บทที่ 4
นับจากความฝันครั้งนั้น ก็ผ่านมาสิบห้าวันแล้ว
วันนั้น ฉันกำลังจัดเรียงเวชภัณฑ์อยู่ในโกดังกับแม่ จู่ ๆ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมา
มันเป็นการแจ้งเตือนข่าวด่วน
— “CDC ออกประกาศเตือนการเดินทาง หลังพบการระบาดของโรคลึกลับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
สองมือของฉันชาวาบขึ้นมาทันที
“เอ็มม่า?”
แม่เงยหน้าขึ้นจากรายการสต๊อกของ
“เกิดอะไรขึ้น?”
ฉันยื่นโทรศัพท์ให้เธอ หลังจากอ่านข่าวนั้นจบ สีหน้าของแม่ก็ซีดเผือดทันที
“นี่มัน—”
“ใช่”น้ำเสียงของฉันสงบนิ่งผิดปกติ
แต่ความจริงแล้ว ภายในใจของฉันกำลังกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งไปหมดแล้ว
“มันเริ่มขึ้นแล้ว”
สองชั่วโมงต่อจากนั้น พวกเราแทบจะจ้องโทรศัพท์ไม่วางตา
มองดูสถานการณ์ลุกลามใหญ่โตขึ้นทีละขั้น
ตอนนี้มีสามประเทศที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อแล้ว
ในช่วงแรก อาการยังดูคล้ายไข้หวัดทั่วไป
หลังจากนั้น ผู้ป่วยก็เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง
และต่อจากนั้น…คลิปหลุดจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในมะนิลา ทำให้ท้องของฉันปั่นป่วนจนแทบอาเจียน
ในภาพ คนไข้คนหนึ่งจู่ ๆ ก็พุ่งเข้าทำร้ายพยาบาล
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามสุดชีวิตเพื่อจับตัวเขาไว้
แต่การเคลื่อนไหวของคนคนนั้นดูผิดธรรมชาติอย่างมาก
แข็งทื่อ กระตุก ควบคุมไม่ได้
เหมือนร่างกายนั้นไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปแล้ว
“เราต้องเร่งมือ”
ตอนที่แม่พูด สมองของเธอก็เข้าสู่โหมดวิศวกรเต็มตัวแล้ว
“ถ้าสถานการณ์ดำเนินไปตามไทม์ไลน์ในฝันของลูกจริง ๆ อย่างช้าที่สุดอีกไม่ถึงสองสัปดาห์ เชื้อก็จะมาถึงซีแอตเทิล”
“แต่เรายังเตรียมตัวไม่พร้อมเลย”
“งั้นก็เตรียมให้พร้อมเดี๋ยวนี้”
คืนนั้น พวกเราเข้าสู่ภาวะฉุกเฉินเต็มรูปแบบ
แม่เล่าทุกอย่างให้พ่อฟังหมดแล้ว
และปฏิกิริยาของเขา กลับนิ่งกว่าที่ฉันคิดไว้มาก
อาจเพราะตอนนี้ ข่าวต่าง ๆ เริ่มพิสูจน์แล้วว่าฉันพูดถูก
“ถ้าใช้โกดังนั่นแบบเต็มระบบ จะรองรับคนได้สบาย ๆ ประมาณสามสิบคน”
พ่อพูดพลางศึกษาพิมพ์เขียวไปด้วย
“ถ้าปรับโซนออฟฟิศใหม่อีกหน่อย ก็น่าจะยัดคนเข้าไปได้มากกว่านั้น”
“แต่เราต้องมีอาหารเพิ่มอีกเยอะนะ เอ็มม่า”
“อาหารที่มากพอจะอยู่ได้หลายเดือน…หรืออาจจะนานกว่านั้น”
“หนูจัดการเอง” ฉันตอบ
แต่สิ่งที่ฉันไม่ได้บอกพวกเขาก็คือ—
ตลอดช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่ฉันทำไม่ได้มีแค่การกักตุนของ
ฉันยังเฝ้าจับตาดูเดวิดอยู่ตลอด
เขาก็กำลังสะสมเสบียงเหมือนกัน
ฉันสังเกตจากรายการใช้บัตรเครดิต
ร้านอุปกรณ์เอาต์ดอร์ ร้านขายอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง รายการซื้อของจำนวนมหาศาล
ค่าใช้จ่ายพวกนั้น…ที่เขาคิดว่าฉันไม่มีวันสังเกตเห็น
เขากำลังเตรียมตัวสำหรับบางอย่างเหมือนกัน
นั่นหมายความว่า—เขารู้อะไรบางอย่าง
คำถามที่แท้จริงก็คือ เขารู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?
และไม่นาน ฉันก็ได้คำตอบ
เพราะฉันสะกดรอยตามเขา ฉันรู้ดี ว่ามันฟังดูเหมือนคนเสียสติ
แต่ฉันจำเป็นต้องรู้ว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่
วันนั้น เขาขับรถเข้าไปในอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งกลางเมือง
หลังจอดรถในลานใต้ดิน เขาก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นสิบห้า
ฉันรออยู่ห้านาที ก่อนจะตามขึ้นไป
พื้นที่สำนักงานตรงนั้นไม่มีป้ายบริษัทใด ๆ เลย
ผ่านประตูกระจก ฉันเห็นคนประมาณยี่สิบกว่าคนนั่งอยู่ในห้องประชุม
ทุกคนสวมสูท ดูเป็นมืออาชีพและภูมิฐาน
และคนที่ยืนอยู่ด้านหน้า กำลังพรีเซนต์ข้อมูลบนจอขนาดใหญ่—
คือเมลิสซา
ฉันไม่ได้ยินว่าเธอพูดอะไร
แต่ฉันมองเห็นสิ่งที่อยู่บนสไลด์ได้ชัดเจน
กราฟเส้นการแพร่กระจายของโรค
แผนที่พื้นที่ติดเชื้อสีแดงที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
รวมถึงภาพของสถาบันวิจัยในกรุงเทพฯ
เมลิสซาทำงานอยู่ในบริษัทเภสัชกรรมแห่งหนึ่ง
บริษัทเภสัชกรรมที่ร่วมมือกับรัฐบาลมาโดยตลอด
เหตุผลที่เดวิดรู้เรื่องทั้งหมดนี้ก็เพราะเมลิสซาเป็นคนบอกเขา
เธอให้ข้อมูลวงในเกี่ยวกับการระบาดกับเดวิด
และเดวิด…กำลังวางแผนจะทิ้งฉันไว้ แล้วช่วยแค่ตัวเอง
ฉันซ่อนตัวอยู่หลังผนังกระจก ถ่ายรูปทีละรูปอย่างรวดเร็ว
ความโกรธทำให้ทั้งร่างของฉันสั่นไปหมด
จากนั้น ฉันก็รีบออกจากตรงนั้นก่อนจะมีใครสังเกตเห็น
หลังกลับมานั่งในรถ ฉันก็นั่งแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
สายตาจ้องภาพในโทรศัพท์ไม่กะพริบ
แล้วจู่ ๆ ฉันก็สังเกตเห็นบางอย่างบนสไลด์แผ่นหนึ่ง
ตรงด้านล่างสุดของไทม์ไลน์คาดการณ์
มีวันที่หนึ่งถูกวงด้วยปากกาสีแดงหนา ๆ
— พรุ่งนี้
พวกเขาคาดการณ์ว่า ผู้ติดเชื้อรายแรกในอเมริกาจะปรากฏตัวในวันพรุ่งนี้
ไม่ใช่อีกสองสัปดาห์ ไม่ใช่อีกห้าวัน
แต่เป็นพรุ่งนี้
สองมือของฉันเริ่มสั่นอย่างรุนแรง
แทบจับโทรศัพท์ไว้ไม่อยู่
ความรู้สึกแบบในฝันครั้งนั้น พุ่งกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างบ้าคลั่ง
ลางสังหรณ์ที่ลึกถึงกระดูก ความมั่นใจอย่างสมบูรณ์แบบว่า หายนะกำลังจะมาถึง
แต่ครั้งนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าในฝัน
เพราะทุกอย่างไม่ได้ดำเนินไปตามไทม์ไลน์เดิมอีกแล้ว
มันเหมือนการมองเห็นอนาคตมากกว่า
เหมือนคำเตือน คืนนี้ ไวรัสจะระเบิดขึ้น
ฉันรู้ เหมือนที่ฉันรู้ว่าความฝันนั้นเป็นเรื่องจริง
เหมือนที่คุณยายรู้ล่วงหน้าเสมอว่าแผ่นดินไหวหรืออุบัติเหตุจะเกิดขึ้น
ฉันใช้นิ้วที่สั่นเทา กดโทรหาแม่
“เอ็มม่า? ลูกลืมอะไรไว้ที่โกดังหรือเปล่า?”
“แม่”
เสียงของฉันเบาราวกับเสียงกระซิบ
“เราต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นเดี๋ยวนี้”
“ตอนนี้ ทันที”
“อะไรนะ?”
“เอ็มม่า เรายังมีของอีกล็อตที่จะมาส่งวันศุกร์ แล้วก็—”
“คืนนี้ แม่”
“คืนนี้เราต้องขนทุกอย่างเข้าโกดังให้หมด”
“ไวรัสจะระบาดคืนนี้ ไม่ใช่อาทิตย์หน้า”
“หนูรู้สึกได้”
ปลายสายเงียบไปนานมาก
ฉันได้ยินเสียงพ่อถามอะไรบางอย่างแว่ว ๆ อยู่ด้านหลัง
“เอ็มม่า ลูกรัก แต่ข่าวบอกว่า—”
“หนูไม่สนว่าข่าวจะพูดยังไง!”
เสียงของฉันแตกพร่าในทันที
“หนูรู้ว่ามันฟังดูเหมือนคนบ้า”
“หนูรู้ แต่หนูเห็นการประชุมของเดวิด”
“พวกเขาติดตามสถานการณ์กันแบบรายชั่วโมง”
“แล้วแม่…หนูมีความรู้สึกนั้นอีกแล้ว”
“ความรู้สึกเดียวกับในฝันเป๊ะ ๆ”
“มันจะเกิดขึ้นคืนนี้”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง จากนั้น เสียงของแม่ก็ดังขึ้นมาใหม่
มั่นคง เยือกเย็น และหนักแน่น
“โอเค”
“แม่กับพ่อจะไปที่บ้านลูกตอนนี้”
“เริ่มเก็บของ เอาแต่ของสำคัญที่สุดขึ้นรถ”
“พวกเราจะ—”
แต่ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของฉันก็สั่นขึ้นอีกครั้ง
สายเรียกเข้าแสดงชื่อ—เดวิด
