บทที่ 1.10
แม้ว่าเสียงนั้นจะเบาหวิวแต่กลับไม่อาจปิดบังความตื่นตระหนก ดวงตาจ้องไปยังมีดสั้นของสือเจี้ยนหาวเขม็ง “เจ้าเป็นอะไรกับสือเจี้ยนเหวิน ปิศาจเงาพันปี”
สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้ว ในใจก็นึกสงสัยยิ่งนักที่มีคนรู้จักผู้เป็นบิดารวมไปถึงมีดสั้นซึ่งตกทอดมายังเขา มีดสั้นซึ่งตีขึ้นด้วยเหล็กกล้า แกะลวดลายกรงเล็บของพญาเหยี่ยว ทั้งยังฝังพลอยล้ำค่าสีแดงลงไป ‘วิหคยมทูต’
“ทำไมเจ้าจึงมีเพียงหนึ่ง อีกหนึ่งเล่า”
“ไม่ใช่กงการใดของเจ้า” สือเจี้ยนหาวเอ่ยเสียงเย็น เขาไม่ชอบความรู้สึกคลุมเครือนี้เลย เพราะตลอดมาเขารู้เรื่องของบิดาน้อยมาก จึงรู้สึกขัดใจที่มีผู้อื่นล่วงรู้เกี่ยวกับมีดสั้นคู่กายมากกว่าตัวเอง
“มอบมันให้ข้า แล้วเจ้าไปได้ ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า”
“ก็ต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่ เข้ามา!”
แม้ว่าจะบาดเจ็บ ทว่าสือเจี้ยนหาวก็ยังคงรวบรวมกำลังภายใน เขามองออกถึงความมุ่งร้ายของอีกฝ่าย ทันทีที่เอ่ยถึงมีดสั้นวิหคยมทูต
ไม่ว่าเขาจะมีความคิดที่จะมอบมีดสั้นออกไปหรือไม่ อีกฝ่ายก็คงไม่มีทางละเว้นเขา แต่นั่นเป็นเพียงความคิดเท่านั้น แน่นอนว่าเขาไม่มีวันมอบวิหคยมทูตของบิดาให้ผู้ใด
เงาร่างสีดำพุ่งเข้าหาสือเจี้ยนหาวพร้อมกัน แต่ชายหนุ่มก็จ้องพวกมันเขม็งด้วยท่าทีเตรียมพร้อม เขาไม่เคยบาดเจ็บหนักขนาดนี้ จึงไม่รู้ว่าตัวเองจะต้านทานอีกฝ่ายได้นานเท่าไร ดังนั้นเขาจะต้องจบเรื่องให้ได้เร็วที่สุด
และนั่นก็หมายถึงเขาจะต้องสูญเสียกำลังทั้งหมดที่เขามี แต่ถึงรู้อย่างนั้นเขาก็ไม่มีทางถอยกลับไปได้แล้ว เมื่อรับรู้ถึงจิตมุ่งร้ายของบุรุษชุดดำทั้งสามคน
เมื่อรวบรวมกำลังที่มีทั้งหมดแล้ว ร่างสูงก็พลันพุ่งเข้าไปหาศัตรูที่อยู่ตรงหน้าเช่นกัน
“พี่ใหญ่!!!”
เสียงกรีดร้องดังออกมาจากกระท่อม พร้อมๆ กับร่างที่ดีดตัวขึ้นมาจากฟูกนอน เหยียนหว่านเอ๋อร์นั่งหอบหายใจหนักหน่วง บนหน้าผากมีเหงื่อผุดขึ้นจนใบหน้านวลเนียนเปียกชุ่ม ความฝันอันน่าตื่นตะลึงปลุกนางให้ตื่น และไม่อาจข่มตาหลับลงไปได้
ภาพเรือนร่างสูงใหญ่ของสือเจี้ยนหาวถูกแทงนับสิบแผลจนเลือดท่วมกายยังคงแจ่มชัด ใบหน้างดงามหล่อเหลาที่เคยแฝงเอาไว้ด้วยแววอ่อนโยน ทุกครั้งที่มองนาง ตอนนั้นบิดเบ้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
เหยียนหว่านเอ๋อร์ลุกออกมาจากที่นอน แล้วเดินไปยังหน้าต่างที่เปิดแง้มเพื่อรับลม สิบห้าวันแล้วที่บุรุษทั้งสามเดินทางไปชายแดนทางเหนือของแคว้นจ้าว เท่าที่นางรู้คือสงครามระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นหนานปะทุขึ้น สาเหตุเริ่มมาจากองค์รัชทายาทแคว้นหนานโดนลอบปลงพระชนม์ หนานหลิ่งอี้หรือเหลียงอ๋อง ผู้เป็นพระอนุชาขององค์จักรพรรดิแคว้นหนาน ฉวยโอกาสชิงบัลลังก์แล้วก่อสงครามขึ้น
“พี่ใหญ่ พี่รอง...เจี๋ย” เหยียนหว่านเอ๋อร์กุมหยกมังกรม่วงของจ้าวเหยียนเจี๋ยแนบอก
สองสามวันมานี้รู้สึกใจคอไม่ดีเลย นางรู้สึกว้าวุ่นแปลกๆ กระทั่งฝันว่าสือเจี้ยนหาวต้องคมดาบของศัตรู นอนจมกองเลือดอยู่เพียงลำพังอย่างเดียวดาย นางกังวลและห่วงใยบุรุษอันเป็นที่รักทั้งสามคนเหลือเกิน
ท้องฟ้าของเช้าวันนี้มืดครึ้มเหมือนกับหัวใจของนาง ตั้งแต่ตื่นมาเพราะฝันร้าย เหยียนหว่านเอ๋อร์ก็มิอาจทำใจให้ผ่อนคลายได้ กระทั่งตัดสินใจเดินตรงไปยังกระท่อมของซูหย่งจื้อ ผู้เป็นอาจารย์
นางต้องทำอะไรสักอย่าง เพราะมิอาจข่มตาให้หลับลงได้อีกแล้ว จนกว่าจะรู้และเห็นกับตาว่าพวกเขาทั้งสามคนปลอดภัยดี นางจะต้องเดินทางไปชายแดนและจะไม่เดินทางไปเพียงลำพัง!
“ข้าจะไปชายแดน” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นทันทีที่พบหน้าซูหย่งจื้อและเฟิงชิง
“หว่านเอ๋อร์” เฟิงชิงขมวดคิ้วให้นาง
“เจ้าศิษย์คนนี้ เมื่อคืนฝันร้ายหรือไง ถึงได้ตื่นมาแล้วพูดอะไรแปลกๆ” ซูหย่งจื้อหันมามองใบหน้าเคร่งเครียดของผู้เป็นศิษย์
“อาจารย์ ข้าสังหรณ์ใจแปลกๆ ข้าสังหรณ์ใจว่าพวกเขาจะเกิดเรื่อง ท่านให้ข้าไปชายแดนเถิดนะ ข้าจะพาพี่สะใภ้ไปด้วย รับรองว่าข้าจะดูแลตัวเองดีๆ” เหยียนหว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ใบหน้าของศิษย์รักทำให้ซูหย่งจื้อขมวดคิ้ว เขาเดินเข้ามาใกล้นาง แตะมือลงบนไหล่เล็ก ใบหน้าของนางทำให้เขาอดที่จะกังวลไม่ได้ “มีอะไรหรือ”
“ข้าฝัน ฝันร้าย มัน...ไม่ดีเอามากๆ เลย ข้าไม่สบายใจหากข้าไม่ได้พบพวกเขา อีกทั้งคิดว่าข้าอาจไม่มีทางที่จะข่มตาหลับลงไปได้ ถ้าไม่เห็นพวกเขาด้วยตาของข้าเอง ท่านให้ข้าไปเถิดนะ ข้าเป็นห่วงพวกเขาเหลือเกิน”
“ได้” ซูหย่งจื้อเอ่ย หลังจากที่จ้องตากับเหยียนหว่านเอ๋อร์นิ่งนาน
นับตั้งแต่วันที่จ้าวเหยียนเจี๋ย อู๋อิงสง และสือเจี้ยนหาวเดินทางไปสนามรบ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ แม้เขาจะไม่อนุญาต ด้วยนิสัยของเหยียนหว่านเอ๋อร์ ถึงจะไม่ได้รับอนุญาตนางก็แอบหนีไปอยู่ดี
