บทที่ 4 เลือดในกาย กับมือที่หล่อหลอมบัลลังก์
บทที่ 4 เลือดในกาย กับมือที่หล่อหลอมบัลลังก์
ตำหนักไท่ฮวาเงียบงันยามค่ำ แสงโคมสลัวทอดเงาเรียวบางของไท่หวงไท่โฮว่บนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ
นางสวมชุดผ้าแพรบางเบา ลวดลายหงส์ทองราวกับยังไม่ยอมปล่อยจากบัลลังก์แม้ยามพักผ่อน
ดวงพักตร์ยังคงสงบนิ่ง ทว่าดวงเนตรนั้นเปี่ยมด้วยแผนการ เสียงฝีเท้าของขันทีหน้าตำหนักดังขึ้น ก่อนเสียงประกาศจะตามมาอย่างนุ่มนวล
“ฝ่าบาทเสด็จเพคะ”
ฮ่องเต้หนุ่มก้าวเข้าสู่ตำหนักไท่หวงไท่โฮว่ ดวงพักตร์เรียบนิ่งตามแบบกษัตริย์หนุ่มผู้รู้จักควบคุมอารมณ์ แต่ในดวงตานั้น…ยังคงวูบไหว
“หลานมาเยี่ยมย่าเสียที”
เสียงไท่หวงไท่โฮว่นุ่มนัก ไม่ต่างจากเมื่อครั้งหลานยังเล็ก
“เจ้าคงวุ่นมาก…เรื่องเจิ้งซูเฟยกลับมา”
เขาไม่ตอบ เพียงยกชาขึ้นจิบเงียบ ๆ
“นางคือผู้ให้กำเนิดเจ้า…เรื่องนั้นข้าปฏิเสธมิได้” ไท่หวงไท่โฮว่เอ่ยเสียงเรียบ “แต่เลือดเพียงอย่างเดียว…มิอาจสร้างจักรพรรดิขึ้นมาไม่ได้”
คำพูดนั้นแทงลึกฮ่องเต้กะพริบตาช้า ๆ วางถ้วยชาลง
“เจ้าจำได้หรือไม่…ใครจับมือเจ้าฝึกอักษรจนเส้นเลือดปูด ใครนั่งฟังเจ้าร่ำไห้เมื่อฝันร้ายยามค่ำ ใครกางร่มให้เจ้าในพิธีอภิเษกครั้งแรกตอนฝนตก ใครที่ยืนเคียงข้างเจ้าในวันที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อน…ผู้เป็นบิดาของเจ้า บุตรชายของข้าสิ้นใจ”
เสียงของไท่หวงไท่โฮว่ค่อย ๆ ชัดขึ้น
“เจิ้งซูเฟยอาจเป็นมารดาโดยสายเลือด แต่ข้า…คือผู้ปั้นเจ้าให้ยืนอยู่ตรงนี้”
ฮ่องเต้เงียบไปนาน ดวงเนตรคู่นั้นยังไม่หลบ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน
“นางมาช้าเกินไป”
ไท่หวงไท่โฮว่กระซิบเสียงอ่อนราวกับแม่แท้
“สิบห้าปีที่ผ่านมา เจ้าเติบโตด้วยความเจ็บปวดที่ข้าเห็นกับตา…แต่นางเล่า นางอยู่ที่ใด เจ้าอาจสงสารนาง แต่หากเจ้าปล่อยให้นางกลับคืนสู่อำนาจ…มอบตำแหน่งให้นางจะมีสิ่งใดรับประกันว่านางจะไม่ทำเช่นเดิม”
นางยื่นมือมาแตะแขนเขาเบา ๆ
“ทุกอย่างที่เจ้าสร้างมา…อาจพังลงด้วยมือของนาง”
ฮ่องเต้ลุกขึ้น ไม่มีถ้อยคำใดเอื้อนเอ่ย ทว่าภายในใจของเขา…วุ่นวายยิ่งนัก เลือดในกายบอกเขาว่า นางคือแม่ แต่ทุกความทรงจำตั้งแต่จำความได้…สตรีชราตรงหน้าก็คือแม่ได้เช่นกัน
“แต่หากหลานนิ่งเฉย… ประหารภรรยานั้นพอทำได้ แต่ประหารมารดาหรือบิดา ย่อมขัดต่อจารีต ขุนนางก็จะฉวยโอกาสมากล่าวโทษว่าหลานอกตัญญู หลานเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่ถึงปี ท้องพระโรงย่อมปั่นป่วนเป็นแน่”
ฮ่องเต้ถอนพระทัยยาว ราวกับไม่ว่าตัดสินใจทางใด ล้วนกระทบต่อบัลลังก์ทั้งสิ้น
“นั่นสิ… นางหายไปราวกับตายจากกันไปแล้ว แต่เหตุใดกลับมาในวันที่เจ้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ราวจงใจทำให้เจ้าลำบากใจ จะมีมารดาบ้านใดทำเช่นนี้ได้กัน”
ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรนิ่ง คล้ายรับฟังแต่ไม่ใช่เพื่อเชื่อถือ
“มารดาบ้านใด…ผู้ที่เอ่ยว่ารัก แต่ช่วงเวลาที่นางถูกขังไว้บนเขาไร้หนทางลงมา ให้ลมหายใจเป็นเพียงเครื่องพิสูจน์ว่ายังไม่ตาย แล้วเมื่อวันที่เจ้าขึ้นบัลลังก์ ก็ใช้เรื่องความกตัญญูเป็นเกราะบีบเจ้าให้ก้มหัวและอ้าแขนรับนางกลับมา”
พระสุรเสียงราบเรียบ แต่ทุกถ้อยคำเหมือนคมดาบค่อย ๆ กรีดลึก
“เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ว่าใครกันเป็นผู้สั่งห้ามมิให้ผู้ใดก้าวขึ้นเขาเทียนจี่แม้แต่ครึ่งก้าว บิดาของเจ้าสั่งองครักษ์ทั้งกองเฝ้าปิดเขานั้นเอาไว้ หากนางคิดติดต่อกลับมา บิดาเจ้าที่อ่อนโยนเมตตายอมไม่เอาชีวิตนางทั้งที่นางหมายเอาชีวิตเขา จะใจดำถึงขั้นไม่ให้นางติดต่อบุตรเพียงคนเดียวเชียวหรือ”
สิ้นคำ เสียงในโถงดับสิ้น ฮ่องเต้ทอดพระเนตรตรงด้วยดวงเนตรสีดำสนิท ลึกและนิ่งจนไม่อาจหยั่งถึงว่าแฝงโทสะหรือเมตตา พระพักตร์เรียบสงบไร้รอยยิ้ม หากแต่เส้นกรามที่ตึงเพียงเล็กน้อยกลับทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกสายตานั้นมองลึกเข้าไปถึงความคิดลับในใจ
พระเนตรคู่คมเหลือบขึ้นอย่างเฉียบคม คล้ายจะบอกว่า ทุกอย่างถูกเก็บไว้ในพระทัยมานานแล้ว
“ในเมื่อท่านย่าบอกว่ากลัวขุนนางจะกล่าวหาว่าข้าอกตัญญู… เช่นนั้นก็คงต้องพิสูจน์ให้ประจักษ์ ว่าผู้ใดกันแน่ที่ไม่รู้จักคุณ”
