บทที่ 2 เวลาไม่อาจหวนคืน
เหตุการณ์ความวุ่นวายได้สงบลง เมื่อบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกของนิยายเรื่องหนึ่งเดินหายลับไปพร้อมกับแม่ดอกบัวขาว บรรยากาศที่ลอยวนอยู่เหนือเรือนหอในยามราตรีค่อย ๆ ปรากฏแสงนวลละออของจันทราทรงกลม ที่ก่อนหน้านั้นเอาแต่หลบซ่อนอยู่ด้านหลังเมฆทึบมานานหลายชั่วยาม ดั่งหวาดกลัวในความชั่วร้าย แต่เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย มวลหมู่ดาวที่เจิดจรัสต่างเปล่งแสงอย่างเต็มกำลังทาทับไปทั่วทั้งผืนฟ้าราวกับว่าเปิดทางให้กับชีวิตใหม่ สายลมเย็นพัดพาเข้ามายังด้านใน กระทบร่างที่เพิ่งจะผ่านการเอาตัวรอดมาได้อย่างหวิดหวิวให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่ายังคงมีความหวาดระแวงไม่จางหาย
ร่างระหงในอาภรณ์เจ้าสาวรุ่มร่ามนั่งพิงหัวเตียงด้วยใจที่เต้นระส่ำ และยังคงรู้สึกกลัวความตายที่เกือบจะพรากลมหายใจเป็นครั้งที่สองของชีวิต ลมหายใจยังคงไม่สม่ำเสมอดั่งยามปกติ นางสูดลมหายใจเข้าออกอยู่นานเพื่อคลายความวิตกกังวล วันมงคลสมรสที่ฉินหงเหยียนเกือบจะทำให้นางได้กลายเป็นศพอีกครั้งในชาติภพใหม่ยังคงติดตรึงในใจ และคิดอยู่เสมอ หากว่านางหาวิธีต่อรองไม่ได้ เห็นทีคงจะไม่มีโอกาสได้มานั่งกอดหนังสือหย่าอันแสนล้ำค่าเช่นนี้
ดวงตาเรียวของไป๋โย่วหรานหลุบมองลายอักษรที่เขียนด้วยน้ำหมึกสีเข้มและยังไม่แห้งสนิทดีด้วยความหวงแหน ก่อนจะสัมผัสมันด้วยปลายนิ้วเบา ๆ ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากไปกว่านี้ รอยจารึกจะเลือนหายไป เฉกเช่นเดียวกับชีวิตใหม่ที่จะนำพาเข้าสู่วังวนเดิมของนางร้าย กระดาษสีน้ำตาลบาง ๆ ในยุคโบราณ ทว่ายามนี้กลับดูล้ำค่าสำหรับไป๋โย่วหรานเสียยิ่งนัก เพราะกระดาษใบนี้ทำให้ฉินหงเหยียนเปลี่ยนใจที่จะไม่สังหารนาง และเป็นสิ่งที่จะต่อลมหายใจให้นางได้มีชีวิตต่อไป แต่จะราบรื่นหรือไม่...ตัวของนางก็ไม่อาจคาดเดา
“ช่างน่าตลกนัก ตายจากโลกเดิมไม่พอ เกือบจะต้องมาตายอีกครั้งในฐานะนางร้ายที่พระเอกไม่ต้องการอีกหรือนี่”
เสียงใสได้แต่แค่นหัวเราะขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ด้วยความรู้สึกเวทนาในชะตาชีวิตของตัวเอง ก่อนจะทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไตร่ตรอง ก่อนตายไป๋โย่วหรานยังคงจดจำได้เป็นอย่างดี หนังสือนิยายหน้าสุดท้ายที่ได้อ่านยังคงเปิดค้างเอาไว้ ในขณะนั้นหัวใจดวงน้อยกำลังรู้สึกเจ็บปวดไปกับความร้ายกาจของฉินหงเหยียน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเอกของนิยาย
แต่ใครเล่าจะคิดว่าความเจ็บปวดเพียงชั่ววูบ จะทำให้หมดลมหายใจลงไปอย่างง่ายดาย จนกระทั่งได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของสตรีที่ใครหลาย ๆ คนต่างรังเกียจเดียดฉันท์ เพราะความร้ายกาจที่สั่งสมมานาน อีกทั้งยังเกือบตายเป็นครั้งที่สองโดยไม่รู้ตัว ไป๋โย่วหรานได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกหน่วงเกิดขึ้นในอก เมื่อรอบกายที่ต้องพบเจอต่อไปหลังจากนี้ ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความเปล่าเปลี่ยว และความอ้างว้างที่ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“ไม่ว่าอย่างไร…ก็คงจะย้อนกลับไปไม่ได้แล้วสินะ”
เมื่อตระหนักรู้ว่าชีวิตของไป๋โย่วหรานในฐานะนักแสดงเจ้าบทบาทจากโลกก่อนไม่อาจหวนคืน ไป๋โย่วหรานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจ ชีวิตที่กำลังราบรื่น กลับกลายมาเป็นต้องฝ่าฝันเอาตัวรอดในโลกที่แปลกตาไปเสียทุกสิ่งเช่นนี้ ฝ่ามือบางยกขึ้นปาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาเพียงเล็กน้อยด้วยความเสียใจ ที่จะต้องตายอย่างกะทันหัน หลังจากนี้นางจึงทำได้เพียงสวมรอยเป็นไป๋โย่วหราน นางร้ายผู้อาภัพ ทว่านางจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาพรากลมหายใจไปอย่างง่ายดายเป็นแน่
นางสูดลมหายใจเข้าลึก และพยามยามทำใจยอมรับในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว แม้จะไม่มีหนทางได้กลับไปแก้ไขเรื่องราว แต่นางยังมีโอกาสพลิกชะตาชีวิตที่ได้กลายเป็นชะตากรรมของตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงยกฝ่ามือเล็กขึ้นตบบริเวณพวงแก้มของตัวเองเบา ๆ เพื่อสยบความคิดฟุ้งซ่านให้สงบลง ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ภายในโลกใบใหม่ในวันถัดไป ก็ต้องเริ่มจากการพักผ่อนให้ดีเสียก่อน อีกทั้งร่างกายของเจ้าของร่างเดิมที่ผ่านการต่อสู้ดิ้นรนมาอย่างหนักหน่วง พลอยทำให้ไป๋โย่วหรานรู้สึกเหน็ดเหนื่อยตามไปด้วย นางจึงสะบัดเท้าอย่างแรงจนรองเท้ากระเด็นออกไป แล้วค่อย ๆ ขยับกายนอนบนเตียงกว้างด้วยความง่วงงุน
ดวงตากลมที่ยามนี้เริ่มพร่ามัวด้วยความเหนื่อยล้าปรือลง ราวกับว่าเปลือกตานั้นหนักอึ้งจนไม่อาจฝืน ท่ามกลางสภาวะที่ล่องลอยดั่งอยู่ในห้วงฝัน นางจึงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง มองดวงจันทร์ที่ริบหรี่ ก่อนจะพยายามเปล่งเสียงอู้อี้ให้ดัง ดั่งเอ่ยคำสัตย์สาบาน
“ในเมื่อโชคชะตาส่งข้ามาที่นี่ ข้าก็จะเป็นนางร้ายในแบบที่ตัวเองกำหนด...และที่สำคัญที่สุด ข้าจะไม่มีวันรักฉินหงเหยียนผู้นั้นเป็นอันขาด!”
สติสัมปชัญญะขาดหายไปในทันทีหลังจากที่เอ่ยจบ แต่ถึงอย่างนั้นความหวาดระแวงจากเหตุการณ์ก่อนก็ยังคงติดอยู่หัวยากจะลืมเลือน ฝ่ามือเรียวบางยังคงกำหนังสือหย่าไว้แน่น เสมือนว่าเป็นยันต์คุ้มภัย ความเหน็ดเหนื่อยและความตระหนกทำให้นางไม่อาจต่อสู้กับเปลือกตาที่หนักอึ้งได้อีกต่อไป
จนกระทั่งลมหายใจอุ่นของนางค่อย ๆ กลับมาเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ร่างกายที่เหยียดเกร็งผ่อนคลายลงอย่างช้า ๆ ไป๋โย่วหรานหลับไปโดยไม่รู้เลยว่า บนหลังคาสูงชันที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของเรือนหอนั้น ปรากฏเงาร่างใหญ่ของบุรุษที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ด้วยความสง่างามและน่าเกรงขาม ปลายอาภรณ์สีดำสนิทโต้ไปกับลม ปลายกระบี่ของเขาสะท้อนประกายที่เย็นเยียบ สายตาคู่คม แกร่งกล้ากำลังทอดสายตามองผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดอยู่ เผยให้เห็นสตรีโฉมงามในอาภรณ์เจ้าสาวที่กำลังกอดหนังสือหย่าเอาไว้แนบอกในยามหลับสนิท
ริมฝีปากหยักของชายผู้นั้นกระตุกขึ้นเพียงครึ่งหนึ่งที่เจือด้วยความขบขัน ความแปลกใจ และ...น่าสนใจ สตรีผู้นี้ที่อยากแต่งงานกับน้องชายของเขาจนตัวสั่น เหตุใดแต่งงานเข้าหอยังไม่ทันข้ามคืน นางถึงได้รักและหวงแหนหนังสือหย่ามากถึงเพียงนั้น ไป๋โย่วหรานมิใช่สตรีที่น่าหลงใหลหรือว่าน่าห่วงใย เพราะว่านางนั้นร้ายกาจและเป็นตัวปัญหา
ทว่ายามนี้เขากลับมองเห็นว่านางนั้นน่าสนใจ นั่นเป็นเพราะว่านางยังมีลมหายใจ และสามารถทำให้ฉินหงเหยียนน้องชายของเขาเปลี่ยนใจ จนล้มเลิกความตั้งใจที่จะสังหารเจ้าสาวของตัวเองในวันแต่งงาน
“นางยังมีลมหายใจ…อย่างไม่น่าเชื่อ”
เขาพึมพำด้วยเสียงต่ำ ราวกับรับรู้มาโดยตลอดว่าน้องชายของเขาหาได้พึงใจที่จะแต่งงานด้วย หากแต่บิดาของนางคือ ไป๋ฉินเยว่ ท่านราชครูของผู้เป็นฮ่องเต้ แห่งแคว้นจิ่นอัน จึงยากนักที่จะปฏิเสธ ดวงตาที่ดุดันยังคงจับจ้องร่างบางที่นอนนิ่งอยู่บนตียงไม่วางสายตา จนกระทั่งมีเงามืดดำเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะคุกเข่าอยู่ด้านหลังของเขา แล้วเอ่ยรายงานในสิ่งที่เขาสั่งให้สืบเรื่องราว
“ฝ่าบาท…พระชายาเป็นฝ่ายบังคับให้องค์ชายสามเขียนหนังสือหย่าพ่ะย่ะค่ะ”
อาภู ราชองครักษ์คนสนิทกลับมารายงานความเคลื่อนไหวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเรือนหอของฉินหงเหยียน เงาร่างสูงไม่ได้ตอบในทันที สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่สตรีบนเตียง ผู้มีศักดิ์เป็นน้องสะใภ้ราวกับกำลังพิจารณาของล้ำค่า จนองครักษ์ยังรู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้เป็นนายท่ามกลางความมืด จนในที่สุด เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
“เริ่มจะสนุกขึ้นแล้วสิ”
เสียงทุ้มแค่นหัวเราะออกมาแผ่วเบา กลีบปากหยักตระตุกยิ้มราวกับพึงใจ สตรีที่อยากจะครอบครององค์ชายสามผู้เป็นน้องชายของเขา กลับพลิกเกมดั่งพลิกหมากบนกระดาน ทำให้เขารู้สึกสนุกและอยากจะรู้ว่านางจะทำเช่นไรต่อไป
สายลมเย็นในยามค่ำคืนพัดวูบไหวอย่างแรง หอบเอาเงาร่างดำทะมึนหายไปจากหลังคาอย่างไร้ร่องรอยราวกับว่าไม่เคยมีอยู่ ในขณะที่ชะตาชีวิตของไป๋โย่วหรานกำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล และไม่อาจหวนคืน...