บทที่ 3
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ต่อจากนั้น ฉันกับแม่ใช้ชีวิตราวกับเป็น “อาชญากร” กันจริง ๆ
ถ้าพูดกันตามตรง มันก็ไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร
แต่ความรู้สึกหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนั้น มันแทบไม่ต่างจากการก่ออาชญากรรมเลย
พวกเราลงมือทุกอย่างโดยปิดบังเดวิด
โกหกเขาว่าฉันออกไปทำอะไรบ้าง
ของทุกอย่างซื้อด้วยเงินสด เพื่อไม่ให้เหลือประวัติการใช้จ่ายแม้แต่นิดเดียว
ในช่วงแรก พวกเราเริ่มจากการกักตุนของทีละเล็กละน้อย
ทุกครั้งที่ออกไปซื้อของเข้าบ้านตามปกติ ก็จะแอบซื้ออาหารกระป๋องเพิ่มอีกหน่อย แล้วเอาไปซ่อนไว้ในโรงรถ
ยังไงเดวิดก็ไม่เคยเข้าโรงรถอยู่แล้ว
สำหรับสูทราคาแพงของเขา ที่นั่นสกปรกเกินไป
แต่สิ่งที่เราต้องการ มีมากกว่านั้นเยอะ
มาก…มากจนแทบนับไม่ไหว
แม่พาฉันไปหาเพื่อนของเธอชื่อแพทริเซีย
เธอเปิดร้านขายอุปกรณ์เอาตัวรอดวันสิ้นโลก อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งชั่วโมง
ตอนที่พวกเราถือรายการของที่ต้องซื้อไปหาเธอ แพทริเซียไม่ถามอะไรสักคำ
ในลิสต์นั้นมีทั้งข้าวสารห้าร้อยปอนด์ ถั่วแห้งสามร้อยปอนด์ แล้วก็ยาเม็ดทำน้ำสะอาดมากพอสำหรับกองทัพขนาดย่อม
“ช่วงนี้คนมาซื้อของเยอะผิดปกติ”
แพทริเซียพูดขึ้น ขณะช่วยสแกนสินค้าให้พวกเรา
“มันให้ความรู้สึกเหมือน…กำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น”
ฉันกับแม่สบตากันโดยไม่รู้ตัว“คุณได้ยินข่าวอะไรมาเป็นพิเศษหรือเปล่า?”
ฉันถามอย่างระมัดระวัง
แพทริเซียลดเสียงลงเล็กน้อย
“หลานชายฉันทำงานอยู่ CDC”
“เขาบอกว่าช่วงนี้ทางนั้นเข้าสู่ระดับเฝ้าระวังขั้นสูง แต่ไม่มีใครยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“มันทำให้ฉันรู้สึกไม่สบายใจมาก”
เธอยัดอาหารฟรีซดรายอีกกล่องลงถุง
“ที่พวกคุณเริ่มเตรียมตัวไว้ก่อนน่ะ ถูกแล้ว”
“มีไว้ก่อนดีกว่าต้องการตอนหลังแล้วไม่มีอะไรเหลือเลย”
พวกเราขนเสบียงทั้งหมดขึ้นรถบรรทุกที่เช่ามา ก่อนจะขับตรงไปยังเอนัมคลอว์
พ่อยังคิดว่าแม่แค่ไปตรวจพื้นที่เพื่อเตรียมต้อนรับผู้ซื้อที่อาจสนใจ
เขาไม่มีทางรู้เลยว่า แม่กำลังเปลี่ยนที่นั่นให้กลายเป็นป้อมปราการ
ทั้งชีวิตนี้ ฉันไม่เคยทำงานหนักขนาดนี้มาก่อน
พวกเราทำความสะอาด จัดระเบียบ แล้วก็เสริมความแข็งแรงให้ทุกจุด
แม่ถึงขั้นติดต่อเพื่อนเก่าสมัยทำงานด้านวิศวกรรมมาช่วย
ไม่นานก็มีคนเริ่มเข้ามาติดตั้งเครื่องปั่นไฟสำรอง อัปเกรดระบบรักษาความปลอดภัย แล้วก็เสริมความแข็งแรงให้ประตูใหญ่
ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ฉันเป็นคนจ่ายเอง
เงินพวกนั้นมาจากกองทุนทรัสต์ที่ปู่กับย่าตั้งไว้ให้ฉันตั้งแต่เกิด
เดวิดเกลียดเงินก้อนนั้นมาโดยตลอด
เขาบอกว่ามันทำให้ฉัน “ถูกเลี้ยงมาแบบคุณหนูเอาแต่ใจ”
แต่ตอนนี้ เงินก้อนนั้นอาจช่วยชีวิตฉันได้
พอกลับถึงบ้าน ฉันก็ยังคงเล่นบทภรรยาที่สมบูรณ์แบบต่อไป
ทำอาหารเย็น ยิ้มให้เดวิดในวันที่เขายอมกลับบ้านเร็วผิดปกติ
แกล้งทำเป็นไม่ได้กลิ่นน้ำหอมของเมลิสซาบนตัวเขา
ทั้งหมดนี้ทรมานยิ่งกว่าที่ฉันคิดเอาไว้
ทุกครั้งที่มองหน้าเขา ภาพอนาคตนั้นก็จะผุดขึ้นมาในหัวทันที
ฉันทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง
ส่วนเขายืนอยู่หลังหน้าต่าง โอบผู้หญิงคนนั้นไว้ในอ้อมแขน แล้วมองฉันอย่างเย็นชา
“ช่วงนี้คุณดูเหม่อ ๆ นะ”
เย็นวันหนึ่งระหว่างมื้ออาหาร จู่ๆเดวิดก็พูดขึ้นมา
วันนั้นเขากลับบ้านก่อนสามทุ่มเสียอีก
เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์เลยทีเดียว
“แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ”ฉันโกหก
“ร่างกายคุณโอเคหรือเปล่า? สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย”
ชั่วขณะหนึ่ง เหมือนในแววตาของเขาจะมีความเป็นห่วงแวบผ่านเข้ามา
ผู้ชายคนเดิม…ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ฉันตกหลุมรัก
ผู้ชายคนนั้น ที่ถูกซ่อนอยู่ภายในร่างของคนแปลกหน้าคนนี้
“ฉันไม่เป็นไร”
“บางทีคุณควรไปหาหมอนะ”
“แล้วนี่ก็ถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำปีของคุณแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ฉันฝืนยิ้มออกมา “ฉันจะนัดไว้”
แต่ฉันไม่มีวันไปหรอก
เพราะฉันรู้ดีว่าหมอจะตรวจพบอะไร
ฉันท้องได้แปดสัปดาห์แล้ว
จริง ๆ เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ฉันก็เริ่มสงสัยอยู่แล้ว
และเมื่อเช้านี้ ฉันใช้ที่ตรวจครรภ์ไปถึงสามแบบ
ผลออกมาเป็นบวกทั้งหมด
ฉันยังไม่ได้บอกใคร แม้แต่แม่ก็ยังไม่รู้
ในฝันนั้น ตอนที่เดวิดขังฉันไว้นอกบ้าน ฉันก็กำลังท้องอยู่เหมือนกัน
หลังจากนั้น ตอนที่พวกผู้ติดเชื้อพุ่งเข้ามากัดฉัน ฉันก็เสียลูกไป
แต่ครั้งนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีก
ครั้งนี้…ลูกของฉันจะต้องรอดชีวิตให้ได้
