บทที่ 1.4
ปลายเท้าของสือเจี้ยนหาวแตะลงไปบนแง่งหิน พละกำลังทั้งหมดถูกรวบรวมมาใช้ กำลังภายในอันล้ำเลิศที่เขาร่ำเรียนมา เขาเองก็เพิ่งจะรู้สึกขอบคุณความพยายามอย่างหนักของตัวเองก็วันนี้
นานเหลือเกินที่ร่างใหญ่ร่วงลงไปในแนวดิ่ง ร่างกายของเขากระแทกเข้ากับแผ่นหิน มือของเขาครูดกับทุกอย่างที่เขาพยายามคว้า
แรงกระแทกครั้งแล้วครั้งเล่าส่งผลให้ร่างกายเจ็บปวดจนอย่างยอมแพ้ กระนั้นมือหนึ่งของเขาคว้ารากไม้ตามแนวผา สองเท้าไต่แง่งหิน ดวงตาแวววับจับจ้องมองหาทางรอด ก่อนที่เขาจะมองเห็นว่าด้านล่างเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาพลันเผยยิ้มให้แก่ความโชคดีของตัวเอง เพราะหากระยะทางยาวไกลกว่านี้ เขาคงจะหมดแรงไปเสียก่อนเป็นแน่ ต่อให้กำลังภายในหรือวิชาตัวเบาล้ำเลิศเพียงใด แต่การใช้มันออกมาในคราวเดียว ร่างกายก็คงรับไม่ไหวอยู่ดี
บางอย่างเย็นเยียบแตะลงไปบนใบหน้า สือเจี้ยนหาวขยับกายเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าไม่คุ้นเคยปรากฏต่อหน้าทำให้เขาขมวดคิ้ว คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
สตรีผู้นี้เป็นใคร…
“ท่านรู้สึกตัวแล้วหรือเจ้าคะ” หญิงสาวมีท่าทียินดีอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าเป็นใคร” ดวงตาคมของเขาหรี่ลง ทั้งยังถามด้วยน้ำเสียงซึ่งแฝงประกายคุกคาม
“ผู้มีพระคุณ ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ก่อนหน้านี้ จำได้หรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวก้มหน้าลงหลบดวงตาดุร้ายคล้ายปิศาจของชายหนุ่ม หากแต่ในใจได้แต่รู้สึกประหลาด
ดวงตาดุร้ายคล้ายดวงตาปิศาจคู่นี้ เพราะเหตุใดกลับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลางดงามของเขาไปเสียได้
นี่เป็นครั้งแรกที่นางพบบุรุษที่มีความงดงามไม่แพ้นาง ความงามที่นางไม่ได้อยากจะมี เพราะมันมักจะนำพาเภทภัยมาสู่คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งตัวนางเอง
สือเจี้ยนหาวนิ่งคิดเล็กน้อย ในที่สุดจึงนึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหมดสติได้ช่วยหญิงสาวหน้าตามอมแมมนางหนึ่งเอาไว้ เมื่อมองไปรอบๆ และพบว่าตัวเขาอยู่ห่างจากริมลำธารที่เขาหมดสติจึงอดที่จะมองกลับมายังหญิงสาวอีกครั้งไม่ได้
ศพของโจรหยาบช้าที่เขาสังหารหายไปแล้ว ตอนนี้รอบด้านมืดมิดล่วงเข้าสู่ตอนกลางคืน กองไฟส่งเสียงเปาะแปะเบาๆ
“หน้ากากของข้า” สือเจี้ยนหาวลูบไปที่ใบหน้าในยามที่เอ่ยถาม
“หนะ..หน้ากากหรือเจ้าคะ”
“ช่างเถิด” เขาตัดบทเมื่อมองเห็นใบหน้างงงันของนาง ในใจคาดเดาได้ว่าหน้ากากอาจจะหลุดไปตอนที่ถูกกระแสน้ำพัดก่อนหน้านี้ “เจ้าเคลื่อนย้ายข้าหรือ” สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้ว
...เขาถึงกับไม่รู้ตัว เช่นนี้เกรงว่าอาการบาดเจ็บของเขาคงหนักหนาเอาการ
“เจ้าค่ะ ท่านแช่อยู่ในน้ำครึ่งร่าง ขะ...ข้า เคลื่อนย้ายท่านไปไกลกว่านี้ไม่ไหว ก็เลยต้องทำเช่นนี้ ศพ...ศพ..นั่นหายไปแล้ว”
นางพูดด้วยความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน นึกถึงภาพตอนที่หมาป่าเข้ามาลากศพโจรผู้นั้นไป นางก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
“หมาป่ารึ” สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้ว
มิน่าเขาถึงร้อนยิ่งเพราะนางก่อกองไฟล้อมรอบพวกเขาเอาไว้ โดยทั้งสองนั่งอยู่ตำแหน่งกึ่งกลาง ข้างๆ มีกองฟืนขนาดย่อมและห่อสัมภาระอีกหลายห่อ รอบนอกมีแววตาวาววับของหมาป่าที่จดจ้องมายังพวกเขาอย่างหิวโหย
“เจ้าเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้หรือ จึงรู้ว่าทำเช่นนี้แล้วจะป้องกันหมาป่าได้”
“หมู่บ้านของเราก็โดนหมาป่าล่วงล้ำเข้าไปบ่อยๆ หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าหมาป่ากลัวไฟ” นางตอบเสียงเบา “ขะ...ข้าทำแผลให้ท่าน เอ่อ...แต่ว่าข้าไม่มีเสื้อผ้าบุรุษ...นี่คือเสื้อผ้าของ...ท่าน” นางเอ่ยขึ้นใบหน้าซับสีเลือดในมือมีเสื้อผ้าที่แห้งแล้ว
สือเจี้ยนหาวมองเสื้อสองสามตัวที่คลุมอยู่บนร่างเปลือยเปล่าของตัวเองแล้วไม่ได้พูดอะไร เพียงรับเสื้อผ้าของตัวเองมา ก่อนจะมองแผ่นหลังอรชรที่หันหลังกลับไปทันทีด้วยสายตาหลากหลาย
“เจ้าเป็นใคร ชื่อ...แซ่...เป็นคนที่ไหน”
“ข้าแซ่จู นามอี้หลินเจ้าค่ะ เป็นชาวเมืองเถาเซียง”
“เมืองเถาเซียงที่อยู่ตรงชายแดนหรือ” สือเจี้ยนหาวขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ เรากำลังจะอพยพเข้าไปอยู่อีกเมืองให้ห่างจากสงคราม แต่มาโดนปล้นเสียก่อน พวกเขา...พวกเขา ตะ...ตายหมดแล้ว ตายหมดเลย”
จูอี้หลินร้องไห้ออกมาเบาๆ ท่าทางอ่อนแอบอบบางของนาง ทำให้สือเจี้ยนหาวอดที่จะรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ เขาไม่ชอบสตรีที่เอะอะก็เอาแต่น้ำตาคลอเช่นนี้
หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตาเมื่อมองเห็นแววตาของอีกฝ่าย ตอนพบว่าเขาหมดสติไปนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เขาคือผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือนางเอาไว้ เมื่อพบว่าเขายังหายใจอยู่จึงไม่อาจทอดทิ้งเขาได้ ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าที่ขบวนเดินทางจะยังมีคนที่เหลือรอดอยู่บ้าง
