ข้ากลายเป็นญาติผู้น้อง ของพระรองตัวร้าย

55.0K · อัพเดทล่าสุด
l3oonm@
28
บท
538
ยอดวิว
7.0
การให้คะแนน

บทย่อ

ข้ากลายเป็นญาติผู้น้อง ของพระรองตัวร้าย เป็นเรื่องราวของฟางซิน ที่ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของเถียนฟางซิน ญาติผู้น้องที่ตามเกาะติดซูเหยี่ยนจื้อ พระรองของละครที่ฟางซินได้แสดงเป็นตัวร้าย ความโชคร้ายของนาง ตามบทละครจะต้องตายด้วยน้ำมือของพระรอง จึงต้องรีบหาทางหนีห่าง แต่หนียังไงถึงได้ถูกเกาะติดหนึบเสียได้

นิยายรักโรแมนติกนิยายจีนโบราณนิยายย้อนยุคข้ามมิติฟินๆจีนโบราณโรแมนติก

บทนำ

ฟางซิน นักแสดงหน้าใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตาอยู่ในตอนนี้ พอมีงานแสดงและงานโฆษณาหลายตัวพุ่งเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เธอแทบไม่มีเวลาหยุดพักหายใจ

วันนี้ก็เป็นเหมือนเคย เธอต้องเข้ากองถ่ายตั้งแต่เช้า วงการแสดงในประเทศจีน มีการแข่งขันที่สูงมาก หากหน้าตาและฝีมือการแสดงไม่ดีก็แทบจะไม่มีผู้ใดจดจำได้ กว่าที่เธอจะก้าวมาอยู่ในจุดนี้เลือดตาก็แทบกระเด็น

หลังจากทำงานไม่ได้หยุดพักมาเกือบสองปี สุดสัปดาห์ที่จะถึงผู้จัดการก็นำข่าวดีมาบอก ว่าเธอจะได้มีเวลาพักถึงสองวัน สวรรค์!!! สองวัน แทบเป็นเรื่องเหลือเชื่อ

“ฉันปิดเครื่องนะ อีกสองวันถึงจะเปิด” เธอโบกมือให้ผู้จัดการด้วยความยินดี

“เปิดไว้สิ!!! ถ้ามีเรื่องด่วนฉันจะได้ตามเธอได้”

“ไม่มีเรื่องด่วนหรอก ให้ฉันพักหน่อย ไปก่อน” เธอยิ้มอย่างสดใส วันหยุดพักที่แสนมีค่า ก็สมควรไปทำเรื่องที่สนใจสักที

ฟางซิน ชื่นชอบเรื่องเครื่องหอม กำยาน เธอติดต่ออาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ไว้หลายคน หากมีเวลาว่าง แม้เพียงสามชั่วโมงหรือครึ่งวัน เธอก็มักจะไปขอคำชี้แนะอยู่เสมอ และเมื่อไม่กี่วันก่อน อาจารย์หลาง ก็โทรมายั่วน้ำลายเธอ

อาจารย์หลาง ได้ตำราโบราณมาหนึ่งเล่ม เนื้อหาทั้งหมดเขียนถึงเครื่องหอม และวิธีทำกำยานในยุคโบราณ แม้ตัวอักษรจะเป็นตัวอักษรโบราณทั้งหมด แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด ฟางซินเป็นนักแสดงย้อนยุคด้วย เธอย่อมต้องเรียนรู้ตัวอักษรโบราณอย่างเลี่ยงไม่ได้

ถึงแม้จะไม่ได้เก่งจนจำได้หมดทุกตัว แต่ก็พอจะจับใจความในประโยคได้เล็กน้อย เธอจึงมั่นใจว่าตำราเล่มนั้นไม่ใช่อุปสรรค แต่เมื่อได้เห็นตำราเล่มจริง ใบหน้างามก็บิดเบี้ยวอย่างไม่น่ามอง

เธอแทบจะอ่านตัวอักษรด้านในไม่รู้เรื่อง อาจารย์หลางก็หมดหนทางเช่นกัน ถึงได้ยอมตัดใจยกให้เธอ

“หากผมอ่านได้ คงไม่ถึงมือคุณหรอก” อาจารย์หลางจ้องมองตำราในมือฟางซินอย่างเสียดาย

“อาจารย์ก็หาคนแปลให้ได้ไม่ใช่เหรอคะ ทำไมถึงให้ฉันละ”

“ติดต่อไปแล้ว แต่ไม่มีใครคิดจะรับ คุณดูกระดาษด้านในจับแรงหน่อยก็คงจะหยุดติดมือ คุณหาคนแปลได้ ก็แบ่งให้ผมด้วยแล้วกัน”

ฟางซินยิ้มแห้งออกมา อาจารย์หลางคงคิดว่าเธอรู้จักอาจารย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องอักษรโบราณหลายคน จึงอยากจะให้เธอนำไปจัดการเสียมากกว่า

“ได้ค่ะ แล้วฉันจะติดต่อมา”

ฟางซินกลับที่พักพร้อมตำราโบราณ เธอลองใช้โปรแกรมแปลภาษาช่วยแปลก่อน แม้แต่โปรแกรมยังไม่สามารถแปลออกมาได้ เธอทำได้เพียงติดต่อไปยังอาจารย์ที่เคยสอนให้เธอเขียนและอ่านภาษาโบราณได้ ฟางซินติดต่อไปอยู่หลายคน จนอาจารย์หลิน แปลออกมาให้เธอได้หนึ่งหน้าตามที่เธอถ่ายรูปส่งไป

‘ซินซิน เธอพบของดีเลยล่ะ’ อาจารย์หลินส่งข้อความตอบกลับมา

เมื่อฟางซินเปิดอ่านดูก็ต้องยกมือขึ้นปิดปาก แค่เพียงหน้าเดียวก็บอกส่วนผสมที่ใช้ทำเครื่องหอมออกมาได้หนึ่งกลิ่น ตามจำนวนหน้าที่เห็นไม่ใช่ว่าอย่างน้อยก็ต้องมีถึงหนึ่งร้อยกลิ่นเลยเหรอ

แต่รูปถ่าย แม้จะชัดเพียงใด หากไม่ได้เห็นของจริง อาจารย์หลินก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่เธอแปลออกมาถูกต้องทั้งหมด ทั้งสองจึงนัดพบกันในอีกวัน ฟางซินมีเวลาเหลือเพียงอีกวันเท่านั้นที่จะอยู่กับสิ่งที่สนใจ หลังจากพบอาจารย์หลินแล้ว เธอยังคงต้องกลับไปทำหน้าที่ตามเดิม

ที่ได้หยุดพักเป็นเพราะนักเขียนต้องแก้บท เรื่องใหม่ที่รับเล่น เพียงจะถ่ายไปได้เพียงไม่กี่ตอน ฟางซินรับบทเป็นตัวร้าย ตัวละครมีชื่อเดียวกับเธอเลย เพียงแต่ชีวิตรันทดเกินไป ถึงจะมีบทบาทที่โดดเด่นจนใกล้จะจบเรื่อง แต่ตอนจบของตัวร้ายย่อมไม่ตายดี

แล้วผู้ที่ฆ่าเธอยังเป็นพระรองของเรื่อง เพื่อเอาใจหญิงคนรัก ตอนที่ฟางซินอ่านบทยังรังเกียจพระรองคนนี้ไม่หาย นางเอกมีใจให้พระเอกเห็นๆ แต่เขาดันโง่ปักใจรักเพียงนางเอกของเรื่อง ตัวร้ายที่เธอแสดงจะเรียกว่าตัวร้ายก็คงไม่เต็มปาก เพราะไม่ได้คิดจะแย่งพระเอกจากนางเอกเสียหน่อย

ฟางซินในเรื่อง ยอดรักราชัน หลงรักพระรองที่เป็นลูกพี่ลูกน้อง เพียงแค่อิจฉานางเอกกลายเป็นวางแผนกลั่นแกล้งนางเอกอยู่หลายหน ซูเหยี่ยนจื้อ พระรองของเรื่อง ทั้งรังเกียจฟางซินและหาทางตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน จนสุดท้ายก็สังหารฟางซินทิ้ง ด้วยเรื่องใส่ร้ายนางเอกจนเสียชื่อเสียง

ที่ต้องแก้บทก็เป็นฟางซินเสนอ เธอเห็นว่านางร้ายมันร้ายไม่พอ หากเพียงกลั่นแกล้งและใส่ร้ายจะต้องฆ่าทิ้งทำไม จึงขอให้เขียนความร้ายกาจของฟางซินเพิ่ม เพื่อเรียกเรตติ้งทั้งทำให้ดูสมเหตุสมผลด้วย

หลังจากขลุกตัวอยู่กับอาจารย์หลินทั้งวัน ฟางซินก็ได้เครื่องหอมที่แปลเสร็จแล้วออกมาเพียงสามกลิ่นเท่านั้น กลิ่นแรกที่อาจารย์หลินส่งข้อความให้ ต้องปรับปรุงอีกหลายคำ พอเห็นตำราของจริง ตัวอักษรที่คล้ายกันหลายตัวจึงทำให้เสียเวลาไปไม่น้อย

ฟางซินจะทิ้งตำราไว้ให้อาจารย์หลิน แต่เธอไม่กล้าเก็บรักษาของล้ำค่าอย่างตำราเล่มนี้ จึงให้ฟางซินนำกลับมา แล้วครั้งหน้าหากมีเวลาค่อยนำมาให้เธอแปลใหม่ ฟางซินคิดว่า เพียงสามกลิ่นที่ได้มาเธอยังไม่รู้เลยจะมีเวลาทดลองทำเมื่อไหร่ จึงนำตำรากลับมาอย่างว่าง่าย

ก่อนนอน ตำราโบราณเล่มนั้นยังวางอยู่โต๊ะข้างหัวเตียง กระดาษที่แปลออกมาถูกวางทิ้งเอาไว้ข้างกัน ในมือของฟางซินเป็นบทละครที่ต้องเริ่มเข้าฉากในวันพรุ่งนี้แทน

กว่าจะทบทวนเพื่อให้จำได้อยู่หลายรอบ ฟางซินก็เข้านอนเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว

เสียงเรียกอยู่ข้างเตียง ทำให้ฟางซินที่กำลังนอนฝันหวานขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ผู้จัดการจะเรียกเธอทำไมตอนนี้ นาฬิกาที่ตั้งเอาไว้ยังไม่ทันปลุกเลย ฟางซินจึงหันหน้าหนี พร้อมทั้งดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัวเอาไว้

แต่เพียงขยับร่างกาย ก็ต้องแปลกใจเมื่อมันปวดร้าวไปทั้งตัว เมื่อวานเธอก็ไม่ได้ออกกำลังกาย เพียงนอนอ่านบทละครเท่านั้น จะปวดเมื่อยไปทั้งตัวได้ไง

“ฮึก...คุณหนู” เสียงผู้หญิงสะอื้นออกมาไม่หยุด

ฟางซินเอาผ้าห่มออกจากหัวอย่างหงุดหงิด ดวงตาของเธอแทบจะลืมไม่ขึ้น หัวก็ปวดจนแทบจะระเบิดออกมา แต่เสียงเรียกยังไม่ยอมหยุด น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นยินดี ราวกับว่าทำสำเร็จที่สามารถปลุกเธอขึ้นมาได้

“ยังไม่ถึงเวลาตื่นเลย เรียกทำไม”

เสียงภายในห้องเงียบลงทันที ฟางซินเองก็แปลกใจเหมือนกัน ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เมื่อวานผู้จัดการไม่ได้มาที่ห้องของเธอ อีกทั้งเธอก็อยู่เพียงคนเดียว ครอบครัวของเธออยู่ที่ต่างเมืองทั้งหมด แล้วจะมีคนอื่นอยู่ภายในห้องได้ไง

ฟางซินบังคับให้ตัวเองลืมตาขึ้นมอง สิ่งแรกที่เธอเห็น ห้องนอนหรูใจกลางเมืองปักกิ่ง เครื่องอำนวยความสะดวกที่ครบครันมันไม่มี!!! สิ่งที่เห็นคือเพดานห้องที่ทำด้วยไม้ ม่านมุ่งโปร่งแสงสีชมพูอ่อน ข้างเตียงยังมีเด็กผู้หญิงใบหน้าเปื้อนน้ำตามองมาที่เธออย่างดีใจ

แต่ที่ทำให้ฟางซินต้องกรีดร้องออกมาก็คือ ชุดที่เด็กคนนั้นสวมใส่ มันเป็นชุดโบราณกลางเก่ากลางใหม่

“คุณหนู!!! บ่าวเองเจ้าค่ะ เสี่ยวชิง” เสี่ยวชิงเข้าไปจับตัวฟางซินที่กำลังถอยหนีเอาไว้

นางเองก็ตกใจที่คุณหนูดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว เสียงวุ่นวายภายในห้อง ทำให้คนที่อยู่หน้าห้องร้องถามเข้ามา ทั้งยังมีหญิงชรา และสตรีวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าแตกต่างกัน

หญิงชราดูเหมือนจะโล่งใจที่เห็นนางตื่นขึ้นมา แต่สตรีวัยกลางคนใบหน้าดำคล้ำดูไม่พอใจเท่าใดนัก น้ำเสียงที่พูดออกมายิ่งทำให้ฟางซินต้องตกใจเพิ่มไปอีก

“ซินซิน เจ้าจะแกล้งเสียสติหรือ ความผิดของเจ้าครั้งนี้อย่างไรก็อภัยไม่ได้ ตระกูลหลี่รอคำตอบอยู่ ในเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว เจ้าก็เล่าความจริงทั้งหมดออกมา”