บทที่ 6 น้ำตาแม่
บทที่ 6 น้ำตาแม่
ไท่หวงไท่โฮว่นั่งนิ่งงัน ท่ามกลางแสงตะวันเช้าสีอ่อนที่ลอดผ่านบานหน้าต่าง ซึ่งเปิดออกเพียงเล็กน้อยเพื่อรับลมอ่อน ๆ กลิ่นดอกเหมยแผ่วปลายลม แต่กลับไม่อาจกลบกลิ่นความตึงเครียดที่ลอยคลุ้งอยู่ในตำหนักได้
เสียงฝีเท้าขันทีค่อย ๆ ก้าวเข้ามา ก่อนจะหมอบลงกับพื้น หยุดอยู่ในระยะที่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตา
ลมเช้านั้นพัดพาเอาข่าวลือเข้ามาในวังหลังเร็วยิ่งกว่าใบบัญชาใด ๆ
“ไท่หวงไท่โฮว่เกรงกลัวอดีตซูเฟย จึงลอบปลงพระชนม์…”
“เจิ้งซูเฟยเกือบสิ้นใจ แต่ฮ่องเต้มาถึงทันเวลา…”
“หรือแท้จริง ฮ่องเต้เล็งเห็นว่ามารดาผู้ให้กำเนิดควรมีที่ในราชสำนัก…” แผนการของใครบางคนที่นางนึกสงสัย เป็นแผนการของหลานรักของตนนี่เอง
ไท่หวงไท่โฮว่เพียงหลับพระเนตร แย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ คล้ายหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นบางเบา แต่กลับทำให้ขันทีรู้สึกเหมือนมีคมมีดบางเฉือนผ่านต้นคอ
“พวกเขาคิดว่าข้าเป็นใครกัน… แม่เลี้ยงที่ทำเพื่อบัลลังก์มาตลอดงั้นหรือ” พระสุรเสียงเย็นเรียบแต่แฝงรอยเย้ยหยัน
ขันทีคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าไม่กล้าส่งเสียงตอบ เพียงก้มศีรษะต่ำจนหน้าผากเกือบติดพื้น เพราะในวังนี้ไม่มีผู้ใดกล้าคิดว่านางคือ มารดาผู้ให้กำเนิด ของฮ่องเต้ หากเป็นเช่นนั้นจริง คงไม่มีวันทำทุกอย่างเพื่ออำนาจของตนอย่างไร้ความปรานีเช่นนี้
นับตั้งแต่โอรสลืมตาดูโลก นางได้ขีดเส้นทางชีวิตเขาด้วยมือของตนเอง บัญชาการบ้านเมืองจากหลังม่านตั้งแต่รัชศกก่อน เพราะฮ่องเต้พระองค์นั้นขึ้นครองราชย์ในวัยเพียงห้าพรรษา ตลอดหลายสิบปี นางไม่เคยปล่อยมือจากบังเหียนแห่งอำนาจ แม้เมื่อถึงเวลาต้องยกตำแหน่งให้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ตาม
แต่ทันทีที่โอรสแต่งตั้งฮองเฮา และเริ่มโอนอำนาจกลับไปยังตำหนักหน้า วังหลังซึ่งเคยอยู่ในกำมือของนางก็เริ่มสั่นคลอน วุ่นวายมาตั้งแต่วันนั้น…
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง สายพระเนตรนิ่งเหมือนสายน้ำ แต่แฝงประกายบางอย่างที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตานานเกินหนึ่งลมหายใจ
“เตรียมตำหนัก อย่าให้มีแม้แต่รอยฝุ่น ข้าจะเชิญคนของข้ามา”
ขันทีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เชิญ…เพื่อตรัสสั่งการหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ใช่สั่งการ…ไม่ใช่กล่าวโทษให้พวกเขาสำนึกและจำว่า…ใครคือนาย” รอยยิ้มของนางอ่อนโยนราวมารดาที่กำลังเอ็นดูบุตร
“ให้ทุกคนรู้…ว่าจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ต่อให้เจิ้งซูเฟยกลับมา”
เมื่อขุนนางที่ใกล้ชิดถูกเชิญเข้ามาในตำหนัก บรรยากาศที่ครอบงำก็เป็นทั้งความเกรงขามและความอึดอัด ไท่หวงไท่โฮว่นั่งบนบัลลังก์รอง พระพักตร์สงบ แต่ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับเหมือนคมดาบที่ตัดทางเลือกของคนฟัง
“แม้นางจะเป็นมารดาโดยสายเลือด…แต่ข้าคือผู้เลี้ยงดูเขามาด้วยมือของข้าเอง” เสียงนางไม่ดังมาก แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนในห้องได้ยิน
“ข้าไม่เคยคิดแย่งบัลลังก์ ไม่เคยอาฆาตนางที่หมายจะสังหารโอรสของข้า เรื่องในอดีตข้าวางทิ้งไปหมดแล้ว…ข้าเพียงหวั่นใจว่า สิ่งที่ดีแล้ว จะกลับกลายเป็นไฟเผาราชสำนัก”
ถ้อยคำนั้นถูกกล่าวพร้อมเสียงสะอื้นแผ่วเบา มือเรียวยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา เสียงหยดน้ำตาตกกระทบเนื้อผ้าดังแผ่ว แต่กลับชัดเจนในความรู้สึกของผู้ฟังมากกว่าสิ่งใด
จิ่นกั๋วกงก้มศีรษะกลับออกไปพร้อมความลังเล อ๋องตงหลี่ที่ปกติช่างวาจากลับเงียบไปทั้งวัน แม้แต่แม่ทัพใหญ่ก็เอ่ยกับบุตรชายอย่างครุ่นคิด
“หากพระมารดาที่แท้จริงกลับมา แต่ทำให้แผ่นดินไม่สงบ…เจ้าจะเลือกสิ่งใด”
ฝั่งเจิ้งซูเฟย แม้ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ แต่ข่าวลือในวังเดินเร็วกว่าลมเหนือ หญิงรับใช้คนหนึ่งเอ่ยกระซิบระหว่างเปลี่ยนเสื้อผ้าให้นาง
“ไท่หวงไท่โฮว่ถึงกับทรุดป่วยนอนไม่ลุก…ตรัสเพียงว่าคิดถึงฝ่าบาท ไม่ต้องการสิ่งใดอีก”
เจิ้งซูเฟยเพียงยิ้มเยียบ ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย
“เมื่อศัตรูไม่ยกดาบ…ก็ยิ่งยากรับมือกว่าเดิม”
สตรีคนสนิทของนางขมวดคิ้ว “ท่านจะรับมือเช่นไรเพคะ”
“บนกระดานหมาก…นางเดินหมากเป็นน้ำตา” ซูเฟยเอ่ยพลางหยิบหมากตัวหนึ่งขึ้นหมุนระหว่างปลายนิ้ว “แต่บนแผ่นดินจริง…เลือดยังไหลไม่หยุด” นางวางหมากลงช้า ๆ แววตาสงบนิ่งแต่ลึกลงไปกลับเป็นประกายแข็งกร้าว
“หากการสะดุดครั้งนี้หมายถึงความพินาศของไท่หวงไท่โฮว่…ข้าจะยอมสะดุดเสียเอง”
หญิงคนสนิทลังเล “แต่วังหลังนี้มิใช่ที่ของคนพ่ายแพ้ หากท่านก้าวพลาด”
“ข้ารู้” ซูเฟยขัดขึ้นอย่างหนักแน่น “แต่ในหมากรุก…บางครั้งการยอมเสียตัวหมากหนึ่ง อาจเป็นหนทางสู่ชัยชนะ”
นางเหยียดยิ้มอีกครั้ง “อย่าลืม…ข้าไม่เคยเล่นเพื่อรักษาเพียงตัวหมาก ข้าเล่น…เพื่อชนะทั้งกระดาน แม้แต่ชีวิตข้า ข้ายังเคยเดิมพันกับมันไปแล้วหนหนึ่ง”
เสียงลมภายนอกพัดแรงขึ้น บานหน้าต่างสั่นน้อย ๆ ราวกับเตือนว่า ในวังหลังนี้ พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัว และครั้งนี้…ไม่มีใครรู้แน่ว่าใครจะเป็นฝ่ายล้มก่อน
