8 วัดตัว วัดใจ
สองวันต่อมา 17.00 น.
บรรยากาศภายในร้านของนัสรินและเพื่อนเพิ่งหายจากความวุ่นวายหลังจากที่ลูกค้าคนสุดท้ายเพิ่งก้าวออกจากร้านไป แมนดี้ แพรวา และเฌอแตม กำลังช่วยกันจัดระเบียบหุ่นโชว์และเก็บม้วนผ้าเตรียมตัวจะปิดร้านตามปกติ
“เหนื่อยกันหน่อยนะจ๊ะเด็ก ๆ วันนี้ลูกค้าเยอะเป็นพิเศษเลย” แมนดี้เอ่ยพลางยืดเส้นยืดสายแล้วเปิดตู้เย็นหยิบน้ำออกมาดื่ม
“เหนื่อยแต่ก็คุ้มนะคะพี่แมนดี้ วันนี้เราได้ลูกค้าใหม่เยอะ ๆเลยค่ะ” เฌอแตมพูดพลางหยิบน้ำในตู้ส่งน้ำให้กับแพรวาและนัสริน
“เดี๋ยวจัดการพวกนี้เสร็จก็กลับกันเลยนะ แกจะให้ฉันไปส่งที่บ้านไหมโรส” แพรว่าหันมาถามเพราะเมื่อเช้าสามีของขับรถมาส่งที่ร้าน
“พวกแกกลับเถอะ ฉันว่าจะอยู่ต่ออีกนิดพอดีว่าอาของพี่ณัฐบอกว่าจะแวะมาตัดสูท” นัสรินพยายามควบคุมน้ำเสียงราบเรียบเพราะกลัวว่าเพื่อนจะสังเกตได้ว่าเธอตื่นเต้นที่จะได้เจอกับเขา
“ให้พวกฉันอยู่ช่วยไหมล่ะ” เฌอแตมถาม
แต่นัสรินยังไม่ทันตอบ เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มหน้าตาดี เขาอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงศอกและกางเกงสแล็คสีดำที่มาพร้อมหุ่นราวกับนายแบบ เขายิ้มอย่างเป็นมิตร
“สวัสดี ผมมาช้าไปหรือเปล่านี่ร้านจะปิดแล้วใช่ไหม” อัคคีเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มทรงเสน่ห์
“ยังหรอกค่ะ มีอะไรให้พวกเรารับใช้คะ” แมนดี้รีบลุกไปต้อนรับ
“อาไฟ....”
“นี่อาที่แกบอกเหรอโรส”
แล้วนัสรินก็แนะนำให้เพื่อนทุกคนรู้จักกับอัคคี
“ขอโทษนะครับที่มาตอนร้านกำลังจะปิด ถ้ายังไงพวกคุณกลับก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวผมจะอยู่คุยรายละเอียดกับโรสต่ออีกนิดหน่อย”
“งั้นพวกเราขอตัวกลับก่อนนะโรส ฝากดูแลคุณอาด้วยนะจ๊ะ”
เพื่อนทั้งสามคนเก็บของแล้วเดินออกจากร้านไปแล้ว บรรยากาศภายในร้านก็ตกอยู่ในความเงียบมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่ นัสรินยืนเกร็งอยู่หลังเคาน์เตอร์ หัวใจเต้นรัวจนแทบจะควบคุมจังหวะหายใจไม่ได้
“เราอยู่กันสองคนแล้วเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ” อัคคีพูดเสียงทุ้มพลางเดินเข้ามาใกล้กับจุดที่เธอยืนอยู่
“งั้นเราเริ่มวัดตัวกันเลยนะคะ อาไฟจะได้รีบกลับไปพักผ่อน”
“อาต้องถอดเสื้อไหม” อัคคีแกะกระดุมเม็ดที่สองออกหนึ่งเม็ด
“ไม่ต้องค่ะ” หญิงสาวรีบห้ามจากนั้นเธอก็สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวเข้าไปหาเขา มือสั่นเทาขณะที่ยกสายวัดขึ้นพาดรอบลำคอหนาของเขา ความใกล้ชิดทำให้เธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นเพราะอัคคีจงใจก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกของเขาเกือบจะชนกับขมับของเธอ
“ไหล่กว้างเท่าไหร่ครับ” เขาถามเบา ๆ เสียงพร่าใกล้ใบหูจนนัสรินขนลุกซู่
“เดี๋ยววัดเสร็จโรสจะเอาให้ดูค่ะ” เธอพึมพำขณะที่ต้องอ้อมมือไปโอบรอบแผ่นหลังกว้างเพื่อวัดขนาดรอบอก เธออยากทำทุกอย่างให้เสร็จ แต่อัคคีกลับแกล้งขยับตัวเข้ามาประชิดมากขึ้น เมื่อถึงตอนที่ต้องวัดรอบเอวและสะโพก เขาจงใจก้มหน้าลงมาซุกไซ้ที่ใบหูของเธอเบา ๆ จนเธอสะดุ้ง
“อาไฟ อย่าทำแบบนี้ค่ะ” เธอประท้วงเสียงสั่น พยายามจะถอยห่าง
“ทำอะไรครับอาแค่จะช่วยให้โรสวัดได้ถนัดขึ้น หรือว่าโรสกำลังคิดถึงเรื่องที่นอร์เวย์อยู่” เขาพูดพลางกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์
“เปล่าค่ะ”
“นั่นสินะ เพราะเรื่องคืนนั้นคืนนั้นเราไม่ได้วัดตัวด้วยสายวัด แต่เราวัดกันที่ความสุขมากกว่า”
“อาไฟคะ โรสขอร้องให้มันจบลงที่นั่นเถอะค่ะ ตอนนี้เราอยู่ในสถานะที่มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น อาไฟก็รู้ว่าโรสเป็นใคร” นัสรินพูดด้วยเสียงสั่น
“อาเป็นคนความจำดีนะ อะไรที่มันประทับใจ อาก็ลืมยากหน่อย ตอนแรกอาก็คิดว่ามันควรจะจบ แต่พรหมลิขิตคงอยากให้เราไปต่อ ถึงได้ส่งโรสมาให้เป็นหลานสะใภ้อา” เขาคว้าข้อมือเล็กที่ถือสายวัดไว้แล้วกระชากให้เธอเข้ามาใกล้ ก่อนจะรวบเอวเธอให้เข้ามาปะทะอกอย่างจงใจ
“ปล่อยค่ะ... เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“ไม่มีใครเห็นหรอก ร้านปิดแล้ว มาเลือกผ้ากันดีกว่านะครับคุณดีไซเนอร์ นั่งใกล้ ๆ อาหน่อย อาจะได้ปรึกษาถูก” เขาพาเธอไปนั่งที่โซฟารับแขกตัวใหญ่มุมห้อง
อัคคีดึงให้เธอนั่งลงข้าง ๆ อัคคีเปิดสมุดตัวอย่างผ้าพลางใช้นิ้วชี้ไปตามลวดลาย แต่สายตาของเขาไม่ได้มองที่ผ้าเลยแม้แต่นิด เขามองเพียงใบหน้าหวานที่กำลังก้มหน้าก้มตาอธิบายคุณสมบัติของเนื้อผ้าด้วยเสียงที่ตะกุกตะกัก
“นี่คือวูลนี้ค่ะ เป็นนิยมมากเพราะยืดหยุ่นดีและระบายอากาศได้ดีค่ะ เหมาะกับอากาศเมืองไทย” นัสรินอธิบายอย่างตั้งใจ
“อาชอบสัมผัสที่มันนุ่มและอุ่นกว่าผ้าวูลครับ” เขาพูดลางเลื่อนมือไปลูบไล้ที่ต้นขาของเธออย่างจงใจ
“อาไฟคะ โรสขอร้องเถอะค่ะ อย่าทำแบบนี้ โรสเป็นเมียของพี่ณัฐนะคะและเขาก็เป็นหลานของอาไฟ อาไม่สงสารโรสบ้างเหรอคะ” น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตาด้วยความอึดอัดใจ
อัคคีหยุดมือนิ่ง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนจากเจ้าเล่ห์เป็นความเห็นอกเห็นใจ
“เพราะสงสารไงล่ะ อาถึงอยากให้โรสหาความสุขให้ตัวเอง หรือโรสอยากจะใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุข”
“โรสไม่เถียงว่ามีความสุข แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันทำให้โรสรู้สึกผิดมาก โรสเป็นผู้หญิงไม่ดีแต่งงานแล้วแต่ก็ยังไปนอนกับคนอื่น ถ้าคนอื่นรู้เรื่องนี้โรสก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“จะแคร์คนอื่นทำไมในเมื่อสามีของโรสเองก็มีคนอื่น”
“ถึงเขาจะทำดีแต่โรสก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบเขา จากนี้หนึ่งปีโรสยินดีจะชดใช้ให้เขา”
“หนึ่งปีมันนานเกินไปนะ ในเมื่อสามีโรสเขาเลือกที่จะมีความสุขกับคนอื่น แล้วทำไมโรสต้องปิดกั้นตัวเองล่ะ อาไม่ได้จะมาทำร้ายโรส แต่อาอยากทำให้โรสมีความสุข” เขาเชยคางเธอขึ้นแล้วมองลึกลงไปในแววตาที่มีแต่ความเศร้าและหวังว่าตนเองจะทำให้เธอได้มีความสุขในกรงขังที่เรียกว่าการแต่งงาน
นัสรินนิ่งไป เธอไม่มีคำพูดใดจะโต้แย้ง ความเจ็บปวดจากความเพิกเฉยของณัฐวุฒิยังคงติดอยู่ในใจ เธอรู้ว่าสัมผัสของอัคคี มันจะผิด แต่มันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอยังมีตัวตนในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง
เมื่อเลือกผ้าเสร็จสิ้น อัคคีก็จัดการเก็บสมุดตัวอย่างผ้าเข้าที่ เขาหันมามองหญิงสาวที่นั่งคอตกอยู่บนโซฟา
“ไปครับ กลับบ้านกัน วันนี้ณัฐไม่ได้มารับใช่ไหม”
“ค่ะ ปกติตอนเย็นแบบนี้โรสจะติดรถไปกับเพื่อนหรือไม่ก็เรียกรถกลับบ้านเอง”
“ขับรถไม่เป็นเหรอ”
“เป็นค่ะ แต่ไม่ค่อยเก่ง”
“ถ้าอาว่างอาจะสอนให้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ โรสไม่อยากรบกวน”
ตลอดทางกลับบ้านในรถยุโรปคันหรู นัสรินนั่งเงียบกริบมองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะที่อัคคีขับรถด้วยมือเดียว ส่วนมืออีกข้างหนึ่งของเขาเอื้อมมาวางทับบนมือของเธอที่วางอยู่บนตัก เขาบีบมือเธอเบา ๆ ราวกับจะบอกว่าเธอมีตัวตนสำหรับเขาเสมอ