บทที่ 1.9
เมื่อเดินไปด้านหลังต้นไม้สูงใหญ่ สุดทางเดินริมหน้าผามีถ้ำหินขนาดเล็กแห่งหนึ่งซุกซ่อนอยู่ หากไม่สังเกตให้ดี ไม่มีทางที่จะเห็นทางเข้าถ้ำแห่งนี้ได้ เนื่องจากปล่องหินที่มีขนาดเล็กมาก ทั้งยังหลบอยู่ด้านหลังเถาไม้เลื้อยที่ปกคลุมจนหนาทึบ ทว่าสือเจี้ยนหาวที่เป็นคนพบมันก่อนผู้ใดยังจดจำมันได้เป็นอย่างดี
“เจ้าเข้าไปหลบอยู่ด้านในก่อน ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเขาคือมิตรหรือศัตรู” สือเจี้ยนหาวอุ้มจูอี้หลินลงมาจากหลังม้า ตอนนี้นางรู้สึกดีขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก
“แต่นั่นไม่อันตรายหรอกหรือเจ้าคะ” จูอี้หลินถามเขาด้วยความกังวล
“ข้าไม่เป็นไร เจ้าหลบอยู่ที่นี่จะปลอดภัยกว่า”
แม้เขาจะพูดเช่นนั้น ทว่านางรู้ดีว่ากำลังเป็นตัวถ่วงเขา เพราะหากไม่มีนางที่อ่อนแรง เขาคงจะหนีไปเองได้โดยง่าย
หากไม่มีนางเขาก็ไม่ต้องมาพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ นางเป็นตัวหายนะที่ดึงดูดภยันตรายมาสู่คนรอบข้างอย่างที่ลุงกับป้าเคยพูดเอาไว้โดยแท้
“ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ”
จูอี้หลินก้มหน้าลงหลบตาเขา มือน้อยสั่นเทายื่นออกไป ทว่ากลับชะงักไม่กล้าแตะโดนแม้แต่ชายเสื้อของชายหนุ่ม ในใจแอบหวังว่าเขาจะทิ้งนางเอาไว้ที่นี่แล้วจากไปเสีย
สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้ว รับรู้ถึงน้ำเสียงสิ้นหวังของนางอย่างชัดเจน ทว่าจนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่ก้มลงดึงมีดสั้นของตนออกมาจากรองเท้าหุ้มแข็ง
“เจ้าเอานี่ติดตัวไว้ หากเกิดอะไรขึ้นจะได้ใช้มันป้องกันตัว”
จูอี้หลินเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนจะก้มลงมองมีดสั้นที่เขายื่นมาให้ ใบหน้างดงามปรากฏแววตื่นตะลึง แม้ว่านางจะไม่เคยเอ่ยถาม แต่ก็พอจะรู้ว่ามีดสั้นทั้งสองเล่มสำคัญต่อเขามาก กระนั้นเขากลับยื่นมันให้คล้ายกับไม่ได้ใส่ใจอะไร
“แต่มันเป็นของสำคัญของท่าน...”
“ใช่ มันคือสิ่งเดียวที่ตกทอดมาจากบิดาข้า ก่อนที่เขาจะสิ้นใจในกองเพลิง ดังนั้น...ข้าจะกลับมารับคืน” กล่าวจบก็วางมันลงในมือของนางแล้วหมุนตัวเดินออกไป
จูอี้หลินได้ฟังดังนั้นก็ถึงกับอ้าปากค้าง นางมองร่างสูงที่เดินหายออกไปจากถ้ำด้วยใบหน้าหลากหลาย ทว่าเมื่อตระหนักขึ้นได้ว่านี่เป็นสิ่งยืนยันว่าเขาจะกลับมาแน่นอน ก็พลันยิ้มออกมาอย่างตื้นตัน
หญิงสาวกอดมีดสั้นเล่มนั้นเอาไว้แนบอก
ภายใต้หน้ากากความเย็นชาของเขา นี่กลับเป็นสิ่งยืนยันว่าเขาเป็นคนอ่อนโยน เข้าอกเข้าใจผู้อื่นยิ่ง เขารู้ว่านางกลัว กลัวว่าเขาจะจากไปโดยทิ้งนางเอาไว้เบื้องหลัง แม้นางจะอยากให้เขาจากไป แต่เมื่อรับรู้ด้วยการกระทำทั้งหมดของเขา ใจดวงน้อยกลับอบอุ่นยิ่งนัก
เขาถึงกับทิ้งของสำคัญเอาไว้ที่นาง...
หลังจากออกมาจากถ้ำสือเจี้ยนหาวก็ควบม้าฝ่าลมหนาวออกไปด้วยความระมัดระวัง ลมเย็นเยียบพัดผ่านมา ทำให้เขาตระหนักว่าไม่ช้าหิมะแรกจะโปรยลงมาอย่างหนัก หากเขายังอยากจะลงเขาไปอย่างปลอดภัย จำเป็นที่เขาต้องรีบจัดการกับผู้ที่ติดตามเขามาโดยเร็ว
เสียงกระบี่อ่อนแหวกอากาศเข้ามาใกล้ พร้อมกับร่างของชายชุดดำ สือเจี้ยนหาวพลิ้วกายหลบ คิ้วเข้มขมวดมุ่น เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่รู้เลยว่ามีคนอยู่ใกล้เขาถึงเพียงนี้
เงาร่างสีดำทะยานตามติด เมื่อเขาสามารถหลบพ้นรังสีกระบี่ สือเจี้ยนหาวกระโดดออกจากบังเหียน แล้วทิ้งตัวลงบนพื้นก่อนจะหยิบหินก้อนหนึ่งใต้ฝ่าเท้าขว้างออกไปหาบุรุษชุดดำ
รังสีกระบี่พุ่งเข้ามาจากทางด้านหลัง เขาต้องพลิ้วกายหลบคนชุดดำคนอีกคนซึ่งปรากฏกายขึ้นจู่โจมอีกครั้ง ในตอนนี้สือเจี้ยนหาวไม่อาจอยู่เฉยอีกต่อไป เขารวบรวมกำลังภายในที่มีอยู่แล้วหายวับไปกับตา ทำให้บุรุษชุดดำทั้งสองตกตะลึง
“ไม่จริง!!!”
“เงาล่องหน!! เขาไม่ใช่หนานเฟยหลง”
“หรือว่าเขาจะเป็น...”
“เขาตายไปแล้ว!!” บุรุษชุดดำหันไปมองรอบกายด้วยความแตกตื่น
สือเจี้ยนหาวที่เพิ่งจะใช้วิชาเงาล่องหนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว นามที่คนเหล่านั้นเอ่ยถึง ‘หนานเฟยหลง’ แน่นอนว่าเขารู้จักดี เพราะนั่นคือพระนามขององค์รัชทายาทแคว้นหนานซึ่งเพิ่งจะมีข่าวว่าถูกลอบปลงพระชนม์
เงาสีดำปรากฏขึ้นด้านหลังบุรุษชุดดำทั้งสอง ก่อนที่ร่างสองร่างจะล้มลงไปนอนจมกองเลือด พวกเขาตาเหลือกค้าง เหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตน หลังจากนั้นสือเจี้ยนหาวจึงปรากฏตัว
ชายหนุ่มหายใจหอบ ก่อนจะกระอักเลือดออกมา
อาการบาดเจ็บภายในที่เขาเพียรซ่อนเอาไว้ ตอนนี้กำลังกำเริบเพราะเขาฝืนใช้กำลังภายใน เขารู้สึกถึงลมปราณที่เริ่มตีกันจนมั่วไปหมด
ตอนที่สือเจี้ยนหาวกำลังฝืนกายเพื่อยืนให้มั่นคงนั้น เงาร่างของบุรุษชุดดำอีกสามคนก็ปรากฏขึ้นอีก พวกเขายืนล้อมร่างที่กำลังโงนเงนอย่างพิจารณา คล้ายกับกำลังลังเลที่จะจู่โจม
“เจ้าเป็นใคร”
“ข้าต่างหากที่สมควรเป็นฝ่ายถาม พวกเจ้าเป็นใคร และต้องการอะไร” สือเจี้ยนหาวกระชับมีดสั้นในมือแน่น
“วิหคยมทูต!!”