ให้ญาติผู้พี่เจ้าพาไป
บุตรีที่เกิดจากลูกอนุอีกสามคนเป็นคนของบ้านรอง ทั้งหมด แต่ละคนล้วนแต่เรียบร้อย พูดน้อย แทบจะไม่กล้าสนทนากับบุตรีที่เกิดจากฮูหยินเอกเลย หมิงเยว่จึงกระซิบบอกฟางซิน ถึงความร้ายกาจหลางซื่อที่สยบเรือนหลังของสามีไม่ให้วุ่นวายได้
“เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจจริงๆ ที่ต้องใช้สามีร่วมกับสตรีอื่น ทั้งยังต้องเลี้ยงดูบุตรที่เกิดจากผู้หญิงอื่นด้วย” นางพึมพำออกมาเบาๆ
“ความคิดของเจ้าประหลาดนัก ทั่วถึงเมืองหลวงมีถึงห้าจวนหรือเปล่าก็ไม่รู้ที่จะไม่รับอนุ ดูอย่างท่านพ่อข้า ถึงแม้จะไม่มีบุตรที่เกิดจากอนุมากวนใจท่านแม่ แต่อย่างน้อยก็มีอนุอยู่ถึงสองคนในเรือน”
“แล้วต่อไปสามีของพี่หญิงก็ต้องมีอนุงั้นหรือ”
“อืม เป็นเรื่องที่สตรีอย่างพวกเราจะต้องเตรียมใจเอาไว้
“เช่นนั้นข้าไม่ออกเรือนเสียยังจะดีกว่า”
“หึหึ มิใช่เมื่อก่อนเจ้าพูดกับพี่ใหญ่หรือ ว่าหากเขาเลือกเจ้าเป็นฮูหยิน ทรัพย์สินที่เจ้ามีพอให้เขาเลี้ยงดูอนุมากถึงยี่สิบคนก็ยังไหว”
ใบหน้าฟางซินบิดเบี้ยวอย่างไม่น่ามอง เจ้าของร่างมีความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร มิใช่ว่าบิดาของเจ้าของร่างไม่มีอนุในเรือนหลังหรือ เหตุใดนางไม่เอาตามเยี่ยงอย่างมารดาของนางบ้าง
“เรื่องเก่าข้าจำไม่ได้แล้ว ถือว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน” นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ไม่ฟังสิ่งที่หมิงเยว่กำลังหยอกล้อนางต่อ
พอมีอาจารย์หญิงเข้ามาสอน ฟางซินก็เรียนรู้ได้เร็วขึ้น ต่างจากอาจารย์จำเป็นเช่นหมิงเยว่มากนัก นางตั้งใจเล่าเรียนเพื่อให้อ่านเขียนได้คล่อง ฟางซินสนุกกับการเรียนแต่ไม่ใช่กับหมิงม่าน นางอยากจะเล่นสนุกพอถูกจับให้มานั่งเรียนก็ต้องเสียน้ำตาไปไม่น้อย
ซูเฟินบุตรอนุบ้านรองอายุสิบสองหนาว เป็นอีกคนที่ผลการเรียนนับว่าโดดเด่นในช่วงแรก แต่พอผ่านไปไม่นาน นางก็กลายเป็นคนที่ถูกอาจารย์หญิงตำหนิและลงโทษบ่อยกว่าหมิงม่านเสียอีก
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้” ฟางซินเอ่ยถามหมิงเยว่หลังเลิกเรียน
“จะเป็นอันใดไปได้ อาสะใภ้จะยอมให้บุตรีอนุเด่นกว่าบุตรของนางได้อย่างไร เฟินเออร์ นางคงถูกเรียกตัวไปตำหนิกระมังถึงได้เป็นเช่นนี้”
ฟางซินได้แต่ส่ายหัว ยุคโบราณแบ่งแยกฐานะชัดเจนและรุนแรงไม่น้อย แม้จะเกิดจากบิดาเดียวกัน ต่างถูกปฏิบัติต่างกัน หากนางต้องมาอยู่ในร่างของบุตรอนุ และมีแม่เลี้ยงโหดร้ายนางคงจะต้องเป็นบ้าสักวัน
พอเริ่มมีความรู้อ่านเขียนได้แล้ว ฟางซินก็เริ่มนำรายการทรัพย์สินของนางออกมาตรวจสอบ จำนวนเงิน โฉนดที่ดิน ร้านค้า ช่างทำให้นางตาลายไม่น้อย แต่กลิ่นเงินมันช่างหอมเสียจริง ผู้ใดว่าเหม็นกลิ่นเงินนางจะเถียงสู้ตายเลย
แต่บัญชีของร้านค้าช่างทำให้นางปวดหัวยิ่งนัก พอเห็นว่านางเป็นเพียงเด็กกำพร้าไร้บิดามารดาหนุนหลัง หลงจู๊ลูกจ้างต่างก็หยิบฉวยโอกาสภายในร้านจนกลายเป็นหนูตัวอวบอ้วน
“ข้าว่า ข้าต้องไปเยือนร้านค้าของข้าสักครั้ง”
ฟางซินเมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำทันที นางไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อขออนุญาตออกไปด้านนอก เป็นความโชคดีของนางที่จินซื่อก็อยู่ด้วยจะได้ไม่ต้องไปขอป้ายเพื่อออกนอกจวนให้เสียเที่ยว
“เจ้าจะออกไปตรวจสอบร้านค้าหรือ” จินซื่อตกใจไม่น้อย ส่วนมากหากต้องการตรวจสอบเพียงเรียกหลงจู๊มาพูดคุยก็พอ
“เจ้าค่ะ หลายวันที่ผ่านมาข้าตรวจสอบบัญชีร้านแล้วเห็นความผิดปกติไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้ท่านลองดู” นางยื่นสมุดบัญชีสองให้จินซื่อ หนึ่งเล่มเป็นของที่หลงจู๊ร้านผ้าส่งมา อีกเล่มเป็นสิ่งที่นางเขียนพบสิ่งผิดปกติ
“นะ นี่” จินซื่อเงยหน้าขึ้นมองฟางซิน ไม่คิดว่าสตรีที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น ทั้งยังไม่มารดาคอยสอนเรื่องบัญชี จะสามารถเขียนออกมาได้เป็นระเบียบและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
นางสามารถเขียนสิ่งที่ตรวจสอบออกมาโดยไม่มองข้ามสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราคาผ้าที่ดูจะแพงเกินจริง ยอดขายที่ขายออกไปได้ไม่น้อย แต่กำไรกับสวนทางกับความจริง
“พอข้าคิดดูว่าคนพวกนั้นสูบกินเงินของข้าไปมากเพียงใด ข้าเองก็ปวดใจไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ” ใบหน้างามเศร้าหมองลงชวนให้คนยิ่งเห็นใจนางเพิ่มขึ้น
“เจ้าเป็นสตรี ทั้งยังเยาว์วัยเพียงนี้ ผู้ใดจะกลัวเจ้า เอาเช่นนี้ข้าจะให้ญาติผู้พี่ของเจ้าไปด้วย จื้อเออร์เจ้าเล่ห์ยิ่งนัก คงช่วยเจ้าได้ไม่น้อย”
“เอ่อ...”
“ก็ดีเหมือนกัน ให้จื้อเออร์ไปกับซินซิน อย่างน้อยพวกหลงจู๊จะได้เกรงใจนาง”
ฟางซินได้แต่อ้าปากหุบปากอยู่นาน ไม่นานแทรกคำพูดปฏิเสธได้เลย
“เอ่อ...จะเป็นการรบกวนญาติผู้พี่มากเกินไป ข้าไปเองได้เจ้าค่ะ หากต่อไปเกิดเรื่องอีกมิใช่ว่าต้องรบกวนญาติผู้พี่ไปตลอดหรือเจ้าค่ะ”
จินซื่อกับฮูหยินผู้เฒ่าหยุดคิดไตร่ตรองคำพูดของฟางซิน แต่เสียงทุ้มต่ำ เฉยชาที่หน้าประตูดังขึ้นมาเสียก่อน
“พรุ่งนี้ข้าว่างพอดี จะไปเป็นเพื่อนญาติผู้น้องตรวจสอบร้านค้าก็แล้วกันขอรับ”
ฟางซินอดที่จะหันไปถลึงตาใส่เขาไม่ได้ นางอุตส่าห์หาทางเกลี้ยกล่อมให้ฮูหยินผู้เฒ่ากับจินซื่อเห็นด้วยกับนางแล้วแท้ๆ เขาจะโผล่มายุ่งเพื่ออันใด
“เอาตามนี้ เจ้าเป็นสตรีเปิดเผยหน้าออกไปจัดการเรื่องด้วยตนเอง เห็นจะไม่ค่อยดีเท่าใดนัก อีกสามวันจวนกั๋วกงจะจัดงานเลี้ยงน้ำชา เจ้าเองก็เตรียมตัวให้ดีข้าจะให้เจ้าไปกับพวกป้าสะใภ้ของเจ้า”
“เอ่อ...ไม่ไปได้หรือไม่เจ้าคะ” นางรู้เลยว่าฮูหยินผู้เฒ่าต้องการให้จินซื่อดูบุรุษที่เหมาะสมกับนางให้นาง
“ไม่ได้ อายุเจ้าใกล้ถึงเวลาออกเรือนแล้ว มีป้าสะใภ้ของเจ้าช่วยดูย่อมเลือกคนที่เหมาะสมให้เจ้าได้”
“เจ้าค่ะ” ฟางซินก้มหน้ารับคำเสียงเบา
“เด็กดี เจ้าไม่ต้องห่วงอย่างไรป้าสะใภ้ย่อมต้องเลือกคนที่คู่ควรให้เจ้า ไม่ปล่อยให้เจ้าแต่งออกไปแล้วถูกรังแกเป็นแน่” จินซื่อยิ้มมองฟางซิน
ยามนี้ฟางซินเป็นเด็กรู้ความมากขึ้น ทำให้คนในจวนต่างก็มองนางรื่นตา
ฟางซินเดินออกจากห้องโถงราวกับร่างที่ไร้วิญญาณ หากนางรั้งอยู่ที่จวนตระกูลซูนานกว่านี้ คงได้สูญเสียความเป็นตัวเองไป
“พรุ่งนี้ยามเฉิน (07.00-08.59น.) หากสายเจ้าก็อดไป” ซูเหยี่ยนจื้อพูดจบก็เดินผ่านตัวฟางซิน โดยไม่คิดจะให้นางต่อรอง
“เหอะ ตื่นไปช่วยหลงจู๊เปิดร้านหรือไง” นางเบ้ปากตามหลังเขาไป แต่ไม่คิดว่าซูเหยี่ยนจื้อจะหันกลับมามอง
ฟางซินตกใจไม่น้อย นางรีบก้มหน้าแล้วเดินหายไปอีกทางเพื่อกลับเรือนพักของนาง นางรู้สึกหวาดกลัวซูเหยี่ยนจื้อไม่น้อย สายตายามที่เขาจ้องมองเหมือนจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ หากเขารู้ว่านางเป็นวิญญาณที่เข้ามาสวมร่าง ไม่ต้องรอให้ถึงตอนจบของเรื่อง นางก็คงต้องถูกสังหารทิ้งทันที
ซูเหยี่ยนจื้อนัดนางออกจากจวนทั้งแต่ฟ้าด้านนอกเพิ่งเริ่มสว่าง ฟางซินเห็นว่าออกไปทั้งที ไม่ควรจะไปจัดการเพียงร้านเดียว นางจึงจัดการบัญชีร้านค้าอีกสองสาม อย่างน้อยหนึ่งวันก็คงไม่มีทางตรวจสอบร้านค้าหลายสิบร้านได้ครบ
กว่าฟางซินจะตรวจบัญชีอีกสองร้านจนเสร็จ ก็ผ่านไปกว่าค่อนคืนแล้ว นางมีเวลานอนพักเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น เมื่อเสี่ยวชิงปลุกให้ลุกขึ้นเตรียมตัวในตอนเช้า ใต้ตาของนางก็คล้ำอย่างน่าตกใจ
“คุณหนู ไหวจริงหรือเจ้าคะ” เสี่ยวชิงมองอย่างเป็นห่วง
“ไหว รีบเถิดประเดี๋ยวไม่ทัน” นางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
