปั้นหน้าเสแสร้งนับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายเสียยิ่งนัก

"ปั้นหน้าแค่เพียงชั่วครู่ พระองค์คงไม่ขาดใจตายหรอกนะเพคะ" เสียงหวานใสเปรยขึ้นพร้อมกับส่งรอยยิ้มกว้างให้กับบุรุษที่ได้ชื่อว่าสามีในนามที่แฝงเอาไว้ด้วยความจิกกัด

"ดูเหมือนว่าเจ้ากำลังสนุก อย่าทำเกินงามไปนัก ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน"

ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีอ่อนโน้มใบหน้าลงมาใกล้ กลีบปากหยักเม้มแน่น มีเพียงส่งเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยท่าทางที่พยายามข่มอารมณ์ความกราดเกรี้ยวให้ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงหน้าที่อ่อนโยน เสียจนไป๋โย่วหรานรู้สึกอยากจะอาเจียนออกมากับกิริยาที่ลวงโลกของตัวร้ายที่น่าเกลียดชัง

ในทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าผ่านพ้นธรณีประตู บรรดาขุนนางและราชวงศ์รวมถึงนางกำนัลต่างป้องปากกระซิบนินทากันอย่างคึกคัก ข่าวฉาวที่ฉินหงเหยียนคิดจะปิดบังเอาไว้นั้นหาได้หลุดรอดไปจากสายตาของทุกคนไปได้ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเปิดปากออกมาตรง ๆ ก็เท่านั้น เรื่องราวของพวกเขาจึงกลายเป็นความสนุกปากของใครหลายๆ คนก็เท่านั้น

ทว่าเสียงเหล่านั้นต่างก็หยุดลงในทันที เมื่อสายลมเย็นวูบหนึ่งพัดเข้ามาในท้องพระโรง ทุกคนอยู่ในความเงียบสงบจนกระทั่งเหวินกงกงเดินนำหน้าผู้เป็นฮ่องเต้ออกมา ก่อนจะยืนนิ่งอยู่ข้างบัลลังก์มังกรเพื่อรอรับเสด็จฝ่าบาทและไทเฮา

เซี่ยวไทเฮาปรายดวงเนตรมองโอรสแค่เพียงหางตา ท่าทีของพระองค์ที่แสดงออกมาเต็มไปด้วยความไม่พอพระทัย เพียงแต่ยังไม่มีเวลาที่เหมาะสมที่จะได้เอ่ยตำหนิก็เท่านั้น ก่อนที่พระองค์จะเดินผ่านไปและหย่อนวรกายลงบนพระแท่นที่ตั้งตามตำแหน่งของตัวเองด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉย

ก่อนที่ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำขลิบด้วยด้ายทองจะปรากฏวรกายต่อหน้าทุกคนด้วยความน่าเกรงขาม แล้วประทับนั่งลงบนบัลลังก์มังกรด้วยท่าทางที่ทรงอำนาจ ฮ่องเต้ฉินหงเฟย บุรุษที่ได้ชื่อว่าพญายมแห่งจิ่นอัน และยากที่จะต่อกรด้วย

ด้วยความอยากรู้ว่าตัวร้ายตัวจริงที่ปรากฏในนิยายนั้นเป็นเช่นไร ไป๋โย่วหรานจึงเงยหน้ามองพระพักตร์ของฉินหงเฟยอย่างลืมตัว แต่เมื่อดวงตาคู่งามมองเห็นบุรุษเบื้องหน้า ร่างระหงกลับตรึงอยู่กับที่จนไม่อาจขยับ ฉินหงเฟยผู้นี้สูงราวแปดฉื่อ โดดเด่นเกินผู้ใด ไหล่กว้างผึ่งผายแผ่นหลังตั้งตรงอย่างสง่าผ่าเผย การขยับวรกายในแต่ละครั้งมักจะดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จ้องมอง

ใบหน้าได้รูปสมส่วนราวกับหยกสลักที่งดงาม แต่กลับแฝงด้วยความดุดันผ่านดวงตายาวรีที่คมเข้มราวกับหมาป่าดุร้าย มันทั้งลึกลับ เต็มไปด้วยอำนาจ และเสน่ห์ที่เกินต้านยากจะทัดทานให้หลบสายตา แพขนตางอนงามทำให้นัยน์ตาหวานฉ่ำดูมีเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราว เรียวคิ้วเข้มราวปลายพู่กันรับกับสันจมูกที่โด่งชันดื้อรั้น กลีบปากหยักสีชมพูหวาน ช่างน่าสัมผัสมากกว่าน่าหวาดกลัว ช่างเป็นบุรุษที่งดงามหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากนิยาย

ไป๋โย่วหรานก็เพิ่งจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็วันนี้นี่เอง ตัวร้ายที่ทุกคนเกลียดชังว่าเขาเป็นฮ่องเต้ทรราช ปล้นบัลลังก์จากน้องชายที่ผู้เป็นบิดาหมายใจจะให้ฉินหงเหยียนครอบครองมาเป็นของตัวเองอย่างหน้าไม่อาย ขุนนางใดขัดขืนเขาก็พร้อมที่จะสังหารให้พ้นจากเส้นทางเดินด้วยความอำมหิต แต่ในสายตาที่นางมองเห็นกลับรู้สึกได้ว่าตัวร้ายผู้นี้ดูจริงใจกว่าบุรุษหน้าเนื้อใจเสือข้างกายเสียอีก

เมื่อผู้เป็นฝ่าบาทประทับนั่งบนบัลลังก์ ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงแห่งนี้ต่างลุกขึ้นพร้อมกับค้อมกายลงเพื่อถวายพระพรให้แก่ฝ่าบาทและไทเฮากันอย่างพร้อมเพียง

"ถวายพระพรไทเฮา ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญเป็นหมื่นปี"

"ตามสบายเถิด"

ฉินหงเฟยปรายฝ่ามือเพื่อให้ทุกคนทำตัวตามสบาย ก่อนที่เขาจะหยุดสายตามองไปยังสตรีที่อยู่ข้างกายขององค์ชายสามผู้มีศักดิ์เป็นน้องชาย พระพักตร์ที่นิ่งขรึมมานานกลับเจือด้วยรอยยิ้มที่ลึกลับ

ไป๋โย่วหรานรู้สึกสั่นสะท้านและรับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่ทอดผ่านสายตาคู่คม จนร่างบางรู้สึกเบาหวิวจนแทบจะล้มทั้งยืน ในขณะที่ฝ่าบาทยังไม่เสด็จเข้ามาใกล้ นางก็เสียอาการถึงเพียงนี้ ช่างเป็นความน่ากลัวที่ทรงพลังเสียยิ่งนัก

“ถวายพระพรเสด็จพี่/ถวายพระพรเพคะ...ฝ่าบาท”

ฉินหงเหยียนประสานมือพร้อมกับค้อมกายลงต่อหน้าพระพักตร์ของผู้เป็นพี่ชาย ไป๋โย่วหรานพยายามที่จะประคองสติและควบคุมร่างกายที่อ่อนแรงไม่ให้ล้มลงขายหน้าต่อทุกคน นางยอบกายลงด้วยท่าทางที่งดงามแช่มช้อย แล้วเอ่ยถวายพระพรเสียงสั่น ทว่าสิ่งที่ออกมาจากปากของฉินฮ่องเต้กลับทำให้ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้าง

ริมฝีปากได้รูปยกขึ้นเล็กน้อย ไม่ถึงขั้นยิ้ม แต่เป็นการแค่นยิ้มเสียมากกว่า เมื่อเขาปรายพระเนตรมองน้องชายและพระชายาที่กำลังเล่นละครตบตาด้วยความแยบยล ทำให้เขารู้สึกอยากจะร่วมเล่นละครบทนี้ไปด้วยความขำขัน แววตาของฉินหงเฟยเต็มไปด้วยท่าทีหยอกล้อ แต่กลับทอประกายด้วยความเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วตรัสว่า

“น้องชายข้า...ใบหน้าดูมีความสุขยิ่งนัก”

ฉินหงเหยียนกำมือแน่น เดิมทีเขาเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกับพี่ชายต่างมารดาสักเท่าไร วาจาของเขาที่เอ่ยออกมายามนี้ดูเหมือนเป็นการจับผิดเสียมากกว่า เขารู้ดีว่าสายพระเนตรที่กว้างไกลของฮ่องเต้แห่งจิ่นอัน หากมีความต้องการอยากจะรู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นที่ตำหนักอันเป็นเรือนหอของเขา ย่อมเป็นเรื่องที่ปิดบังได้ยาก แต่เขาจำต้องข่มอารมณ์เอาไว้

"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีความสุขยิ่งนัก ขอบพระทัยที่เสด็จพี่ทรงใส่พระทัยเช่นนี้"

องค์ชายสามเงยหน้าสบตา พร้อมกับส่งรอยยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยความรู้สึกมากมาย ไป๋โย่วหรานรับรู้ได้ในทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคู่นี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ ในนิยายที่ได้อ่านก็หนีไม่พ้นการครอบครองบัลลังก์ แต่สำหรับเรื่องการแต่งงาน ฮ่องเต้กำลังจงใจเล่นสนุก…

“เมื่อคืนเป็นเช่นไรบ้าง…พระชายา” ฉินหงเฟยเอ่ยด้วยเสียงอย่างเนิบช้า แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นราวกับฟาดค้อนลงบนศีรษะ

การเอ่ยถามไถ่ของฝ่าบาท ทำให้ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงต่างเงียบปากไร้การสนทนา ด้วยเพราะอยากจะฟังเรื่องราวที่ออกมาจากปากขององค์ชายสามด้วยความระทึกจนแทบจะหยุดลมหายใจ

ฉินหงเหยียนเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึง คำถามของฝ่าบาทไม่ต่างจากการขยี้ให้ความจริงปรากฏออกมาต่อหน้าธารกำนัล ไป๋โย่วหรานยังไม่ทันจะอ้าปากตอบคำถามที่แฝงไปด้วยนัยมากมาย ฮ่องเต้กลับหยัดพระองค์ลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรท่ามกลางความตกใจของทุกคน ก่อนที่ร่างสูงสง่าจะก้าวเข้ามาเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ละก้าวล้วนแล้วแต่สั่นคลอนขึ้นไปถึงไขสันหลังจนเสียววาบ

จนกระทั่งร่างกายใหญ่โตทรงอำนาจก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนางและองค์ชายสาม พระพักตร์เฉียบคมอยู่ใกล้ จนไป๋โย่วหรานไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงออกมา ยิ่งเมื่อลมหายใจอุ่นร้อนเฉียดพวงแก้มของนางบาง ๆ หัวใจเจ้ากรรมกลับส่งเสียงออกมาจนทะลุอก

ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองสบตากับผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ดวงตาสีนิลคู่นั้นมองนางอย่างสำรวจ แต่ไม่ใช่สายตาที่บุรุษมองสตรี หากแต่เป็นสายตาของราชสีห์ที่มองเหยื่อด้วยความถูกตาต้องใจ

สายตาของเขาสร้างความกดดันแก่นางไม่น้อย มันเต็มไปด้วยความอึดอัดและรู้สึกประหม่าจนเผลอกลืนน้ำลาย เมื่อจู่ ๆ ลำคอกลับแห้งขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ก่อนที่เสียงสุขุมทรงพลังจะดังขึ้น จนร่างบางสะดุ้งตัวโยน

“ใต้ตาดูคล้ำนัก…ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลยหรือ”

น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แต่กลับฟังดูละมุนจนน่าขนลุก เป็นน้ำเสียงที่ผู้เป็นฝ่าบาทมิควรจะเอ่ยกับสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นพระชายาของน้องชาย แต่เขากลับเอ่ยอย่างจงใจ ราวกับต้องการพิสูจน์ความอดทนของฉินหงเหยียน การสนทนาของพวกเขาทำให้บรรยากาศภายในท้องพระโรงเงียบเชียบ ไม่มีแม้กระทั่งเสียงของลมหายใจ...
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel