ไม่รู้ว่าผู้ใดปากเก่งกว่ากัน
ฟางซินถึงกับหัวคิ้วกระตุก แต่นางไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะโต้เถียงกับเขาได้ คนไม่ชอบหน้ากันอธิบายอย่างไรก็ไม่ชอบหน้าเช่นเดิม
“หากเป็นการรบกวนญาติผู้พี่เกินไป ข้าจะคิดหาหนทางเองเจ้าค่ะ” นางก้มหัวให้เขา แล้วเดินเบี่ยงออกไปอีกทาง
“หึ คงอยากให้ท่านย่าตำหนิข้าที่รับปากแล้วใช่หรือไม่ แผนการของเจ้าช่างล้ำลึกนัก”
ฟางซินอดจะถอนหายใจออกมาไม่ได้ ก่อนจะเงยหน้าเพื่อสบตากับเขา สายตาที่ว่างเปล่าและแฝงความไม่พอใจอยู่สองส่วนทำให้ซูเหยี่ยนจื้อต้องพิจารณามองนางใหม่
“เดิมทีข้าเองก็อยากจะไปเสาะหาอาจารย์หญิงมาสอนด้วยตัวเอง แต่ท่านย่าเห็นว่าท่านมีความรู้กว้างขวางคงจะพอรู้จักอาจารย์หญิงอยู่บ้าง ข้าเองก็รู้ตัวดีว่าท่านรังเกียจข้า หากท่านไม่ต้องการช่วยเหลือเหตุใดถึงไม่พูดกับท่านย่าตรงๆ เล่า มาถากถางข้าเช่นนี้ดูจะใจแคบไปสักหน่อยกระมัง”
ซูเหยี่ยนจื้อขยับตัวเข้ามาบีบต้นแขนของนางเอาไว้แน่น ฟางซินแม้จะเจ็บปวดราวแต่นางก็ไม่แสดงออกมาเลยสักนิด
“ปากเจ้าเก่งถึงเพียงนี้ ข้าว่าอาจารย์หญิงคงไม่จำเป็นสำหรับเจ้าแล้วกระมัง รู้ตัวก็ดีว่าข้ารังเกียจเจ้า ต่อไปอย่าได้ยุ่งวุ่นวายกับข้าอีก” เขาดันตัวนางออกจนเกือบล้ม เสี่ยวชิงกระวนกระวายแต่ก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ ยังดีที่นางรับตัวฟางซินเอาไว้ได้ทันก่อนที่จะล้มลงไป
“คุณชายซูพูดถูกแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะจำให้ขึ้นใจ หากท่านอยู่ทิศเหนือข้าจะหลบไปทิศใต้ จะไม่ให้ท่านเห็นหน้าข้าให้เป็นที่เคืองตาอีก” ฟางซินหมุนตัวกลับออกไปทันที
ซูเหยี่ยนจื้อจ้องมองแผ่นหลังของนางราวกับจะพุ่งตัวเขาไปกัดนางสักคำ นับจากหายป่วยนางก็เปลี่ยนไปไม่น้อย หากเป็นเมื่อก่อนคำพูดเมื่อครู่ต้องไม่หลุดออกมาจากปากของนางเป็นแน่
ฟางซินกลับมาถึงเรือนพัก เสี่ยวชิงก็รีบเข้ามาดูแขนข้างที่ถูกซูเหยี่ยนจื้อบีบทันที
“คุณชายซูทำรุนแรงเกินไปแล้ว ผิวของคุณหนูบอบบางเช่นนี้ เพียงจับเบาๆ ก็เกิดรอยแดง แต่นี่...เพียงครู่เดียวก็เขียวช้ำไปหมดแล้ว”
“เลิกพูดได้แล้ว อีกไม่กี่วันก็หาย เดี๋ยวแม่นมได้ยินนางจะไม่สบายใจอีก”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงรีบไปหายามาทาให้ฟางซิน
“ข้ามีตำราติดมาด้วยหรือไม่ เมื่อก่อนข้าได้ร่ำเรียนหรือไม่”
“เรียนเจ้าค่ะ คุณหนูถือว่ามีความรู้ไม่น้อย นายท่านกับฮูหยินให้คุณหนูเริ่มจับพู่กันตั้งแต่สามขวบ คัดอักษรพันตัวตั้งแต่ห้าขวบ” เสี่ยวชิงเล่าความเก่งของเจ้าของร่างเดิมออกมาอย่างภูมิใจ
“เจ้าพาข้าไปดูตำราเสียหน่อย เพื่อข้าจะนึกอะไรออก”
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
สองนายบ่าวไปที่ห้องเก็บของด้านข้างทันที ภายในห้องมีหีบเก็บของวางซ้อนกันจนเกือบติดเพดานห้องหลายสิบแถว กว่าจะหากองตำราเจอก็เล่นเอาสองนายบ่าวเหงื่อชุ่มไปทั้งตัว
“มีอยู่หลายหีบเลยเจ้าค่ะ”
“เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าควรเริ่มเรียนจนเล่มไหนก่อน”
“บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็เรียกสาวใช้มาขนออกไป เจ้าไปพบพี่หญิงเยว่ให้นางมาช่วยข้าเสียหน่อย”
ดูท่าซูเหยี่ยนจื้อคงไม่หาอาจารย์หญิงให้นางแล้ว ฟางซินจึงต้องหาทางออกด้วยตนเองไปก่อน หากจะออกไปซื้อจวนหรือยืนด้วยขาของตนเอง นางก็ควรจะอ่านตัวอักษรโบราณได้เสียก่อน
สาวใช้ช่วยกันขนหีบตำราออกมา ในตอนแรกคิดว่ามีเพียงไม่กี่หีบ พอดูแล้วฟางซินสามารถสร้างห้องตำราได้หนึ่งห้องเลยด้วยซ้ำ ต่อให้เปิดออกดู นางก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสมควรเริ่มเรียนรู้จากเล่มใด
หมิงเยว่ ได้รับคำขอร้องก็รีบมาพบฟางซินทันที เมื่อเห็นหีบตำรานับสิบกว่าหีบ ปากของนางก็อ้าออกด้วยความตกใจ
“เจ้าจะสร้างห้องตำราหรือ”
“มิใช่เจ้าค่ะ พี่หญิงเยว่ท่านก็รู้ว่าข้าไร้ซึ่งความทรงจำเดิม แม้แต่ตัวอักษรพวกนี้ข้าก็ลืมเลือนไปจนสิ้น ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเหลือข้าได้ ชี้แนะว่าข้าควรเริ่มต้นจากเล่มใด”
“ให้ดูทีละเล่มเห็นจะปวดหัว ข้าจะไปเอาตำราที่ห้องตำราของพี่ชายใหญ่มาให้ และจะสอนเจ้าด้วย”
“ไม่ไปรบกวนคุณชายใหญ่ได้หรือไม่เจ้าคะ” นางเพิ่งบอกว่าจะไม่ยุ่งกับเขา ยังไม่ข้ามวันนางก็หาเรื่องไปวุ่นวายกับเขาเสียแล้ว มิเช่นนี้จะไม่เสียหน้าเกินไปหน่อยหรือ
“เรื่องที่เจ้าทะเลาะกับพี่ใหญ่วันนี้ ข้าได้ยินมาแล้ว เอาเถิด ของข้าเองก็ยังพอมี แต่ตัวอักษรของพี่ใหญ่งดงามกว่าของข้ามากนัก ข้าเองก็อยากให้เจ้าเรียนตามตัวอักษรของเขาก็เท่านั้น” หมิงเยว่สั่งความกับสาวใช้ให้ไปหยิบตำราที่เรือนพักของนางมา
ฟางซินจึงให้เสี่ยวชิงพาสาวใช้ขนหีบใส่ตำราไปเก็บไว้ที่ห้องตามเดิม ระหว่างที่รอสาวใช้ของหมิงเยว่ ฟางซินนางก็นำแบบร่างเสื้อผ้าที่นางร่างเอาไว้มาให้หมิงเยว่ดู
“ซินซิน ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะร่างแบบชุดออกมาได้งดงามเช่นนี้”
“หากท่านชอบ ก็เอาไปเป็นแบบตัดชุดได้เจ้าค่ะ ข้ายังคิดจะเอาแบบชุดนี้ไปมอบให้หลงจู๊ที่ร้านตัดออกมาขาย ถือว่าให้ท่านได้ใส่เป็นคนแรกก็แล้วกัน อย่างไรท่านก็จะเป็นอาจารย์ของข้า”
“หึหึ เจ้านี่นะ เอาเช่นนี้ เจ้าเอาแบบไปให้หลงจู๊ของเจ้า แล้วตัดออกมาให้ข้าหนึ่งชุด เช่นนี้แบบผ้าของเจ้าก็จะไม่หลุดไปที่ร้านอื่นแล้ว”
“เป็นความคิดที่ดีเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ซู”
สองสาวหยอกล้อกันเพียงไม่นาน สาวใช้ก็นำตำรามาให้ เสี่ยวชิงเตรียมสี่สิ่งล้ำค่า (หมึก กระดาษ พู่กัน แท่นฝนหมึก) เอาไว้ให้ทั้งสองเรียบร้อยแล้ว
ฟางซินยามที่ร่ำเรียนนางตั้งใจมากนัก ชีวิตก่อนนางเป็นนักแสดง การแข่งขันที่สูงส่งผลให้นางต้องเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างตั้งใจ เดิมทีเรื่องใช้พู่กันคัดตัวอักษรนางก็ทำออกมาได้อย่างดี เพียงแต่อ่านไม่ค่อยได้ก็เท่านั้น เมื่อมีคนค่อยชี้แนะ ฟางซินก็เรียนรู้ความหมายของตัวอักษรไปได้หลายสิบตัวแล้ว
“เจ้าเรียนรู้ได้เร็วนัก”
“เดิมข้าก็มีความรู้ติดตัวอยู่แล้ว เพียงแต่สูญเสียความทรงจำไป เพื่อได้รื้อฟื้นขึ้นมาย่อมเข้าใจได้อย่างรวดเร็วเจ้าค่ะ”
“จริงของเจ้า เช่นนี้อาจารย์อย่างข้ายังจะเป็นประโยชน์อยู่หรือไม่”
“ย่อมเป็นประโยชน์อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
เรื่องที่ฟางซินขอให้หมิงเยว่สอนคัดตัวอักษร ซูเหยี่ยนจื้อย่อมต้องรู้อยู่ดี ตัวเขามีโทสะอยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าฟางซินนางจะไม่รับน้ำใจจากเขา
เสี่ยวไฉ บ่าวข้างกายของซูเหยี่ยนจื้อถึงกับเดาอารมณ์ของผู้เป็นนายไม่ถูก เมื่อเช้ายังไล่คุณหนูเถียนไม่อยากให้นางมาวุ่นวายกับตนเอง แต่ยามนี้กลับมานั่งโกรธเคืองนางที่ไม่ยอมรับน้ำใจของเขา
รุ่งเช้าวันต่อมา ฟางซินเมื่อหายดีแล้วนางต้องไปรับมื้อเช้าที่เรือนหลักพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าและคนอื่นในจวน ไม่รู้ว่าซูเหยี่ยนจื้อเกิดนึกเป็นคนดีอะไรขึ้นมา ถึงได้พาอาจารย์หญิงเข้ามาแนะนำให้นางรู้จัก
อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเพียงนางที่ต้องเรียนเพียงผู้เดียว แม้แต่หมิงเยว่ หมิงม่านและบุตรีอนุอีกสามคนก็ล้วนแต่ต้องมาร่วมเรียนด้วยกัน
“ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของเจ้าแล้ว ยังต้องมานั่งเรียนเป็นเพื่อนเจ้าอีก” หมิงเยว่ลอบถลึงตามองฟางซิน
“ท่านจะโกรธข้าได้อย่างไร ท่านต้องไปโกรธพี่ชายท่านนู้น เขาเป็นผู้ที่พาอาจารย์หญิงมาสอนต่างหาก” นางลูบจมูกแก้เก้อ
