บทที่ 3 สายตาที่ร้ายกาจ
แสงอรุณอ่อน ๆ ในเช้าวันใหม่ แทรกแสงอันแสนอบอุ่นสาดส่องเข้ามาทางบานหน้าต่าง บรรยากาศภายในเรือนหอยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นเทียนหอมมงคลที่ถูกจุดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ความเงียบสงัดที่ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง ไม่อาจถูกทำลายด้วยเสียงระฆังที่ถูกตีขึ้นในทุก ๆ เช้าของพระราชวัง หรืออีกนัยคือการบอกเวลาอันเหมาะสมที่บรรดาขุนนาง และบรรดาสตรีแห่งวังหลังทุกพระองค์จะต้องไปถวายบังคมฮ่องเต้และว่าราชกิจในยามเช้า และนั่นรวมถึงองค์ชายสาม กับพระชายาไป๋โย่วหรานด้วยเช่นเดียวกัน
หากแต่ทว่าเสียงระฆังที่ดังก้องไม่ได้แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาทการได้ยินของนางเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งดวงตาที่ปิดสนิทหาได้หยั่งรู้เลยว่าบรรยากาศรอบเตียงยามนี้เป็นเช่นไร
ฉินหงเหยียนยืนมองพระชายาในนามที่เขาเกลียดชังอย่างไม่เชื่อสายตา บุตรีของท่านราชครูไป๋มีกิริยาที่ไม่น่าดูถึงเพียงนี้เชียวหรือ เขาได้แต่ส่ายหน้าช้า ๆ สตรีผู้มีใบหน้าโฉมงามนี้นอนคว่ำหน้าไปกับหมอนหนานุ่ม ที่ไม่แน่ใจว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เครื่องประดับเจ้าสาวยังคงปักอยู่บนเรือนผมครบทุกชิ้น แต่มันกลับพันกันยุ่งเหยิงไปเสียหมด แม้แต่เขาเองก็ยังคิดไม่ตกว่าเมื่อนางตื่นขึ้นมา จะหาวิธีแกะเส้นผมนั้นเช่นไร
"นางตายแล้วหรือไม่เพคะ..."
เว่ยหมิ่นซูเอ่ยปากขึ้น พร้อมกับเบ้ริมฝีปากเหยียด ๆ กับท่าทางที่ไร้ความเป็นกุลสตรีของพระชายาองค์ชายสาม แม้นางจะไม่ยินดีสักเท่าใดนัก ที่ผู้เป็นสามียังไม่อาจป่าวประกาศเรื่องหย่าออกไป แต่นางกลับต้องอดทนตามคำบอกขององค์ชายสามด้วยความเชื่อฟัง
"ปลุกนางเสีย...ข้ามิอยากโดนเสด็จพี่ตำหนิ" องค์ชายสามหันไปพยักหน้ากับนางกำนัลประจำตำหนักที่ก้มหน้าหมอบอยู่กับพื้น
"พะ...เพคะ" แม้จะมีความรู้สึกกลัว แต่นางกำนัลต้อยต่ำจะฝืนคำสั่งของนายเหนือหัวได้เช่นไร ร่างบางจึงขยับเข้าไปใกล้เตียง ก่อนจะออกแรงเขย่าท่อนแขนของพระชายาเบา ๆ
ทว่าฝ่ามือบางที่กำหนังสือหย่าเอาไว้กลับกระตุกอย่างแรง ราวกับหวงแหนมันเสียยิ่งกว่าสิ่งใด เจินเจิน นางกำนัลรับใช้ถึงกับหน้าเสีย เฉกเช่นเดียวกับฉินหงเหยียนที่ขมวดคิ้วแน่น เพียงแค่ชั่วข้ามคืนนางเปลี่ยนไปเช่นนี้เลยเชียวหรือ
ซ่า
เว่ยหมิ่นซูคว้ากะละมังที่มีน้ำอยู่เต็มสาดส่งไปยังร่างระหงที่ยังคงนอนนิ่ง ท่ามกลางสายตาที่คาดไม่ถึงของทุกคน รวมถึงองค์ชายสามด้วยเช่นเดียวกัน แต่เขาก็ไม่ได้ตำหนิผู้เป็นชายาตัวจริงเลยแม้แต่น้อย
ไป๋โย่วหรานสะดุ้งเฮือก เมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นที่อยู่บนกาย ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกวาดมองรอบกายด้วยความไม่พอใจ จนกระทั่งสบตากับแม่ดอกบัวขาวที่ยืนยิ้มแฉ่งพร้อมกับหลักฐานชั้นดี นั่นก็คือกะละมังทองเหลืองที่อยู่ในมือ
"อุ๊ย! หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะพระชายา พอดีกะละมังหลุดมือ..." ริมฝีปากสีสดบิดเบี้ยวไปมา สีหน้าหาได้มีความสลดดังคำโป้ปดเลยแม้แต่น้อย
ไป๋โย่วหรานหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย สองเท้าเรียวเดินเข้าประชิดกายแม่นางร้ายตัวจริงด้วยสายตาที่เอาเรื่อง แล้วตวัดฝ่ามือออกไปอย่างแรงจนใบหน้าของเว่ยหมิ่นซูสะบัดหัน โลหิตสีแดงค่อย ๆ ไหลซึมมุมปาก ริมฝีปากที่ไร้สีชาดหยักยิ้มอย่างได้ทีพร้อมกับเอ่ยย้ำเตือนสถานะของแม่ตัวดี
เพียะ
"ข้ายังอยู่ตรงนี้ในฐานะชายาที่ถูกต้อง ส่วนเจ้ามันก็แค่นางบำเรอที่ยังไม่ถูกเลื่อนขั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เจ้าทำล้วนเป็นการหยามเกียรติพระชายาเช่นข้า...ใช่หรือไม่...เพคะ พระสวามี..."
ไป๋โย่วหรานรู้สึกกระดากปากไม่น้อยที่ต้องเรียกคนชั่วช้าว่าสวามี แม้ว่าจะเป็นแค่ในนาม แต่การสวมบทบาทต้องเข้าถึงตัวละครให้มากที่สุด การกระทำของนางทำให้บ่าวไพร่ที่ก้มหน้าล้วนแล้วแต่ยิ้มออกมาด้วยความชอบใจ
"กรี๊ด...หม่อมฉันถูกรังแกเพคะ" แม่ตัวดีรีบรุดเข้าไปโอบแขนผู้เป็นสามีด้วยท่าทางที่น่าสงสาร แต่ฉินหงเหยียนกลับตัดบทขึ้นมาเสียดื้อ ๆ และเดินออกไปโดยที่ไม่สนใจเว่ยหมิ่นซูเลยแม้แต่น้อย
"พระชายารีบแต่งกายเสียเถอะ หากชักช้าไปกว่านี้จะไปเข้าเฝ้าเสด็จพี่มิทันการ..."
"กรี๊ด กรี๊ด...ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ ไป๋โย่วหราน" เสียงแหลมหวีดร้องดังลั่น
"หนวกหู! โยนนางออกไปแล้วปิดประตูตำหนักเสียเดี๋ยวนี้" นางตะโกนกลับ พร้อมกับเอ่ยสั่งนางกำนัลให้พาแม่ดอกบัวขาวออกไปเสียให้พ้น ๆ
หลังจากที่ความวุ่นวายสงบลง เจินเจิน นางกำนัลประจำตำหนักก็เข้ามาช่วยนางชำระกายและแต่งตัว แม้ว่านางจะมีหนังสือหย่าอยู่ในมือ แต่ตราบใดที่ยังไม่ประกาศต่อหน้าทุกคน หรือขุนนางทั้งราชสำนัก นางก็ยังคงมีสถานะเป็นพระชายาขององค์ชายสาม นางจึงต้องไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ฉินหงเฟยในเช้านี้ตามประเพณี
ไป๋โย่วหรานยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจกสำริดบานใหญ่ ใบหน้านวลยังคงดูซีดขาวจากความหวาดระแวงเมื่อคืน แต่ทว่าดวงตาคู่งามกลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะเก็บหนังสือหย่าเอาไว้ในเสื้อไม่ห่างตัว ก่อนจะถอนหายใจยาวเพื่อเป็นการปลุกพลังในตัวเอง
อีกด้านหนึ่ง องค์ชายสามฉินหงเหยียนกลับยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าตำหนักของตัวเองด้วยใบหน้าที่เจือความสับสน สีหน้าไร้ความสุขอย่างเห็นได้ชัด บุรุษผู้มีใบหน้างดงามสะอาดสะอ้าน รอยยิ้มอ่อนโยนดุจบุรุษแสนดีในสายตาของทุกคน ยามนี้กลับมีแววขุ่นเคืองที่ไม่อาจปกปิดต่อไปได้
ดวงตาเรียวปรายมองสตรีที่เขามีใจด้วยความว่างเปล่า เว่ยหมิ่นซูเชิดหน้าด้วยท่าทางแง่งอนผ่านหน้าเขาไป แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกสนใจนางเลยแม้แต่น้อย
ในความคิด เขาได้แต่นึกถึงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นของไป๋โย่วหราน กับการกระทำที่กลับตาลปัตร ทั้งยื่นข้อเสนอบังคับให้เขาเขียนหนังสือหย่า ทั้ง ๆ ที่นางพยายามตามตื๊อเขาจนรู้สึกรำคาญ ความเกลียดชังทำให้เขาวางแผนสังหารนางในคืนแต่งงาน แต่ไฉนแผนการที่ดูเหมือนจะสำเร็จ กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า นอกจากนางจะไม่ตาย ยามนี้กลับกลายมาเป็นต้องเดินเคียงคู่เข้าเฝ้าฝ่าบาท ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
"น่าตลกสิ้นดี..." เขาแค่นหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
หลังจากนั้นสายตาของเขามองเห็นไป๋โย่วหรานเดินออกมาพอดี เขาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสของนาง สตรีที่ได้ชื่อว่าร้ายกาจ เหตุใดรอยยิ้มของนางกลับทำให้เขาใจสั่น ราวกับว่านางเป็นคนละคนกับคนเดิมเสียอย่างนั้น ร่างงามระหงในอาภรณ์สีเหลืองทอง ช่างน่ามองจนแทบไม่อยากละสายตา
แต่เมื่อนึกขึ้นได้ถึงความรู้สึกเกลียดชัง ฉินหงเหยียนก็เปลี่ยนสายตาเป็นเหลือบมองอย่างเย็นชา พลางเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว
“อย่าได้คิดจะทำเรื่องงี่เง่าในท้องพระโรง หรือไม่ก็อย่าแสดงท่าทีให้ผู้ใดรู้ ว่าเจ้ากับข้าหย่าขาดกันแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าจะเป็นคนจัดการเจ้าเอง”
ไป๋โย่วหรานทำเพียงเลิกคิ้วขึ้น ไม่ตอบสิ่งใด ไม่เอ่ยสิ่งใด สายตาก็ไม่สนใจ และไม่แม้แต่จะมองสบตา ทำให้เขาชะงักไปเล็กน้อยอย่างเสียชั้นเชิง นางไม่ใช่ไป๋โย่วหรานที่เขาเคยรู้จัก และในความเปลี่ยนแปลงนี้ มันทำให้หัวใจของเขากระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"ไป๋โย่วหราน เจ้ากำลังยั่วโมโหข้าอย่างนั้นหรือ!"
ฉินหงเหยียนหยุดฝ่าเท้าชะงักอยู่กับที่ ฝ่ามือใหญ่ของเขาดึงรั้งต้นแขนของนางอย่างแรง จนร่างบางเซถลาเกือบหน้าคะมำ ทว่าองค์ชายสามกลับไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาผลักนางจนแผ่นหลังกระแทกกับต้นไม้อย่างแรง ก่อนจะบีบรอบคอของนางเอาไว้แน่น
อั่ก
"เอาสิ ฆ่าหม่อมฉันให้ตายเสียตรงนี้ ทุกคนจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วองค์ชายสามมีสันดานเป็นเช่นไร"
ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นชายาในนามช้อนสายตามองบุรุษเบื้องหน้าด้วยความท้าทาย แม้ว่าฝ่ามือใหญ่จะกอบกำรอบลำคอของนางเอาไว้แน่นไม่ต่างจากเมื่อคืนที่ผ่านมา ทว่ายามนี้กลับไร้ท่าทีหวาดกลัว ดวงหน้างดงามเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเหนือชั้นกว่า อีกทั้งวาจาที่เอ่ยปากออกไปนั้นหาได้คิดจะไว้หน้าองค์ชายผู้สูงศักดิ์เลยแม้แต่น้อย
"เจ้า!"
เขาได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความรู้สึกโกรธที่นางเอ่ยวาจากับเขาเช่นนั้น ทว่าท่าทางที่ไร้ความกลัวของนางกลับทำให้เขาเป็นฝ่ายที่คลายฝ่ามือออกโดยไม่รู้ตัว เสียงทุ้มส่งผ่านลำคอออกมาแผ่วเบา การตอบโต้ของนางสร้างความประหลาดใจให้กับเขามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความกดดัน ก่อนที่สายตาจะปรายมองรอบกาย นางกำนัลและบ่าวไพร่มากมาย แม้จะก้มหน้าก้มตา แต่พวกเขาเหล่านั้นล้วนแล้วแต่รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี ฉินหงเหยียนจึงปล่อยนางให้เป็นอิสระราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้น
ไป๋โย่วหรานก้าวเท้าดินต่อไปในทันที ริมฝีปากบางยกยิ้มอย่างเยียบเย็น นางไม่ได้เพิ่มไฟโทสะให้เขารู้สึกเดือดดาลไปมากกว่านี้ การกระทำของนางเมื่อครู่คงจะทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย หลังจากนี้เกมหมากกระดานได้พลิกผัน นางจะควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองด้วยสองมือ...