ข้ารวยเพียงนี้เลยหรือ
ฟางซินนางเพียงแค่วาดรูปออกมาให้เสี่ยวชิงและสาวใช้ช่วยปักลาย นางลองทำแล้วในยามที่เบื่อไม่มีอะไรทำ ใบไม้หนึ่งใบนางยังปักออกมาบิดเบี้ยวน่าเกลียดจึงได้ล้มเลิกไป
หมิงม่านถูกพี่สาวทั้งสองกลั่นแกล้ง แต่นางก็หาได้หงุดหงิดไม่ ด้วยได้ของที่ต้องการแล้ว อีกอย่างลูกหมูน้อยสามตัวที่ปักอยู่บนถุงเหอเปานางก็ไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อน ของแปลกตาเช่นนี้เอาไปอวดผู้อื่นได้ดี
“ของพี่หญิงเยว่ เป็นเจ้าแมวอ้วนขี้เกียจ มิใช่ว่าท่านก็เป็นเหมือนลายปักหรือ” มือเล็กป้อมของหมิงม่านปิดปากหัวเราะอย่างชอบใจที่ได้เอาคืนพี่สาว
“เหอะ ม่านเออร์รู้จักเอาคืนผู้อื่นแล้ว ต่อไปข้าไม่แบ่งขนมให้เจ้ากินแน่” หมิงเยว่จิ้มจมูกน้องสาวคนเล็กอย่างเอ็นดู
เสียงพูดคุยหัวเราะของสตรีทั้งสามดังไปจนถึงห้องตำราของซูเหยี่ยนจื้อที่อยู่ข้างริมสวนดอกไม้ ยามนี้บุรุษทั้งสามคนกำลังยืนมองมาทางที่สตรีทั้งสามนั่งอยู่
หลี่เต๋อซิ่วกับคุณชายหาน หานตงฉาง บุตรชายของกั๋วกงคู่หมั้นของหมิงเยว่ มาพูดคุยเรื่องตำรากับซูเหยี่ยนจื้อ
“ข้าได้ยินว่าหลังจากญาติผู้น้องของเจ้ากลับมาจากจวนข้า นางก็ล้มป่วยเพิ่งจะหายดีจริงหรือ” หลี่เต๋อซิ่วยังไม่ละสายตาไปจากฟางซิน ที่ยิ้มแย้มพูดคุยกับพี่สาวน้องสาว
“อืม ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”
ซูเหยี่ยนจื้อหันหน้าหนีไปทางอื่น นับจากวันที่นางล้มป่วย เขาก็ยังไม่เคยพบหน้านางอีกเลย เพิ่งจะได้มาพบยามนี้ ใบหน้าของนางมิได้ซีดขาว เนื้อตัวก็ไม่ได้ผอมบางดังเดิมอีกแล้ว
เขาได้ยินสาวใช้รายงานท่านแม่ว่า เถียนฟางซินกินข้าวได้มากกว่าเมื่อก่อน ยามนั้นยังแปลกใจไม่น้อย นางไม่ได้กลัวว่ารูปร่างจะเสียเหมือนสตรีอื่นหรือไง ถึงได้กินข้าวมื้อหนึ่งถึงสองชาม ยังไม่รวมขนมที่นางให้สาวใช้ออกไปซื้อมาเก็บไว้ให้นางกินระหว่างวันอีกหลายกล่องใหญ่
“เจ้าก็อย่าได้ตำหนินางนักเลย เด็กสาวก็เช่นนี้ นางชื่นชมเจ้ามิใช่เรื่องดีหรอกหรือ” หานตงฉางอดจะเย้าแหย่สหายของตนไม่ได้
“เจ้าพูดอันใด นางเป็นญาติผู้น้องของข้า ถึงต่อให้ไม่ใช่แต่ก็ไม่ควรพูดถึงสตรีเช่นนี้” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ ทั้งยังไม่อยากยอมรับว่าฟางซินมีใจให้เขาด้วย
“เป็นข้าปากมากไปเอง ถึงนางจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ใบหน้าของนางก็ชวนให้บุรุษกว่าครึ่งเมืองถวิลหาได้แล้ว ไหนจะสมบัติที่ติดตัวนางมาอีก ไม่รู้ว่าจะออกเรือนให้ผู้ใด” หานตงฉางเป็นคนที่คิดเช่นใดก็พูดออกมา จึงมิได้สนใจสีหน้าของคนที่ฟัง
“พูดถึงนางให้น้อยหน่อย ข้าคร้านที่จะฟังเรื่องของนาง หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว พวกเจ้าก็กลับไปเถิด”
“ได้อย่างไร เจ้ารับปากแล้วว่าจะประลองหมากกับข้าสักสองสามกระดานอย่างไรเล่า” หลี่เต๋อซิ่วรีบเดินตามซูเหยี่ยนจื้อเข้าไปในห้องตำรา
ทางฝั่งสตรีต่างก็แยกย้ายกันกลับเรือน ฟางซินนางกลับไปนั่งข้างหน้าต่างแล้วเริ่มลงมือวาดรูปเล่นอีกครั้ง
“คุณหนูหากลวดลายพวกนี้ไปอยู่ในแบบชุดคงน่ามองไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงจ้องมองรูปดอกไม้นานาชนิดที่ฟางซินวาดอย่างตื่นเต้น
“อืม...ก็จริง ข้าร่างแบบชุดออกมาให้เจ้าตัดให้ดีกว่า จะได้เอาไปให้พี่หญิงเยว่กับน้องหญิงม่านด้วย”
“คุณหนู ส่งแบบให้หลงจู๊ที่ร้านค้าเอาไปตัดวางขาย คงขายดีไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”
“หื้ม...ข้ามีร้านขายผ้าด้วยหรือ” ฟางซินเอ่ยถามอย่างสนใจ
“โถ่...บ่าวก็ลืมไปว่าคุณหนูจำสิ่งใดไม่ได้ นอกจากร้านขายผ้า ยังมีร้านเครื่องหอม เครื่องประทินโฉม เหลาอาหาร เหลาสุรา ร้านข้าวสาร” เสี่ยวชิงไล่ชื่อร้านค้าให้ฟางซินฟังจนนางหูอื้อไปหมด
“ข้ารวยเพียงนี้เลยหรือ” นางเองก็ตกใจไม่น้อย
“เจ้าค่ะ นายท่านกับฮูหยินก่อนจะสิ้นทิ้งทรัพย์สินไว้ให้คุณหนูมหาศาล ฮูหยินผู้เฒ่าจึงต้องรับคุณหนูมาดูแล กลัวว่าหากอยู่ข้างนอกจะถูกผู้อื่นหลอกหมดตัวเจ้าค่ะ”
“เจ้าไปเอาสมุดบัญชีกับรายการทรัพย์สินมาให้ข้าดูหน่อย” ฟางซินคันไม้คันมือจนอยากตรวจสอบเองว่ามีมากน้อยเพียงใด
เสี่ยวชิงเห็นคุณหนูกระตือรือร้นสนใจทรัพย์สินของตนก็รีบร้อนออกไปหารายการกับสมุดบัญชีมาให้ทันที
เมื่อฟางซินรับมาเปิดออกดู ใบหน้าของนางก็บิดเบี้ยวทันที ตัวอักษรโบราณที่เห็นช่างชวนให้ปวดหัวนัก นางอ่านแทบไม่ออก มีบางตัวที่อ่านได้ แต่เมื่อรวมเป็นประโยคก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก ตัวเลขที่เคยเห็นก็ไม่มี เป็นเพียงตัวอักษรที่น่าจะบ่งบอกจำนวนยอมเงินเท่านั้น
“ก่อนที่ข้าจะจัดการเรื่องบัญชีคงต้องหาอาจารย์มาสอนเสียก่อน” เมื่อคิดได้ดังนี้ จึงได้รีบร้อนไปรบกวนฮูหยินผู้เฒ่าทันที
แต่ไม่คิดว่าระหว่างทางที่เดินไปเรือนฮูหยินผู้เฒ่าจะพบเข้ากับซูเหยี่ยนจื้อและสหายของเขาอีกสองคน ฟางซินจะหลบก็ไม่ทันแล้ว นางจึงต้องเดินเข้าไปคารวะทั้งสามคน
“คารวะญาติผู้พี่ คุณชายหลี่และ เอ่อ...”
บุรุษทั้งสามแปลกใจไม่น้อย หานตงฉางเคยพบเจอฟางซินอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาจึงแปลกใจที่นางจดจำไม่ได้
“ผู้นี่คุณชายหาน” เสียงเย็นของซูเหยี่ยนจื้อเอ่ยบอกฐานะของสหายอีกคนให้ฟางซินรู้
“คุณหนูเถียน ข้าพบเจอเจ้าอยู่หลายหนเจ้าจำข้ามิได้จริงหรือ” เขาอดจะถามออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้
“เอ่อ...ก่อนหน้านี้ข้าตกน้ำ พอฟื้นขึ้นมาความทรงจำเดิมจึงไม่เหลือเจ้าค่ะ” นางเกาแก้มแก้เก้ออย่างทำตัวไม่ถูก
ซูเหยี่ยนจื้อหรี่ตามองนางอย่างคาดคั้น แต่ก็เห็นฟางซินเอาแต่ก้มหน้าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองหรือสนใจผู้ใด หลี่เต๋อซิ่วเองก็ตกใจเช่นกัน ที่ว่านางป่วยหนักคงหนักมากจริงๆ
“หากไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” นางย่อกายลงอย่างนอบน้อมก่อนจะพาสาวใช้เดินไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่า
“นางสูญเสียความทรงจำหรือเนี่ย” หลี่เต๋อซิ่วยังมองตามแผ่นหลังของฟางซินไป
“...” ซูเหยี่ยนจื้อมิได้พูดสิ่งใดออกมา เรื่องนี้เขาเองก็ไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน
หลังจากส่งสหายออกจากจวนไปแล้ว ซูเหยี่ยนจื้อก็ถูกสาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่ามาแจ้งให้ไปพบฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือน
“จื้อเออร์มาแล้ว ญาติผู้น้องของเจ้ามาขอความช่วยเหลือ นางอยากเชิญอาจารย์หญิงมาสอนนาง ข้าเองก็เห็นด้วย เจ้าพอจะแนะนำให้นางได้หรือไม่”
ฟางซินยังคงนั่งก้มหน้านิ่งอยู่ข้างท่านย่าของเขา นับจากเกิดเรื่องดูเหมือนว่านางสงบเสงี่ยมขึ้นเยอะ ทั้งยังไม่เคยมองหน้าเขาตรงๆ เลยสักครั้ง
“ก่อนหน้านี้คุณชายหลี่บอกเรื่องอาจารย์หญิงที่สอนคุณหนูหลี่ หยุดสอนนางแล้ว ข้าจะลองไปสอบถามให้ขอรับ”
“ดีดี ซินซิน ญาติผู้พี่เจ้ารับปากแล้ว ขาดเหลือสิ่งใดเจ้าก็มาบอกข้าก็แล้วกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าย่อมยินดีที่ฟางซินนางคิดจะหาความรู้ใส่ตัว
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านยาย ขอบคุณญาติผู้พี่เจ้าค่ะ” เดิมทีนางก็ไม่อยากจะรบกวนเขา แต่จะให้นางไปตามหาอาจารย์หญิงเองก็คงจะไม่ได้
ทั้งสองออกมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกัน จะว่าพร้อมก็ไม่ได้ ฟางซินรอให้ซูเหยี่ยนจื้อเดินห่างออกไปก่อน นางถึงได้เดินตามหลังออกมา แต่ไม่คิดว่านางจะเดินมาทันเขาเสียได้
“เจ้าจะเล่นลูกไม้อันใดอีก เมื่อก่อนไม่เห็นอยากจะหาความรู้ใส่ตัวเช่นนี้ ดีแต่หาเรื่องใส่ตัวมากกว่า”
