7 ครอบครัวเดียวกัน
บรรยากาศภายในห้องอาหารของบ้านหลังใหญ่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่สำหรับนัสรินเธอกลับรู้สึกอึดอัดและอยากจะหนีหายไปจากตรงนี้ เธออยากย้อนเวลากลับยังวันที่เธอเจอกับอัคคีครั้งแรก เธออยากให้เขากับเธอเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าต่อกันเท่านั้น
กลิ่นหอมของอาหารไทยตำรับชาววังที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม่ได้ช่วยให้เธอเจริญอาหารเลยแม้แต่น้อย เพราะสายตาคมกริบของชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่จ้องมองมาเป็นระยะ ราวกับจะเตือนย้ำถึงความลับที่แผดเผาใจเธออยู่
“ตาไฟ กินเยอะ ๆ สิลูก ไปอยู่ต่างประเทศคงไม่ได้กินอาหารรสมือคนไทยแบบนี้บ่อย ๆ ใช่ไหม” คุณย่าวิไลเอ่ยขึ้นพลางตักแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายของโปรดให้ลูกชายคนเล็ก
“ครับคุณแม่ รสชาติที่นี่ดีที่สุดแล้วครับ แต่บางทีรสชาติแปลกใหม่ที่ต่างแดน มันก็น่าประทับใจจนลืมไม่ลงเหมือนกันนะครับ” อัคคีตอบพลางส่งยิ้มให้มารดา ก่อนจะปรายตามาทางหลานสะใภ้
นัสรินแทบจะสำลักน้ำที่กำลังเธอรู้ดีว่ารสชาติแปลกใหม่ที่เขาพูดถึงหมายความว่าอย่างไร หญิงสาวรีบก้มหน้ามองจานข้าวของตัวเอง หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“จริงสิไฟ แม่เห็นกระเป๋าเดินทางของลูกมีมาแค่ใบเดียวเอง ข้าวของเครื่องใช้ขาดเหลืออะไรไหม จะให้ออกไปซื้อเพิ่มหรือเปล่า” คุณวิไลถามลูกชายด้วยความใส่ใจ
“ผมขอดูก่อนครับคุณแม่ จริง ๆ ผมก็เป็นคนใช้ชีวิตง่าย ๆ มีแค่ไหนก็ใช้แค่นั้น”
“พอกลับมาอยู่ที่นี่ในฐานะผู้บริหาร แม่ว่าคงต้องดูแลภาพลักษณ์ให้ดีหน่อยนะลูก เรื่องเสื้อผ้าแม่คุยกับหนูโรสไว้แล้วนะ แม่จะให้หลานสะใภ้เป็นคนจัดการดูแลเรื่องนี้ให้ลูกเอง หนูโรสเขาเรียนจบดีไซน์มาจากอังกฤษ มีร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง รสนิยมเขาดีมาก แม่ไว้ใจให้เขาดูแลลูกนะ”
นัสรินเงยหน้าขึ้นมองคุณย่าด้วยความตกใจ แผนการที่คุณย่าเคยเกริ่นไว้คราวก่อนกลายเป็นภาระหนักอึ้งขึ้นมาทันทีถ้าเธอรู้ว่าคนที่คุณย่าพูดถึงจะเป็นเขาจึงรับปากไปด้วยความเต็มใจ
“โรสจะพยายามทำเต็มที่ค่ะคุณย่า”
“งั้นอาก็คงต้องรบกวนโรสมาวัดตัวให้อาแล้วล่ะสิเพราะถ้าจะตัดเสื้อผ้าให้ถูกใจก็คงต้องวัดขนาดให้แม่นยำทุกสัดส่วน จริงไหม” อัคคีเลิกคิ้วเล็กน้อย มุมปากประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“โรสคิดว่าแค่มองดูจากสายตา โรสพอก็เดาไซส์ของคุณอาได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องวัดขนาดละเอียดขนาดนั้นก็ได้สำหรับชุดลำลองทั่วไป” เธอรีบแย้งเพราะไม่อยากจะใกล้ชิดกับเขา
“ถ้าเป็นชุดทั่วไปก็คงได้นะ แต่อาอยากตัดสูทที่เป็นทางการสัก 3-4 ชุดด้วยร้านของโรสรับตัดสูทด้วยใช่ไหม” อัคคีพูดน้ำเสียงเนิบนาบแต่กดดัน
“รับค่ะ” เธอจำใจตอบตามความจริง
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ อาขอใช้บริการร้านของโรสแล้วกัน”
“ค่ะอาไฟ”
“ณัฐ อารบกวนขอตัวภรรยาเราให้ไปช่วยอาเลือกซื้อเสื้อผ้าเพิ่ม และไปวัดตัวที่ร้านสักวันสองวันนะ อาไม่ค่อยถนัดเรื่องแฟชั่นในไทยเท่าไหร่ กลัวจะซื้อมาแล้วเสียของ” เขาหันไปทางณัฐวุฒิที่นั่งกินข้าวเงียบ ๆ อยู่ข้างภรรยา
“ได้เลยครับอาไฟ ไม่มีปัญหาเลย โรสเขาเก่งเรื่องนี้อยู่แล้ว อาไฟเลือกใช้คนถูกแล้วครับ ให้โรสไปช่วยน่ะดีแล้ว ผมเองก็ไม่ค่อยมีเวลาพาโรสไปไหนเท่าไหร่ ให้อาไฟพาโรสออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็ดี” ณัฐวุฒิตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ย่าก็เห็นดีด้วยกับตาณัฐนะ เป็นคนในครอบครัวเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือกัน หนูโรสก็ถือซะว่าไปช่วยอาเขาหน่อยนะลูก อาเขาเพิ่งกลับมา ยังไม่ค่อยรู้แหล่งซื้อของ” คุณย่าวิไลเสริมด้วยรอยยิ้ม
“ค่ะคุณย่า”
นัสรินรู้สึกเหมือนถูกมัดมือชก เธอหันไปมองณัฐวุฒิหวังจะเห็นประกายความไม่พอใจบ้างแต่ไม่มีเลย สามีของเธอใจกว้างราวกับแม่น้ำ เพราะเขาไม่ได้รักเธอ และเขาก็ไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังส่ง เนื้อชิ้นโตเข้าปากเสือที่กำลังหิวโหย
“งั้นตกลงตามนี้ครับ” อัคคีสรุปพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบ สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่นัสรินจนเธอต้องหลบตา
หลังอาหารมื้อค่ำขณะที่ทุกคนกำลังจะแยกกลับไปพักผ่อน อัคคีเองก็กำลังจะกลับบ้านแต่ก่อนกลับเขาก็เดินมาใกล้กับหลานสะใภ้
“อีกสองสามวันอาจะเข้าไปที่ร้านนะโรส”
“ค่ะอาไฟ” เธอตอบรับแต่ขณะกำลังจะเดินตามสามีไปนั้นอัคคีก็พูดกับเธอด้วยเสียงกระซิบ
“เตรียมสายวัดไว้ให้พร้อมล่ะ อามีความต้องการพิเศษหลายอย่างที่อยากให้โรสจัดการให้”
เขาเน้นคำพูดจนนัสรินรู้สึกหน้าร้อนเธอกลัวว่าอัคคีจะไม่ปล่อยให้มันเป็นเพียงวันไนท์สแตนด์ตามที่ตกลงกันไว้
นัสรินเดินกลับขึ้นห้องนอนด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เธอเดินไปที่กระเป๋าเดินทางหยิบปึกเงินสามหมื่นโครนขึ้นมามอง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีปะปนกันจนแยกไม่ออก
“ทำไมต้องเป็นเขานะ ทำไมคนในคืนนั้นต้องเป็นอาไฟ” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
ในขณะเดียวกันที่บ้านอีกหลังอัคคียืนอยู่ที่ระเบียงบ้าน มองตรงไปยังหน้าต่างห้องนอนของบ้านหลังใหญ่ พลางคิดถึงเรื่องที่คุยกับนัสรินที่นอร์เวย์ เธอบอกว่าณัฐวุฒิพาคนรักตัวจริงไปฮันนีมูนด้วย เขาจำแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาวได้ดี
อัคคีไม่ค่อยสนิทกับหลานชายมากนัก แต่เท่าที่รู้ชายหนุ่มเป็นหลานชายที่อยู่ในโอวาทของคุณย่ามาตลอด เขาเลยเชื่อว่าที่ณัฐวุฒิแต่งงานกับนัสรินก็คงเพราะทำตามคำสั่งของคุณย่าทั้งที่ตนเองมีคนรักอยู่แล้ว อัคคีมองว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรมเลยสำหรับนัสริน แต่เพราะเขาเป็นคนนอกคงจะเข้าไปยุ่งอะไรมากไม่ได้
เขาคงทำได้แค่คอยดูอยู่ห่าง ๆ และหวังว่าครบหนึ่งปีแล้วนัสรินจะได้อิสระจากหลานชายของเขา
ในอีกความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจของอัคคีก็คือ
“ในเมื่อสามีไม่เห็นค่า อาคนนี้จะขอทำหน้าที่สามีลับ ๆ ให้เธอเองนะ” เขายิ้มเจ้าเล่ห์สายตาจับจ้องไปยังบ้านหลังใหญ่ ตอนนี้เขาแทบจะทนรอไม่ไหวที่จะได้อยู่กับหญิงสาวตามลำพังอีกครั้ง