บทที่ 1.8
ร่างสองร่างพุ่งไปยังหน้าต่างที่ถูกเปิดออกตอนไหนไม่ทราบได้ เสียงต่อสู้กันดังขึ้นทว่าจูอี้หลินไม่อาจขยับกาย นางยังคงนอนอยู่บนเตียง ในใจก็ได้แต่ภาวนาให้บุรุษผู้เป็นเจ้าของมีดสั้นเล่มนั้นปลอดภัย
เสียงคมมีดเฉือนเนื้อหนังดังขึ้นข้างหู พร้อมกับของเหลวที่กระเด็นมาเปรอะเปื้อนใบหน้าของนวลเนียน
เลือดสดๆ ส่งกลิ่นคาวคลุ้ง จนทำให้นางอกสั่นขวัญแขวน แต่อดไม่ได้ที่จะเหลือบตาไปมอง ทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากหางตาคือเงาร่างสูง ซึ่งกำลังดึงมีดสั้นออกมาจากอกของบุรุษผู้ที่ตั้งใจจะย่ำยีนาง
เสี้ยวหน้าของเขาจากคลองสายตา ดูเย็นชาไม่หวั่นไหวแม้ในยามที่เขาลงมือสังหารคน
ดวงตาประดุจปิศาจร้าย เฉยชา เย็นเยียบ ค่อยๆ หันหน้ามามองนางช้าๆ ชั่วขณะที่นางสบตากับเขา กลิ่นอายความเย็นชาที่อยู่รายรอบตัว ทำให้นางรู้สึกคล้ายกับว่าเขาคือยมทูตผู้มาจากนรกภูมิ
สือเจี้ยนหาวก้าวเดินมาที่เตียงนอนช้าๆ แสงจันทร์จากภายนอกส่องผ่านเข้ามายังหน้าต่าง เกิดเป็นเงาที่คืบคลานเข้ามายังหน้าเตียงช้าๆ
จูอี้หลินมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย หัวใจดวงน้อยๆ เต้นรัวเร็ว ทว่ามันไม่ได้มีสาเหตุมาจากความหวาดกลัวแต่อย่างใด นางบอกไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาเดินเข้ามาใกล้ นางก็ยิ่งใจเต้นรัวแรงกว่าเดิมเป็นเท่าทวีคูณ
ร่างสูงนั่งลงบนเตียงก่อนจะยื่นมือออกมาดึงสาบเสื้อที่เปิดอ้าจนเผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่มีเพียงเอี๊ยมตัวเดียวปกปิด การกระทำของเขาดูเป็นธรรมชาติและไร้ความหวั่นไหวใดๆ ให้เห็น ผิดกับนางที่ตอนนี้อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
จูอี้หลินหลับตาลง น้ำตาที่เพียรพยายามกลั้นเอาไว้ไหลออกมาเป็นทาง เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาทำให้มือหนาชะงัก
“เราสมควรไปจากที่นี่ มีคนตาย ข้าไม่ชอบความยุ่งยาก” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปยังโต๊ะที่อยู่กลางห้องแล้ววกกลับมาอีกครั้ง “ดื่มน้ำ”
สือเจี้ยนหาวก้มตัวลงช้อนนางเอาไว้ในวงแขน ก่อนจะจ่อจอกน้ำที่เพิ่งจะรินมาไปยังปากอิ่ม “ดื่มให้มาก ควันนั่นทำให้เจ้าขยับตัวไม่ได้ ทั้งยังรู้สึกอ่อนแรง”
จูอี้หลินรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นางสมควรหวาดกลัวเขาถึงจะถูก ทว่านางกลับยินดียิ่งนักที่เขาไม่เป็นอะไร
แม้ว่าเขาจะยังเย็นชาอยู่เป็นนิจ ทว่าการกระทำของเขาบอกให้นางรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนเลวร้ายแต่อย่างใด นางซบใบหน้าลงไปบนไหล่กว้าง ยินยอมฝากทุกอย่างเอาไว้ที่เขาแม้แต่ชีวิตของนางเอง
เสียงฝีเท้าของคนหลายคนดังขึ้นหน้าห้อง สือเจี้ยนหาวไม่อาจรอช้า เขาใช้ผ้าห่มคลุมร่างของจูอี้หลินเอาไว้ นัยหนึ่งก็เพื่อไม่ให้นางเห็นสภาพศพของโจรราคะอีกสองคนที่ถูกเขาปลิดลมหายใจเมื่อครู่ เพราะสภาพอีกสองคนนั้นไม่น่าดูกว่าคนแรกยิ่งนัก เพียงคนเดียวที่นางเห็น เขาก็รับรู้จากแววตางดงามคู่นั้นว่านางหวาดกลัวเพียงใด
สือเจี้ยนหาวพาหญิงสาวเหินกายออกไปทางหน้าต่างได้ทัน ก่อนที่จะมีคนเข้าไปในห้องพัก การต่อสู้ที่เกิดขึ้น ทั้งยังมีคนตายถึงสามคน ทำให้เขาไม่อาจรั้งรออยู่ต่อ เขาไม่ชอบความยุ่งยาก และไม่อาจข้องเกี่ยวกับทางการ เพราะนั่นคงไม่ใช่แค่เขาที่ยุ่งยากหากราชสำนักเข้ามาข้องเกี่ยว
ร่างสูงเหินกายออกมาทางหน้าต่าง ตรงไปยังคอกม้า ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกว่าลมปราณของตนติดขัดเพราะได้รับบาดเจ็บ แม้ว่าภายนอกจะดูไม่เป็นอะไร ทว่าเขาก็ยังมิอาจใช้กำลังภายใน ดังนั้นตัวเลือกในตอนนี้นอกจากเดินทางด้วยม้าแล้วก็ไม่มีทางอื่น
ม้าสีดำท่าทางแข็งแรงถูกเลือกออกมาตัวหนึ่ง ก่อนร่างสูงจะยกร่างเล็กกว่าขึ้นนั่งบนบังเหียน โดยมีเขากระโดดตามไปนั่งโอบประคองอยู่ด้านหลัง เนื่องจากนางยังคงไร้เรี่ยวแรง คนทั้งสองขี่ม้าควบออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจเสียงร้องโวยวายคนดูแลคอกม้า
“ท่านเจ้าคะ” จูอี้หลินกระซิบเรียกเขา หลังจากที่ทั้งสองขี่ม้าออกมาได้สักพัก เนื่องจากนางได้ยินเสียงม้าวิ่งตามมา
“ข้ารู้” สือเจี้ยนหาวตอบโดยที่เขาเองก็ไม่ได้หันกลับไปมอง
เขารู้ว่ามีผู้มีฝีมือหลายคนกำลังตามเขามา ทว่าเขาไม่รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นใคร และต้องการอะไร จะว่าเป็นพวกเดียวกันกับสามคนเมื่อครู่ แล้วทำไมจึงเพิ่งจะปรากฏตัว…
“นั่งดีๆ เราคงต้องหนีขึ้นเขา” ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องสลัดคนที่ติดตามมาให้ได้
ยิ่งขึ้นเขาไปสูงเท่าไร ความหนาวเหน็บของหุบเขาก็ยิ่งทำให้ร่างอรชรสั่นสะท้าน อากาศที่เย็นเยียบลงเรื่อยๆ ทำให้รู้ว่าในไม่ช้านี้หิมะแรกของปีคงจะตกลงมาแน่ๆ อากาศทางเหนือของแคว้นจ้าวนับว่าหนาวเย็นที่สุด โดยเฉพาะสูงขึ้นไปบนยอดเขา
สือเจี้ยนหาวควบม้าขึ้นเขาไปอย่างคล่องแคล่ว เขารู้เส้นทางในละแวกนี้เป็นอย่างดี ดินแดนเหนือแห่งนี้นานมาแล้วเขาเคยสำรวจเส้นทางทั้งหมดด้วยตัวเอง
ตอนนั้นเขายังเป็นองครักษ์เงาของแม่ทัพใหญ่ และหน้าที่รองอีกอย่าง ก็คือสำรวจเส้นทางที่จำเป็นในการเดินทัพ ดังนั้นแถบชายแดนทางเหนือ เขาจึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี และหุบเขาแห่งนี้เขาก็ค้นพบถ้ำแห่งหนึ่งที่สามารถใช้หลบศัตรูได้
เขาคือนักล่าที่ไม่ชอบและไม่มียอมเป็นฝ่ายถูกไล่ล่า ดังนั้นเขาต้องหาที่ปลอดภัยให้หญิงสาวเสียก่อน เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียเปรียบ จากนั้นเขาก็จะกลายมาเป็นผู้ล่าเสียเอง นั่นจึงจะเป็นวิธีที่เขาถนัด
สูงขึ้นไปยังยอดหุบเขาอันเหน็บหนาว ดอกเหมยสีแดงต้นหนึ่งกำลังผลิบาน ราวกับเย้ยหยันความหนาวเย็นอย่างเดียวดาย