บทที่ 4: บุปผาหิมะในวังต้องห้าม และดวงตาแห่งเซียน
รัตติกาลแผ่กิ่งก้านปกคลุมวังหลวงอันโอ่อ่า กำแพงสีแดงชาดที่สูงตระหง่านดูราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหมอบหลับเงียบเชียบ ทว่าภายใต้ความเงียบนั้น กลับแฝงไปด้วยองครักษ์เงาและค่ายกลที่ซับซ้อนเกินกว่าคนธรรมดาจะย่างกราย
'มู่กาหลง' ในชุดรัดกุมสีดำสนิทขยับผ้าคลุมหน้าให้เข้าที่ นางไม่ได้ใช้ความรวดเร็วแบบจอมยุทธทั่วไป แต่ทุกก้าวที่นางเหยียบลงบนหลังคากระเบื้องกลับไร้ซึ่งน้ำหนัก ราวกับขนนกที่ล่องลอยอยู่เหนือกระแสลม
"ค่ายกล 'ดาราเคลื่อนคล้อย' ของวังหลวงชุดนี้... ช่างล้าสมัยนัก" กาหลงพึมพำเบาๆ ดวงตาหงส์หรี่ลงมองเห็นเส้นใยพลังงานสีครามที่โยงใยอยู่กลางอากาศ ซึ่งมีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็น
"ล้าสมัยงั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหู พร้อมกับกลิ่นอายความเย็นที่คุ้นเคย 'มู่หรงเยว่' หรือชินอ๋องปรากฏกายขึ้นเคียงข้าง ท่วงท่าของเขาดุดันและมั่นคงดุจภูผา "ค่ายกลนี้สังหารยอดฝีมือระดับสูงมานักต่อนัก เจ้ากลับบอกว่ามันล้าสมัย"
"สำหรับพวกเจ้าอาจจะใช่ แต่สำหรับข้า... มันคือของเล่นเด็กประถม" กาหลงยกยิ้มใต้ผ้าคลุม "ตามข้ามาให้ดีท่านอ๋อง หากท่านเหยียบผิดแม้แต่นิ้วเดียว ข้าจะไม่ช่วยเก็บศพท่านนะ"
ชินอ๋องเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก เขาปล่อยให้สตรีร่างบางเป็นผู้นำทางอย่างที่ไม่เคยยอมให้ใครทำมาก่อน กาหลงก้าวเดินในท่วงท่าที่ประหลาด บางครั้งนางก็หยุดนิ่ง บางครั้งก็ก้าวถอยหลังสลับซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว จนในที่สุด ทั้งสองก็ผ่านด่านป้องกันที่หนาแน่นที่สุดมาได้อย่างง่ายดายจนน่าเหลือเชื่อ
หอโอสถหลวง: ขุมทรัพย์กลางดงศัตรู
เมื่อก้าวเข้ามาภายในหอโอสถหลวง กลิ่นหอมของสมุนไพรนับหมื่นชนิดพุ่งเข้าปะทะจมูก ที่นี่คือคลังสมบัติที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน รวบรวมของหายากจากทั่วทุกสารทิศเพื่อปรนนิบัติฮ่องเต้
"นั่นไง..." กาหลงพุ่งสายตาไปที่กล่องหยกสลักลวดลายเมฆามงคลที่วางอยู่บนแท่นสูงสุด มันถูกล้อมรอบด้วยไอเย็นจางๆ ที่แผ่ออกมาตลอดเวลา 'บัวหิมะพันปี' บุปผาที่เกิดจากน้ำค้างแข็งบนยอดเขาไท่ซาน ซึ่งมีคุณสมบัติในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเส้นชีพจรให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
ทว่า... ทันทีที่นางก้าวเข้าใกล้แท่นหยก เสียงสัญญาณเตือนภัยที่แหลมสูงก็ดังขวับขึ้น!
วึ่ง!
ลูกศรอาบยาพิษนับร้อยพุ่งออกมาจากผนังทุกทิศทาง มู่หรงเยว่ชักกระบี่ออกจากฝักในพริบตา ประกายกระบี่สีเงินวาดเป็นวงกลมป้องกันรอบตัวเขาและกาหลง เสียงลูกศรกระทบคมกระบี่ดังระรัวดุจห่าฝน
"เจ้าบอกว่าล้าสมัยไม่ใช่หรือ!" ชินอ๋องตวาดถามขณะที่ปัดป้องลูกศรชุดสุดท้าย
"ข้าบอกว่าค่ายกลล้าสมัย แต่ข้าไม่ได้บอกว่า 'กลไกมนุษย์' มันโง่นี่!" กาหลงไม่ได้ตื่นตระหนก นางใช้นิ้วเรียวคีบเข็มเงินขึ้นมาสามเล่ม ก่อนจะสะบัดออกไปปักลงบนรอยแยกของกลไกบนพื้นดินอย่างแม่นยำ
แกร๊ก!
เสียงฟันเฟืองหยุดชะงักลงทันที ห้องทั้งห้องกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
"เกือบไปแล้ว..." กาหลงพ่นลมหายใจออกมา นางรีบตรงไปที่กล่องหยกแล้วใช้พลังปราณเซียนที่เพิ่งฟื้นคืนห่อหุ้มมือไว้ก่อนจะเปิดกล่องออก บัวหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่มีกลีบซ้อนกันนับร้อยชั้นปรากฏแก่สายตา มันส่งกลิ่นหอมเย็นชื่นใจที่ทำให้วิญญาณของนางสั่นสะเทือน
"เอามาได้แล้ว รีบไปเถอะ" ชินอ๋องเอ่ยเตือน หูของเขาได้ยินเสียงฝีเท้าขององครักษ์นับร้อยที่กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่
"เดี๋ยว... ของดีขนาดนี้ จะเอาไปแค่ชิ้นเดียวได้ยังไง?" กาหลงปัดมือผ่านชั้นวางสมุนไพรอื่นๆ อย่างรวดเร็ว นางกวาดเอา 'โสมโลหิต' และ 'มุกมังกรวารี' ติดมือมาด้วยอย่างหน้าตาเฉย "ในเมื่อฮ่องเต้ใช้ไม่เป็น ข้าจะช่วยสงเคราะห์เอาไปทำประโยชน์ให้แผ่นดินเอง"
ชินอ๋องถึงกับกุมขมับ "เจ้านี่มัน... จอมโจรในคราบเซียนชัดๆ"
การเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝัน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะเร้นกายออกจากหอโอสถทางหน้าต่างชั้นบนสุด ร่างสูงสง่าในชุดสีเหลืองทองก็ปรากฏตัวขึ้นขวางทางไว้ พร้อมกับกลุ่มองครักษ์เงาที่ล้อมหน้าล้อมหลัง
"เสด็จอา... และแม่นางมู่ ไม่คิดเลยว่าพวกท่านจะมีงานอดิเรกเป็นการ 'ลักขโมย' ในวังหลวงยามวิกาลเช่นนี้"
เสียงที่คุ้นเคยทำให้นางต้องหยุดชะงัก 'หลงเทียน' องค์ชายรัชทายาท ยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความถือดี ในมือของเขากำกระบี่เล่มงามที่ส่องประกายอำนาจ
"หลงเทียน..." มู่หรงเยว่ก้าวออกมาข้างหน้า บดบังร่างของกาหลงไว้ "เจ้ากล้าขวางทางข้างั้นหรือ?"
"เสด็จอา ข้าเคารพท่านในฐานะแม่ทัพ แต่การลอบเข้าคลังสมบัติของเสด็จพ่อคือโทษประหาร!" หลงเทียนหันสายตาไปที่กาหลง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นเคืองและความหลงใหลที่สลับกันไปมา "กาหลง... หากเจ้าเดินเข้ามาหาข้าตอนนี้ และส่งของที่เจ้าขโมยมาให้ข้า ข้าจะทูลขอพระเมตตาจากเสด็จพ่อให้ละเว้นโทษตายแก่เจ้า"
กาหลงหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เสียงหัวใจของนางกังวานและดูถูกจนองครักษ์รอบๆ ถึงกับขมวดคิ้ว "องค์ชาย... ท่านยังคงโง่เขลาไม่เปลี่ยนจริงๆ คิดว่ากระบี่พลาสติกในมือท่านกับลูกสมุนกระจอกพวกนี้จะหยุดข้าได้งั้นหรือ?"
"เจ้าว่าใครกระจอก!" หลงเทียนตวาด "ฆ่าชายชุดดำนั่นซะ! ส่วนสตรีผู้นี้ จับเป็นนางให้ได้!"
ศึกตะลุมบอนเริ่มต้นขึ้นกลางหอโอสถ ชินอ๋องเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า ประกายกระบี่ของเขาปลิดชีพหรือทำให้องครักษ์บาดเจ็บได้ในพริบตา ส่วนกาหลง... นางไม่ได้ใช้กระบี่
นางสะบัดมือออกไปเพียงแผ่วเบา ผงแป้งสีม่วงอ่อนกระจายไปในอากาศ
"อัก! ขะ... ขยับตัวไม่ได้!"
"ตาข้า! ข้ามองไม่เห็น!"
องครักษ์เงาที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจที่สุด ต่างล้มลงไปนอนชักดิ้นชักงอด้วยอาการแปลกประหลาด บ้างก็หัวเราะไม่หยุด บ้างก็ร้องไห้โฮราวกับเสียสติ นี่คือ 'พิษเจ็ดอารมณ์' ที่กาหลงปรุงขึ้นมาจากสมุนไพรท้ายสวนเมื่อวาน
"เจ้า! เจ้าใช้เล่ห์กลอะไร!" หลงเทียนหน้าเสีย เขาพุ่งกระบี่เข้าหากาหลงด้วยความโกรธจัด
กาหลงเพียงแค่เอียงกายหลบอย่างแผ่วเบา นางใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางคีบคคมกระบี่ขององค์ชายไว้ได้อย่างมั่นคง! แรงสั่นสะเทือนจากนิ้วของนางทำให้กระบี่เล่มงามถึงกับสั่นสะท้านจนหลงเทียนมือสั่น
"ข้าจะบอกอะไรให้นะองค์ชาย..." กาหลงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขา "ที่ข้าเคยวิ่งตามท่าน... เพราะข้าตาบอด แต่ตอนนี้ข้าตาสว่างแล้ว และสิ่งที่ข้ามองเห็นในตัวท่าน... มันช่าง 'ว่างเปล่า' และ 'ไร้ค่า' ยิ่งกว่าหญ้าริมทางเสียอีก"
นางออกแรงบิดเพียงเล็กน้อย กระบี่เหล็กกล้าชั้นดีก็หักสะบั้นลงเป็นสองท่อนต่อหน้าต่อตาหลงเทียน!
"ไปกันเถอะท่านอ๋อง ข้าเบื่อที่นี่แล้ว"
มู่หรงเยว่คว้าเอวของกาหลงไว้ ก่อนจะทะยานร่างข้ามกำแพงวังหลวงหายไปในเงามืด ทิ้งให้องค์ชายรัชทายาทพ่นเลือดออกมาด้วยความอับอายและเจ็บแค้นใจกลางหอโอสถที่พังยับเยิน
ความอบอุ่นภายใต้แสงจันทร์
เมื่อกลับมาถึงเรือนเหมยหอมอย่างปลอดภัย กาหลงทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงด้วยความเหนื่อยหอบ พลังปราณที่นางใช้ไปในคืนนี้เกือบจะเกินขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์
มู่หรงเยว่เดินเข้ามานิ่งๆ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่กลับหยิบผ้าสะอาดมาชุบน้ำอุ่นแล้วเริ่มเช็ดคราบเขม่าดินปืนและฝุ่นละอองบนใบหน้าของนางอย่างเบามือ
"ท่าน... ทำอะไร?" กาหลงชะงักไป ดวงตาที่เคยนิ่งสงบสั่นไหวเล็กน้อย
"เช็ดหน้าให้โจรสาวที่เพิ่งถล่มวังหลวงมาน่ะสิ" ชินอ๋องเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความอาทร "เจ้าทำเกินตัวไปแล้ว มู่กาหลง หากข้าไปไม่ทัน เจ้าจะทำอย่างไร?"
"ข้ามีวิธีของข้า..." กาหลงพึมพำ แต่ก็ยอมให้เขาเช็ดหน้าให้แต่โดยดี "ขอบใจนะ... ที่ไปเป็นเพื่อน"
"ข้าไม่ได้ไปเป็นเพื่อน... ข้าไปเป็น 'เจ้าของ' ชีวิตเจ้า ตามสัญญาที่เจ้าให้ไว้" เขาหยุดมือแล้วสบตากับนางในระยะใกล้ จนกาหลงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเย็นที่เริ่มเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นประหลาด "จากนี้ไป... อย่าทำเรื่องเสี่ยงตายแบบนี้โดยไม่มีข้าอีก"
กาหลงยกยิ้มบางๆ พลางหลับตาลงซบลงบนไหล่กว้างของเขาด้วยความล้า "ตกลง... ท่านอ๋องโล่ทองคำ"
