บทที่ 1.5
ร่างเล็กวิ่งกลับไปตามเส้นทางเดิมที่โจรร้ายบังคับเอาตัวมา แต่ตลอดเส้นทางที่ว่ากลับมีเพียงร่างที่ไร้วิญญาณของผู้คนในขบวนนอนเกลื่อนกลาดไปทั่ว
ห่อสัมภาระสองห่อที่นางเก็บมาได้คือของนางเอง ซึ่งสาวใช้ของนางโยนทิ้งไว้ในพุ่มไม้
ตอนนั้นบุรุษในขบวนเดินทางต่างก็ตะโกนบอกให้หญิงสาวรีบหนี เพราะรับมือโจรพวกนั้นไม่ได้แล้ว เสี่ยวเป่า สาวใช้ซึ่งนางไถ่ถอนตัวออกมาจากหอฉานจ้วนพร้อมกัน ก็โดนขืนใจก่อนถูกฆ่าตายอย่างอนาถ ศพของนางทิ้งอยู่ไม่ไกลในละแวกนั้นนัก
ที่จริงแล้วนางเองคงจะมีชะตาที่ไม่ต่างกันนัก หากเจ้าโจรนั่นจะไม่ลากนางมายังริมลำธารแห่งนี้ จนกระทั่งนางได้พบกับเขา
สือเจี้ยนหาวนั่งฟังเรื่องราวของนางเงียบๆ เขามองหาถุงปักใบเล็กที่เคยสวมอยู่ที่คอ
“ถุงปักเล่า ถุงของข้า” สือเจี้ยนหาวรีบถามนางทันที น้ำเสียงร้อนรนของเขาทำให้จูอี้หลินต้องหันกลับมา
“อยู่นี่เจ้าค่ะ มันเปียกน้ำแต่ข้าผึ่งไฟแล้ว ยาสมานแผลที่อยู่ในขวดข้าใช้กับบาดแผลของท่าน...” นางพอจะมองออกว่าถุงใบนี้น่าจะมีความสำคัญจึงเก็บเอาไว้ให้เขา
“ท่าน ชื่อของท่านเล่าเจ้าคะ ข้าขอทราบนามของผู้มีพระคุณได้หรือไม่”
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก” สือเจี้ยนหาวปฏิเสธก่อนหลับตาแล้วพยายามเดินลมปราณในร่าง เขาเพิ่งจะกลืนยาเม็ดที่สามเข้าไปอีกทั้งร่างกายยังได้พักบ้าง เรี่ยวแรงของเขาจึงกลับคืนมาหลายส่วน
“แผลตรงแขนซ้ายของท่านลึกมาก” จูอี้หลินมองแขนซ้ายของเขาอย่างเป็นกังวล แต่เขากลับดูไม่ใส่ใจนัก เพราะประโยคต่อมากลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับบาดแผลบนร่างของเขา
“หมู่บ้านที่พวกเจ้าจะไปอยู่ไกลหรือไม่”
“หมู่บ้านจงตู ข้ามเขาทางใต้ไปสองลูกเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้านอนเสีย” สือเจี้ยนหาวเอ่ย ตอนนี้เขาลุกขึ้นได้แล้ว จึงเดินไปเติมฟืนให้กองไฟลุกโชติช่วงขึ้นอีก
“รุ่งเช้าข้าจะพาเจ้าไปส่งที่หมู่บ้านจงตู เจ้ามีญาติที่นั่นหรือไม่” เขาถามเสียงเรียบ
“ฮูหยินของท่านหัวหน้าหมู่บ้านมีญาติอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ ข้าคงจะไปแจ้งข่าวกับพวกเขา แล้วอาจจะอาศัยอยู่ที่นั่นสักพักจนกว่าจะหาทางได้”
“เอาล่ะ เราต้องออกเดินทางแต่เช้า ก่อนที่โจรพวกนั้นจะกลับมาตามหาร่องรอยของคนที่หายไป”
ตอนนี้เป็นตอนกลางคืน อีกทั้งหมาป่าก็ชุกชุม ดังนั้นแม้จะเป็นโจรป่าที่เชี่ยวชาญพื้นที่ก็คงไม่โง่งมออกมาตามหาผู้ใดในยามนี้
จูอี้หลินมองเขาที่ลุกขึ้นคล้ายมิได้บาดเจ็บมาก่อนก็ลอบถอนหายใจ นางเองก็เป็นกังวลอยู่เหมือนกันว่าอาการเขาจะหนักหนาไปกว่านี้
นางผอมบาง เรี่ยวแรงน้อยนิด ตอนลากเขาขึ้นมาจากน้ำนางก็แทบจะสิ้นเรี่ยวแรง ดังนั้นเมื่อทิ้งตัวลงนอนก็แทบจะหลับไปในทันที ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าผู้มีพระคุณกำลังนั่งจ้องนางด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
เช้าวันถัดมาจูอี้หลินค่อยๆ พลิกกาย ทว่าทันทีที่สายตาของนางสานสบเข้ากับดวงตาของปิศาจร้าย ใบหน้างดงามก็แดงระเรื่อขึ้น ไม่รู้ว่าโดนเขาจดจ้องอยู่นานเท่าไรแล้ว นางเป็นคนตื่นเช้าแต่ยังคงมีคนที่ตื่นเช้ากว่า
...เขาตื่นเช้าถึงเพียงนี้ทั้งที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บมาก
“ท่านตื่นนานแล้วหรือเจ้าคะ” จูอี้หลินถามเขาอย่างเกรงอกเกรงใจ
“ไปล้างหน้าล้างตาเสีย เราจะออกเดินทางเมื่อเจ้าพร้อม” เขาเอ่ยเสียงเย็นชาและไม่ได้ตอบคำถามของนาง ร่างสูงเพียงเดินไปรื้อค้นข้าวของในห่อสัมภาระเพื่อมองหาสิ่งที่จำเป็น
จูอี้หลินทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย น้ำในลำธารเย็นเฉียบจนสั่นสะท้าน แต่กระนั้นก็ช่วยให้ใบหน้าที่ร้อนจนแทบลุกเป็นไฟรู้สึกดีขึ้น
สือเจี้ยนหาวลองก้าวเดินพร้อมกับสำรวจบาดแผลที่ขาทั้งสองข้าง บาดแผลที่ต้นขาของเขาดีขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังรู้สึกเจ็บมากหากเดินเท้า แต่เขาก็ไม่อาจชักช้าอยู่ที่นี่เช่นกัน
เขาต้องรีบกลับไปยังป้อมเจิ้งจิน เนื่องจากใบหน้าของจ้าวเหยียนเจี๋ยและเสียงตะโกนของอีกฝ่ายยังคงกึกก้องในความทรงจำ
...ไม่รู้ว่าจ้าวเหยียนเจี๋ยจะโทษตัวเองในสิ่งที่เกิดขึ้นขนาดไหน
ทว่าก่อนอื่นจะต้องไปส่งหญิงสาวผู้นี้เสียก่อน อย่างน้อยๆ นางเองก็ถือว่าได้ช่วยเหลือเขาเช่นกัน เขาจึงไม่อาจดูดายปล่อยนางทิ้งเอาไว้กลางป่าได้
การเดินทางค่อนข้างล่าช้า สือเจี้ยนหาวค่อนข้างหงุดหงิดและอารมณ์เสีย เขาไม่อาจจะใช้กำลังภายในอุ้มนางเหินกายไปอย่างที่ใจอยากทำ
หนึ่งบุรุษที่กำลังบาดเจ็บ กับอีกหนึ่งสตรีผู้บอบบางอ่อนแอจึงได้แต่เดินเท้าไปช้าๆ กระทั่งดวงอาทิตย์เลยศีรษะไปแล้ว ทั้งคู่จึงพบถนนสายเล็กๆ ที่ตัดผ่านภูเขาลูกแรก
จูอี้หลินมองสีหน้าท่าทางของเขาออก เขาทั้งกังวล ทั้งเร่งร้อนเพื่อที่จะเดินทาง แต่กระนั้นเขาก็ยังมีน้ำใจคิดที่จะไปส่งนาง ในใจของนางนั้นรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“ทะ...ท่านเจ้าคะ” จูอี้หลินเอ่ยเรียกเสียงแผ่วด้วยความขลาดกลัว
แผ่นหลังกล้าแกร่งโดดเด่นห่างไปหลายก้าว ทำให้นางรู้สึกกลัวอยู่บ้าง ทว่าในความหวาดกลัวกลับมีความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยอย่างประหลาด ทั้งนี้หญิงสาวได้แต่ลอบมองเขาอย่างขลาดเขลามาตลอดการเดินทาง
เขาคือบุรุษคนแรกที่มองนางแล้วไม่มีแววคุกคามในดวงตา ไม่มีความหื่นกระหาย ไม่มีแววกระเพื่อมไหว ไร้ซึ่งกิเลสตัณหาใดๆ ทั้งปวง
รอบกายเขามีเพียงความดุร้ายเย็นชาที่แผ่กระจายออกมา ดวงหน้างดงามซึ่งเป็นถึงอดีตโฉมงามอันดับหนึ่งของแคว้นจ้าวเช่นนาง ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อเขาเลยแม้แต่น้อย