บทที่ 5 ไฟซ่อนเถ้า
บทที่ 5 ไฟซ่อนเถ้า
ข่าวคราวการกลับมาของอดีตฮองเฮาผู้เป็นมารดาแท้ ๆ ของฮ่องเต้ ลามไปทั่วทั้งราชสำนัก วันนี้ ขุนนางสายกลางและสายเก่าจำนวนหนึ่งเริ่มเคลื่อนไหว
และหนึ่งในนั้นก็คือ หลี่ต้าหยง ขุนนางอาวุโสแห่งกรมพิธีการ ผู้ขึ้นชื่อว่า เคร่งคุณธรรมแต่แท้จริงคือมือขวาผู้ภักดีของอดีตฮ่องเต้
“ฝ่าบาท…”
หลี่ต้าหยงก้าวออกมากลางท้องพระโรง
“ข้าน้อยตระหนักดีว่าเรื่องนี้กระทบใจยิ่งนัก แต่…ในฐานะผู้อาวุโส ข้าน้อยไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป”
ฮ่องเต้ปรายตาอย่างนิ่งเฉย ท่าทางไม่แสดงอารมณ์
“ว่ามา”
“เจิ้งซูเฟย…แม้เคยมีข้อครหาในอดีต แต่ก็หาได้มีมูลความผิดอันชัดแจ้ง และที่สำคัญนางคือผู้ให้กำเนิดฝ่าบาท หากราชสำนักปล่อยให้มารดาของจักรพรรดิถูกทอดทิ้งเยี่ยงนี้…เกรงว่าอาจเสียหายต่อธรรมเนียมและหลักคุณธรรมของแผ่นดิน”
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นในหมู่ขุนนาง
ขุนนางบางคนพยักหน้า บางคนยังนิ่ง แต่ไม่มีใครกล้าคัดค้านโจ่งแจ้ง
“…นี่มิใช่เรื่องว่าคู่ควรหรือเหมาะสมหรือไม่ หากแต่คือเรื่องของหลักการ”
หลี่ต้าหยงจงใจกล่าวเสียงหนักแน่น ฮ่องเต้นิ่งงัน มือประสานไว้บนตัก ดวงเนตรเยียบเย็นคล้ายครุ่นคิดหนัก ก่อนจะกล่าวเสียงช้า
“เรื่องนี้…ข้าจะใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนท่านทั้งหลายควรเข้าใจดีว่าผู้ใดเติบโตในวังนี้ย่อมยากจะลืมอดีตที่ฝังลึก”
เขาหยุดเสี้ยวหนึ่งของแววตาดูเหมือนเจ็บปวด
“แต่หากขุนนางทั้งหลายเห็นพ้องกันว่า เพื่อความเป็นธรรมและหลักการ ควรคืนศักดิ์ศรีให้นาง…ข้าก็…จักจำใจยอม”
ไท่หวงไท่โฮว่ยืนพิงหน้าต่าง
ฟังข่าวรายงานจากขันทีสนิท พลางยกพัดขึ้นกลบใบหน้าครึ่งหนึ่ง
“หลี่ต้าหยง…” นางพึมพำเสียงเย็น “เป็นคนของใครกันแน่”
ขันทีเงยหน้ากระซิบ “ขอทรงอภัย…เขาเคยเป็นคนของอดีตฮ่องเต้มาก่อนสมัยที่ยังไม่มีพระราชอำนาจเต็ม”
ดวงเนตรของไท่หวงไท่โฮว่วูบไหว
“เช่นนั้นทุกอย่าง อาจไม่ได้เกิดเพราะแรงกดดันจากขุนนาง…แต่เพราะแผนของใครบางคนต่างหาก”
ในวังหลวง…ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่า บังเอิญ
รุ่งเช้าในทุก ๆ วัน วังต้องห้ามเงียบสงบแต่เช้าวันนี้กลับมีเสียงวิ่งเร่งรีบของขันที และเงาขุนนางที่มาเร็วกว่าทุกวัน
ข่าวนักฆ่าที่พยายามลอบปลงพระชนม์เจิ้งซูเฟยที่พักส่วนหน้าของวัง แพร่ไปในชั่วคืน…และลุกลามราวเปลวเพลิงบนกองฟางแห้ง
ในท้องพระโรง
ฮ่องเต้นั่งประทับบนบัลลังก์ ท่ามกลางขุนนางที่ทยอยคุกเข่า
หลายคนแสดงความตกใจ หลายคนกล่าวว่า
“ไม่สมควรมีเรื่องอัปรีย์เช่นนี้ในระหว่างที่นางเพิ่งปรากฏตัว” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว
“หม่อมฉันขอฝ่าบาทโปรดพิจารณา ไต่สวนหาตัวผู้อยู่เบื้องหลัง” เป็นเสียงของ จิ่นกั๋วกง ผู้ซึ่งเคยเป็นคนของไท่หวงไท่โฮว่ในอดีต
ฮ่องเต้ปรายตามอง ก่อนพยักหน้า
“ดี…เช่นนั้นจงเปิดการไต่สวนในชั้นต้น”
ภายในตำหนักไท่ฮวา
“โกรธ”
“เจิ้งซูเฟยถูกลอบฆ่า” บังเอิญเกินไปหรือไม่ ไท่หวงไท่โฮว่ทำหน้าตกตะลึง ราวกับไม่รู้เรื่อง
“เช่นนั้น…เป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่ง!”
“คนของเจิ้งซูเฟยยังไม่กลับเข้าวัง ก็มีผู้คิดล้างชีวิตแล้วหรือ หากปล่อยไว้ ย่อมกระทบเกียรติราชวงศ์!”
ขันทีสนิทก้มหน้า
“กระหม่อมให้คนส่งตัว ‘สตรีที่พัวพัน’ เมื่อคืนไปแล้ว นางเป็นเพียงอดีตนางข้าหลวงที่เคยรับใช้เจิ้งซูเฟยสมัยก่อน…แต่มิรู้ใครนำกลับมาใหม่ และไม่รู้ว่าเหตุใดเป็นนางที่ได้ไปดูแลเจิ้งซูเฟยอีกครั้ง”
“เช่นนั้น…” ไท่หวงไท่โฮว่กระซิบเย็น “ก็จงให้เรื่องจบที่นาง”
นางข้าหลวงคนนั้นไม่ได้พูดอะไรเลยแม้รู้ว่าเรื่องทั้งหมดหาใช่ความผิดของตนนางเพียงยิ้มขื่นเมื่อถูกประหาร ราวกับรู้อยู่แก่ใจว่า เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในวังหลังนี้ ช่างเถอะก้าวเข้ามาก็คือตายจากโลกภายนอกไปแล้ว
“นางตายแล้วหรือ”
ซูเฟยถามเบา ๆ ขณะยืนมองทิวสนบนเขา ฮ่องเต้พยักหน้า
“ถูกปิดปาก…แต่ไม่ใช่คำตอบที่ข้าอยากได้จากเจ้า” นางตื่นมาพบว่านางกำนัลที่ทางวังให้มาดูแลยื่นน้ำแกงยามเช้าให้ แต่กลายเป็นว่าขันทีของฮ่องเต้บุกเข้ามาแล้วตรวจน้ำแกงถ้วยนั้น พบว่ามันมียาพิษ
“เจ้าอยากรู้ว่า…ใครกล้าสั่งการใช่หรือไม่”
ฮ่องเต้ไม่ตอบเพียงเดินเข้าไปใกล้มารดาของตนอีกก้าวหนึ่ง
“หากผู้เป็นมารดาของกษัตริย์ยังตกอยู่ในอันตราย ข้าจะปกครองผู้ใดได้ หากแม้แต่แม่เพียงผู้เดียวข้ายังปกป้องไม่ได้ แล้วจะให้ประชาราษฎร์เชื่อว่าข้าปกป้องพวกเขาได้อย่างไร”
พระสุรเสียงหนักแน่นแต่สงบ สายพระเนตรเย็นเยียบราวกับบอกให้ทุกคนจำถ้อยคำนี้ไว้
“เจ้ามีหลักการมากกว่าที่ข้าคิด” รอยยิ้มบางของซูเฟยไม่รู้ว่าเยาะหรือชื่นชม “ไท่โฮว่าคงสอนเจ้ามาดีกว่าที่ข้าคาดไว้เสียอีก
ฮ่องเต้ไม่สนพระวาจาเชิงหยอกนั้น เพียงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุกคำเหมือนตรึงคนฟังไว้
“หากจะอยู่ในวังหลัง อย่างน้อยท่านควรมีตำแหน่ง ไม่เช่นนั้น หากเกิดเหตุซ้ำรอยเช่นเมื่อเช้าแม้แต่จะได้ลมหายใจครบวันยังยากและหากท่านตายตั้งแต่ย่างก้าวแรกกลับมา… สายตาประชาชนจะมองข้าเช่นไร”
“เอาตามเจ้าว่า” ซูเฟยเพียงส่งยิ้มอ่อน แต่แววตานั้นยากจะอ่าน ว่าพึงพอใจหรือกำลังรอจังหวะลงหมากต่อไป
ในวันเดียวกันนั้นเอง มีรับสั่งให้เจิ้งซูเฟยย้ายเข้าตำหนักหลวงเก่าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของฮองเฮาองค์ก่อนแต่ไม่มีประกาศแต่งตั้งใดตามมา เหมือนหมากที่ถูกวางลงกลางกระดาน… รอให้คู่ต่อสู้เป็นฝ่ายขยับก่อน
ตำหนักเย็นใจ
ลมเย็นจากสวนหลวงพัดลอดกำแพงหินเข้าสู่ระเบียง เสียงกิ่งหลิวเสียดสีกันดังแผ่ว ราวกับซุบซิบข่าวลือของคนทั้งวัง
ขบวนขันทีและนางกำนัลยาวเหยียดเคลื่อนเข้าสู่ตำหนักหลวงเก่า แต่กลับไม่มีเสียงต้อนรับ มีเพียงความเงียบอึดอัดที่กดทับอยู่ในอากาศ
ทุกก้าวที่เจิ้งซูเฟยเดินผ่าน ล้วนมีสายตาแฝงความอยากรู้อยากเห็น หรือไม่ก็หวาดระแวง เหมือนเฝ้ารอให้เกิดอะไรสักอย่าง
ตำหนักแห่งนี้แม้จะถูกขัดถูจนเงาวับ แต่กลิ่นไม้เก่ายังซึมอยู่ในอากาศ ราวกับเก็บงำเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากพูดถึง
มันคือสถานที่ที่ฮองเฮาองค์ก่อนเคยครอง… ก่อนจะถูกปลดและส่งไปยังเขาเทียนจี่
ซูเฟยหยุดยืนกลางโถงใหญ่ ลูบปลายนิ้วบนเสาแกะสลักมังกรทอง รอยยิ้มบางผุดขึ้น แต่ไม่ถึงดวงตา
ข้างนอก เสียงฝีเท้าของขันทีเวรลาดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเกินไปเหมือนตั้งใจให้รู้ว่ามีคนเฝ้าทุกฝีก้าว
นางรู้ดี… ตำหนักนี้ไม่ได้ถูกมอบให้เป็นเกียรติ แต่เป็นกรงทองที่สวยที่สุด
และในกรงนี้ ทุกคนในวังหลังกำลังจ้องจับผิด รอเพียงจังหวะที่นางก้าวพลาดเพื่อตะครุบทันที
เสียงซุบซิบเริ่มดังไปทั่วหรือว่าฮ่องเต้…กำลังเตรียมคืนศักดิ์ให้นาง แต่ไท่หวงไท่โฮว่ยังคงนิ่ง ไม่มีถ้อยคำใด นั่นคือสิ่งที่ทำให้ราชสำนักเริ่มรู้สึก…ว่าเงียบเกินไป
เจิ้งซูเฟยก้าวเข้าวังอีกครั้ง…ในฐานะผู้ที่เกือบถูกลอบสังหารและฮ่องเต้กำลังใช้เรื่องนี้ ทดสอบความซื่อสัตย์ของคนในวัง ใช้นางเป็นเบี้ยคอยดูว่าผู้ใดที่อยู่ฝั่งเขาบ้าง
หากนางตายทั้ง ๆ ที่อยู่ในการดูแลของเขา ย่อมทำให้บัลลังก์สั่นคลอน การที่บุตรชายละเลยมารดาผู้ให้กำเนิดจนถึงแก่ชีวิตย่อมถูกตราหน้าไปจนวันตาย ขุนนางที่อยู่อีกฝั่งจะยกมันขึ้นมาพูดอีกไม่รู้จบ
ส่วนไท่หวงไท่โฮว่…ก็เพียงจิบชา พริ้มยิ้ม และคิดอยู่ในใจ
“หากเจ้าเล่นหมาก…ก็จงอย่าลืมว่าเจ้าเรียนเกมนี้จากใคร”
หากเจ้าจะครองบัลลังก์ได้นานก็จงเรียนรู้…ว่าความอ่อนแอในสายตาผู้อื่นอาจเป็นดาบที่คมกว่ายุทธภัณฑ์ทั้งปวง
