บทที่ 1.7
กลุ่มควันสีขาวลอยเข้ามาภายในห้องยามวิกาลไม่ได้ทำให้จูอี้หลินรู้สึกตัวขึ้นมาแม้แต่น้อย นางยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงด้วยท่าทีสงบ
เสียงฝีเท้าเบาหวิวของบุรุษ ร่างหนาเดินอยู่ข้างหน้าต่างดังแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ ทว่านางก็ยังคงนอนนิ่งสนิท คล้ายไม่รับรู้สิ่งรอบกาย
ไม่นานปลายมีดก็ยื่นเข้ามาปลดดาลหน้าต่าง ก่อนที่บานหน้าต่างจะถูกเปิดออก ร่างของบุรุษสามคนปีนข้ามหน้าต่างเข้ามา แล้วเดินตรงไปหาคนที่หลับใหลอยู่บนเตียง
ความเย็นเยียบที่ไต่ผิวกาย ทำให้จูอี้หลินลืมตาตื่น นางมองเห็นเงาหนาคร่อมอยู่บนร่างของตนแล้วตกใจจนแทบสิ้นสติ ทว่าเมื่อยกมือขึ้นตั้งใจจะผลักเขาออก ร่างกายกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง นางอ้าปากหมายจะกรีดร้อง แต่กลับไม่อาจเปล่งเสียงออกมาได้
“ตื่นแล้วหรือ เช่นนั้นก็ดี เรามาหาความสุขกันนะแม่นางคนงาม ข้าไม่เคยเห็นหญิงคนใดงดงามเท่าเจ้ามาก่อนเลย”
“พวกข้าจะอ่อนโยนต่อเจ้าให้มาก แม่นางคนงาม เจ้าอย่ากลัวไปเลย”
“เร็วเข้าสิอย่ามัวพิรี้พิไร เรามีกันถึงสามคนนะ ไม่กี่ชั่วยามก็จะสว่างแล้ว”
จูอี้หลินมองมือหยาบกำลังเปิดสาบเสื้อของนางออกด้วยดวงตาแตกตื่น พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายทว่ากลับไร้ผล
พวกมันเข้ามาในตอนไหนนางมิอาจรู้ ลมหายใจของนางหอบแรงเป็นห้วงๆ ด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างมองบุรุษทั้งสามกำลังปีนขึ้นมาบนเตียง
“อย่าขัดขืนเลย พวกเจ้าโดนควันสะกดใจของข้า ดังนั้นพวกเจ้าจะไร้เรี่ยวแรงไปถึงเช้า ข้าหมายถึงเจ้าหนุ่มคนที่มากับเจ้านั่นด้วย”
น้ำเสียงน่าสะอิดสะเอียนของมันดังอยู่เหนือร่างของนาง จูอี้หลินน้ำตาไหลพราก ความสิ้นหวังประดังประเดเข้ามาภายในจิตใจ
ใบหน้าของบุรุษที่อยู่ห้องข้างๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ภายในใจของนางได้แต่กรีดร้องออกมาด้วยความขมขื่น เป็นเช่นนี้เสมอ...ความงดงามของนางมักจะเป็นตัวชักนำเภทภัยเข้ามา
มารดาของนางต้องตาย เพราะให้กำเนิดนาง
บิดาปกป้องนางจากชายหนุ่มในหมู่บ้านจึงถูกแทงกระทั่งสิ้นใจ
ลุงกับป้าที่สมควรจะช่วยนาง หลังจากที่บิดาถูกฆ่าตายอย่างไร้ความเป็นธรรม พวกเขากลับโทษว่านางคือตัวซวยจึงขายนางให้หอนางโลม ตอนนั้นนางอายุเพียงแค่สิบห้า เพิ่งจะพ้นวัยปักปิ่นเท่านั้นเอง
เด็กสาววัยเพียงสิบห้าปีทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นโฉมสะคราญที่งดงามปานล่มเมืองอย่างนาง เพียงปีแรกที่เข้าไปอยู่ในหอฉานจ้วน กลับก้าวขึ้นเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งของแคว้นจ้าวได้อย่างง่ายดาย แต่นางยังนับว่าโชคดีที่แม่เล้าคอยดูแลรักใคร่เป็นอย่างมาก แม้จะถูกขายเข้าหอนางโลมแต่ก็ได้ชื่อว่าขายศิลป์ ไม่ขายร่างกาย
นับจากที่ก้าวขึ้นเป็นโฉมงามอันดับหนึ่ง จนกระทั่งก้าวออกมา จูอี้หลินยังไม่เคยให้ชายใดเป็นแขกหลังม่านมาก่อนเลยสักครั้ง นางรักษาเกียรติและความบริสุทธิ์ของตัวเองได้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด
นึกไม่ถึงเลยว่าจนแล้วจนรอดนางจะมาโดนโจรกักขฬะขืนใจ
เมื่อสิ้นหวังจนถึงที่สุดแล้ว จูอี้หลินได้แต่นึกเสียดายที่นางยังไม่ได้ทราบชื่อของผู้มีพระคุณที่ช่วยนางเอาไว้ ตอนนี้นางได้แต่หวังว่าโจรชั่วทั้งสามจะปล่อยเขาไป
กลิ่นเหม็นน่าสำรอกแผ่ออกมาจากร่างหนา พร้อมๆ กับที่ใบหน้าหยาบคายอัปลักษณ์ก้มลงมาหานาง ครานั้นจูอี้หลินตัดสินใจจะตายเพื่อรักษาเกียรติของตัวเอง
นางตั้งใจจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย!!!
เสียงบางอย่างแหวกอากาศเข้ามา ทำให้บุรุษแปลกหน้าทั้งสามหยุดเคลื่อนไหว ร่างที่นั่งคร่อมอยู่บนร่างของจูอี้หลินชะงัก ก่อนที่ของเหลวบางอย่างจะพุ่งออกมาจากลำคอของชายผู้นั้น
เพ่งมองในความมืดกลิ่นคาวคละคลุ่มค่อยๆ โชยไปทั่วห้อง ในเงาเลือนรางสิ่งที่ปักอยู่ที่ลำคอของโจรใจทรามคือมีดสั้นเล่มหนึ่ง
ด้ามของมีดสั้นเล่มนั้นสลักลวดลายคล้ายกรงเล็บของพญาเหยี่ยวอย่างชดช้อยงดงาม ตรงส่วนปลายของด้ามมีพลอยสีแดงล้ำค่าเม็ดหนึ่งประดับอยู่
“ใคร!!!”
เสียงตวาดของบุรุษสองคนที่เหลืออยู่ดังขึ้น พวกมันมองร่างของสหายที่สิ้นใจทันทีที่มีดสั้นด้ามนั้นปักไปที่ลำคอ จากนั้นจึงได้แต่กระโดดลงมาจากเตียง มองไปรอบๆ ด้วยท่าทีแตกตื่น
อาศัยเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาเพียงน้อยนิด แต่จูอี้หลินกลับมองเห็นด้ามมีดเล่มนั้นชัดเจนยิ่ง นั่นก็เพราะพลอยสีแดงเม็ดนั้นส่องประกายจุดความหวังของนางขึ้นมาอีกครั้ง
นางจำได้ว่ามันคือมีดสั้นหนึ่งในสองเล่มที่นางดึงออกมาจากรองเท้าของบุรุษผู้ที่ช่วยนางเอาไว้ ตอนที่ถอดชุดของเขาออกเพื่อทำแผล
เป็นเขา...ผู้มีพระคุณของนาง บุรุษเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ผู้มีดวงตาราวกับปิศาจผู้นั้น