บทที่ 1 ลมหายใจแรกในร่างใหม่
ความมืดมิดได้กลืนกินสติของไป๋โย่วหรานไปอย่างยาวนานราวกับถูกขังอยู่ในห้วงฝันที่ไร้ทางออก จนกระทั่งแสงสีขาวจะค่อย ๆ ผุดพรายขึ้นมาอย่างช้า ๆ ทว่ายังไม่ทันได้ลืมตามอง ลำคอระหงกลับรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่คับแน่นราวกับมีฝ่ามือหนาบีบรัดจนหายใจแทบไม่ออก กอปรกับกลิ่นกำยานผสมกับกลิ่นไหม้ของเทียนลอยแตะปลายจมูก อีกทั้งเสียงของเครื่องประดับที่กระทบกระทั่งกันในยามขยับที่ขยับตัว ทำให้ไป๋โย่วหรานพยายามเบิกดวงตาขึ้นมองให้เกิดความกระจ่าง
ดวงตาคู่งามของเธอเบิกโพลง ก่อนจะพยายามเปล่งเสียงเอ่ยวาจา ทว่าน้ำเสียงกลับแหบแห้ง ยากจะเอ่ยออกมาเป็นถ้อยคำ สองฝ่ามือเล็กของเธอยกจับบริเวณลำคอตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ร่างบางเหยียดเกร็งเพื่อพยายามที่จะต่อต้านใครบางคนที่กำลังบีบคอของเธอให้สิ้นลมหายใจด้วยความจงใจ
สิ่งแรกที่เธอมองเห็นคือเพดานห้องที่ดูแปลกตา ทุกอย่างถูกตกแต่งด้วยสีแดง ข้าวของเครื่องใช้ทำจากหยกและทองคำชั้นดี เหมือนกับว่าเธอกำลังอยู่ในร้านขายของสไตล์วินเทจอย่างไรอย่างนั้น จนกระทั่งเงาสะท้อนในกระจกทำให้ไป๋โย่วหรานชะงักงันด้วยความตกใจ เมื่อภาพที่สะท้อนกลับมาหาใช่ใบหน้าของเธอเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเสื้อผ้าไหมพรมที่สวมใส่ก่อนหน้าก็หายไปจนสิ้น ร่างกายระหงของเธอในตอนนี้อยู่ในชุดเจ้าสาวโบราณสีแดงสด บนศีรษะประดับด้วยเครื่องประดับมากมายที่หนักอึ้ง
แม้ว่าลำคอระหงจะอึดอัดจนหายใจไม่ออก เธอกลับต้องตั้งสติให้มั่น และผินใบหน้ากลับมามองเจ้าของฝ่ามือแกร่งที่พยายามจะพรากลมหายใจไปจากเธอ ทันทีที่สายตามองเห็นร่างสูงสง่า สวมใส่เสื้อผ้าสีแดงไม่ต่างไปจากเธอ สติสัมปชัญญะอันชาญฉลาดก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในทันที เพราะบรรยากาศรอบกายช่างดูคุ้นเคยเสียเหลือเกิน
"เหตุใดถึงได้ตายยากนัก"
เสียงทุ้มเจือด้วยความหงุดหงิดดังขึ้น ลมหายใจที่ร้อนผ่าวของเขาเป่ารดลงบนใบหน้าของเธอ จนต้องผินหน้าหนี ทว่าสายตาดันสาดกระทบกับร่างของสตรีที่สวมอาภรณ์แดงกำลังขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ไป๋โย่วหรานจึงได้สติว่าเธอกำลังเผชิญหน้ากับตัวละครร้ายที่แสร้งทำเป็นคนดี และผู้ที่กำลังบีบคอของเธออยู่ก็คือ ฉินหงเหยียน พระเอกในนิยายที่เธอได้อ่าน
'นี่ฉันตายแล้วหรือ...' เธอได้แต่เอ่ยกับตัวเองในความคิด พร้อมกับมองร่างของตัวเองที่สะท้อนผ่านบานกระจกอีกครั้ง นั่นไม่ใช่ร่างของเธอจริง ๆ แต่หากคาดเดาไม่ผิด นี่คงจะเป็นร่างของไป๋โยว่หราน นางร้ายในนิยายผู้น่าสงสาร แม้ว่าเธอจะตกใจและไม่คาดคิดว่าตัวละครในนิยายจะเป็นเรื่องจริง และเธอได้กลายเป็นนางร้ายผู้มีชะตาอาภัพ อีกทั้งกำลังจะตายเป็นครั้งที่สองหลังจากที่เข้าสู่ความตายมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่มีหรือที่ไป๋โย่วหรานผู้นี้จะยอมพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ด้วยความรักชีวิต เธอจึงงัดสารพัดวิธีมาเพื่อต่อสู่กับหมาบ้าตัวร้ายด้วยความไม่ยอม
"จะฆ่าฉันหรือ ฝันไปเถอะ"
"พูดอะไรของเจ้า ข้าฟังไม่รู้ความ"
ฝ่ามือหนาคลายแรงลงเมื่อเห็นว่าเธอเอ่ยปากด้วยวาจาที่ฟังไม่คุ้นหู ร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับอยู่เหนือร่างของเธอ ดวงหน้าที่หล่อเหลาคมคาย ผู้เคยถูกยกย่องว่าอ่อนโยนและจิตใจดี ยามนี้กลับบิดเบี้ยวดั่งสัตว์ร้ายน่ารังเกียจ ไป๋โย่วหรานผู้เป็นเจ้าของร่างคงสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับเธอในโลกก่อน เธอจึงได้มาอยู่ในร่างของนางร้ายผู้อาภัพเช่นนี้
เธอออกแรงผลักเขาสุดแรงที่มี ก่อนจะยกเข่าขึ้นสูงแล้วกระแทกไปที่กล่องดวงใจชายด้วยจังหวะที่แม่นยำ จนกระทั่งเสียงครางปวดร้าวดังออกมาจากริมฝีปากของเขา ดวงหน้าคมคายกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ก่อนจะทรุดกายลงบนพื้นด้วยความเจ็บปวด สองฝ่ามือเอาแต่กอบกุมของรักของหวงด้วยความทะนุถนอม เธอจึงอาศัยจังหวะนี้ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการ
"ฟังไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องฟังสิ!" เสียงใสเอ่ยขึ้นด้วยอาการเหนื่อยหอบ ฝ่ามือบางลูบไล้ลำคอของตัวเองด้วยความเจ็บปวด แล้วกอบโกยอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด
ท่าทางของบุตรีท่านราชครูทำให้ฉินหงเหยียนเบิกตากว้างด้วยความแปลกใจ ท่าทีประหลาดเหล่านั้นทำให้เขาเกิดความสงสัยว่าเป็นเพราะเขาหรือไม่ที่บีบคอของนางจนสติฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว
“เจ้า…กล้าเอ่ยกับข้าเช่นนี้หรือ”
ไป๋โย่วหรานสูดลมหายใจเข้า จนจังหวะการหายใจกลับมาเป็นปกติ ทว่าสายตาของเธอนั้นเฉียบคมกว่าที่เคยเป็น เธอสบตากับบุรุษตรงหน้าด้วยท่าทางไร้ซึ่งความหวาดกลัว นัยน์ตาสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว ไม่อ่อนแอ ก่อนจะเหยียดกายหลังตรงด้วยความสง่างาม ในเมื่อชะตาชีวิตส่งเธอมาให้สวมบทบาทนางร้ายของนิยายที่ได้อ่าน เพราะฉะนั้นเธอจะไม่ขอมีชะตาชีวิตเหมือนกับไป๋โย่วหรานคนเดิมเด็ดขาด ตาต่อตา ฟันต่อฟัน นางจะต่อสู้แทนเจ้าของร่างเดิมให้ถึงใจ
"ไป๋โย่วหราน เจ้าเสียสติไปแล้วจริง ๆ ที่กล้าต่อกรกับองค์ชายสาม"
เสียงฝีเท้าเล็กขยับเข้ามาใกล้ พร้อมกับน้ำเสียงแสบแก้วหูเพื่อตำหนิเธอ เว่ยหมิ่นซูปรากฏกายในอาภรณ์เจ้าสาวสีแดงสดเพื่อรอสวมรอยหลังจากที่ไป๋โย่วหรานตายจากไป ช่างเป็นบุรุษและสตรีที่มีความน่ารังกียจไม่ต่างกัน
"ใช่...ฉัน...เอ่อ ข้าเสียสติ แต่นั่นเป็นเพราะองค์ชายสามรังแกข้าก่อน!" เธอพยายามเปลี่ยนวาจาตามพวกเขา เพื่อไม่ให้ดูแปลกประหลาดจนเกินไป และถือเสียว่าเธอได้สวมบทบาทนักแสดงอย่างสมบทบาทอีกครั้งก็แล้วกัน
"เห็นเจ้าเสียสติเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดที่จะต้องกำจัดเจ้า" ร่างสูงใหญ่เดินอาดเข้ามาหาด้วยใบหน้าดุร้าย สายตาคู่คมคู่นั้นไร้ซึ่งความปรานีใด ๆ
“หงเหยียน หยุดนะ ท่านจะฆ่าเจ้าสาวของตัวเองเช่นนี้มิได้!”
ด้วยท่าทางของเขาทำให้ไป๋โย่วหรานรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่นางจะปรับบทให้ต่างจากนิยาย นางไม่รอให้เขาลงมือสังหารจนสิ้นลม แต่กลับใช้ความคิดหาวิธีต่อรองกับฉินหงเหยียนอย่างสันติ
"ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อข้าไม่ได้อยากแต่งงานกับเจ้าเสียหน่อย อย่ามัวแต่ทำให้ข้าเสียเวลาอีกต่อไปเลย"
ใบหน้าได้รูปยามนี้ซีดขาวเมื่อสันติวิธีใช้ไม่ได้ผลกับคนชั่วช้าเช่นเขา ฉินหงเหยียนยังคงขยับฝ่าเท้าเข้าหานางด้วยใบหน้าที่เหี้ยมโหดไม่ต่างไปจากพญามัจจุราชที่ต้องการชีวิตของนาง ในเมื่อไร้หนทางที่จะประนีประนอม ก็เหลือทางรอดเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือยืนหยัดต่อสู้ ไป๋โย่วหรานจึงไม่รอช้า รีบถีบขาออกไปอย่างแรง จนเว่ยหมิ่นซูที่เข้ามาช่วยองค์ชายสามล้มหงายหลังไปในทันที น้ำเสียงของนางดังขึ้นด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว พาให้องค์ชายสามและแม่ดอกบัวขาวชะงักไปอย่างไม่เชื่อสายตา
“ข้าจะกลับบ้าน...ข้าจะกลับจวน ในเมื่อไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่ง!”
“ไม่ได้! หากเจ้าทำเช่นนั้น เกียรติยศองค์ชายสามของข้าก็ต้องแปดเปื้อน” ฉินหงเหยียนโพล่งออกมาด้วยความไม่ยอม
"ข้าก็ไม่อยากตายเหมือนกัน และข้าก็ไม่อยากแต่งงานกับเจ้าแล้วด้วย"
ไป๋โย่วหรานตะโกนตอบกลับอย่างไม่อาจอดกลั้น วาจาที่เปลี่ยนไปของนาง สร้างความประหลาดใจให้กับสตรีร้ายชายเลวอยู่ไม่น้อย ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ นางต้องการแต่งงานกับเขาใจแทบขาด แต่พอยามนี้กลับพลิกวาจาดั่งพลิกฝ่ามือ
"แต่เจ้าต้องตาย!" องค์ชายสามยังคงยืนยันคำเดิม
"โธ่เว้ย! ข้าก็บอกอยู่ว่าไม่อยากตาย เจ้าก็จะให้ข้าตายอยู่ได้ เอาแบบนี้ดีหรือไม่ เขียนหนังสือหย่าเอาไว้คนละฉบับ พ้นเจ็ดวันเราค่อยหย่ากัน หากเป็นเช่นนี้เกียรติองค์ชายสามของเจ้าก็ยังอยู่ ข้าเองก็ไม่ต้องตาย" นางสบถคำหยาบออกมาด้วยความเหลืออด ไม่คิดว่าตัวร้ายที่ทุกคนยกย่องให้เขาเป็นพระเอกจะเข้าใจยากเย็นถึงเพียงนี้
"ข้าจะไว้ใจเจ้าได้เช่นไร ว่าเจ้าจะไม่อาศัยข้ออ้างนี้อยู่กับข้าไปตลอดชีวิต" ฉินหงเหยียนเชิดใบหน้าขึ้นเข้าข้างตัวเอง
"ไม่ต้องกลัวไปหรอก ข้าจะไม่มีวันอยู่กับคนที่ลงมือสังหารข้าไปชั่วชีวิตอย่างแน่นอน อย่ารอช้า เขียนหนังสือหย่าให้ข้าเร็วเข้า" ไป๋โย่วหรานกลอกดวงตาไปมา เมื่ออีกฝ่ายมีท่าทีที่หลงตัวเองอยู่ไม่น้อย
"เหตุใดเจ้าถึงใช้วาจาเช่นนี้กับข้า..." เสียงทุ้มเข้มเอ่ยถามพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
"นั่นเป็นเพราะหม่อมฉันไม่อยากพูดดีกับพระองค์ เหตุผลนี้ใช้ได้หรือไม่เพคะ!" ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มกว้าง พร้อมกับเอ่ยวาจาประชดประชันจนอีกฝ่ายหน้าเจื่อนไปในทันที
"องค์ชาย เขียนหนังสือหย่าให้นางเถิดเพคะ" เว่ยหมิ่นซูแสร้งทำน้ำตาคลอ ก่อนจะเอ่ยแกมบังคับให้ฉินหงเหยียนลงมือเขียนหนังสือหย่า พร้อมกับซ่อนรอยยิ้มยินดีเอาไว้ภายใต้คราบน้ำตาจอมปลอม
ฉินหงเหยียนแกะมือของเว่ยหมิ่นซูออกช้า ๆ ดวงตาของเขาหรี่ลงราวกับต้องการพินิจสตรีที่อยู่เบื้องหน้าให้กระจ่าง สายตาที่เต็มไปด้วยความหลงใหลในตัวเขา ยามนี้กลับว่างเปล่าและดูเย็นชาอย่างน่าประหลาด ในขณะที่เขาจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษ พร้อมกับเอ่ยถามนางอย่างตรงประเด็น
“สายตาของเจ้าดูแปลกไป…ราวกับไม่ใช่คนเดิม” เขาเอ่ยออกมาด้วยเสียงต่ำ ราวกับกำลังพยายามเก็บชิ้นส่วนความเข้าใจของตน
ไป๋โย่วหรานยืนกอดอก ส่งสายตามองตัวอักษรที่ตวัดลงบนกระดาษด้วยใจจดจ่อ เมื่อได้ยินคำถามที่ชวนให้เดือดดาล นางก็ตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าของเขาด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะกัดฟันตอบอย่างไม่คิดจะถนอมน้ำใจขององค์ชายสามผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
"ข้ามิใช่คนเดิม และที่สำคัญไปมากกว่านั้น คือข้าเกลียดเจ้า!"
ฉินหงเหยียนถือพู่กันค้างอยู่ในอากาศ หลังจากที่เขาลงลายลักษณ์อักษรลงบนหนังสือหย่าเรียบร้อยดี แต่ก่อนที่น้ำหมึกจะหยดลงจนเปรอะเปื้อน ไป๋โย่วหรานก็ดึงกระดาษตรงหน้าของเขาไปอย่างรวดเร็ว แล้วคว้าพู่กันในมือของเขาตวัดลงบนหนังสือหย่าทั้งสองฉบับ หลังจากนั้นนางก็เก็บส่วนของตัวเองเอาไว้ ส่วนอีกฉบับนางวางลงบนโต๊ะอย่างแรง พร้อมกับเอ่ยปากไล่
"เอาล่ะ หมดหน้าที่ของข้าแล้ว พวกท่านออกไปเถอะ ข้าจะนอนที่นี่ หวังว่าเจ้าจะไม่ว่าอันใดหรอกนะ ฉินหงเหยียน"
"จะ...เจ้า!" เว่ยหมิ่นซูออกตัวแรง ทันทีที่เห็นว่านางล่วงเกินองค์ชายสาม
"พอเถอะ...ออกไปได้แล้ว"
องค์ชายสามคว้ามือของสตรีที่เขารักออกมาจากเรือนหอด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองสตรีที่เอนกายนอนลงบนเตียงใหญ่ด้วยท่าทางที่ดูสบายอกสบายใจ แต่กลับเป็นเขาที่รู้สึกอึดอัดอย่างน่าแปลก...