บท
ตั้งค่า

บทที่ 1.3

“เจ้าวางใจ พวกข้าไปไม่นานหรอก”

อีกด้านหนึ่งจ้าวเหยียนเจี๋ยเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลังซูหย่งจื้อ ผู้อาวุโสกว่าไม่ได้หันกลับมามอง เพียงแต่นั่งหันหลังให้ทุกคนอยู่ที่โต๊ะเงียบๆ แม้จะโกรธและไม่เห็นด้วย ทว่าเขาก็ยังตื่นแต่เช้ามาส่งทุกคนไปชายแดน

“ผู้อาวุโสซู”

“เอาไป” ซูหย่งจื้อวางขวดยาสามขวดลงไปบนโต๊ะโดยไม่ได้หันมามองใครทั้งสิ้น

“ยาสมานแผลอย่างดี พวกเจ้าเก็บเอาไว้คนละขวด ข้าเก็บเอาไว้กับตัวก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ข้ามีของดีเท่านี้ ที่เหลือคิดว่าฮูหยินเจ้าน่าจะมอบให้แล้ว” ซูหย่งจื้อเอ่ย

“ขอบคุณท่าน”

“อย่าตายเสียล่ะ” ซูหย่งจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยังคงโกรธกรุ่น ทว่าความหมายนั้นก็บ่งบอกแล้วว่าเขาก็ไม่ได้ห่วงใยทั้งสามคนที่ต้องเดินเข้าสู่สงครามน้อยไปกว่าทุกๆ คน

หลังจากออกเดินทางรอนแรมมาเกือบสิบวัน ในที่สุดจ้าวเหยียนเจี๋ย อู๋อิงสง และสือเจี้ยนหาวก็มาถึงป้อมเจิ้งจินที่ตั้งอยู่ระหว่างชายแดนสองแคว้น

สภาพของสนามรบเป็นไปอย่างที่ทุกคนหวั่น แคว้นหนานที่มีแม่ทัพซึ่งชำนาญภูมิศาสตร์มากกว่า กำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ

แม่ทัพของแคว้นจ้าวอย่างจ้าวเหยียนอิ่งถูกลอบสังหาร ทั้งยังโดนกองกำลังแคว้นหนานเข้าล้อมรอบอยู่ในหุบเขาหมาป่า ระหว่างที่กำลังออกไปช่วยเหล่าทหารที่ติดอยู่ที่นั่น ตอนนี้ผู้ที่รักษาการอยู่ที่ป้อมก็คือจางซานจิ่ว ซึ่งมีศักดิ์เป็นถึงพระสัสสุระขององค์จักรพรรดิ

จ้าวเหยียนเจี๋ยเข้าไปในป้อมด้วยความช่วยเหลือของจางซานจิ่ว พวกเขานำกองกำลังจำนวนหนึ่งฝ่าวงล้อมออกไปช่วยพาทุกคนที่ติดอยู่ในหุบเขาหมาป่าทันที ทว่าก็คาดไม่ถึงว่าจะโดนลอบโจมตีอีกครั้ง เพราะแคว้นหนานต้องการสังหารแม่ทัพแคว้นจ้าว กองกำลังที่ล้อมรอบอยู่จึงตั้งใจเล็งเป้าหมายมายังจ้าวเหยียนอิ่ง

“เจ้า...สาม” จ้าวเหยียนอิ่งเรียกเขาเสียงแผ่ว เขาจำเสียงของผู้เป็นน้องชายได้จึงส่งยิ้มให้

จ้าวเหยียนเจี๋ยซึ่งตอนนี้สวมหน้ากากอำพรางใบหน้าไว้ เหล่าทหารคนอื่นๆ จึงไม่รู้ว่าเขาก็คืออดีตปิศาจสงคราม

“พี่รอง ข้าจะพาท่านกลับเข้าไปในป้อม”

“แต่เราถูกล้อมเอาไว้”

“ยังมีทางอื่น”

จ้าวเหยียนเจี๋ยผูกร่างจ้าวเหยียนอิ่งที่บาดเจ็บแบกไว้บนหลัง เขาให้ทหารที่ติดตามมาทำเช่นเดียวกันกับนายทหารที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ก่อนที่ทั้งหมดจะขี่ม้าลึกเข้าไปในหุบเขาหมาป่า ทว่าไม่คาดคิดเลยว่าเส้นทางที่เคยเป็นความลับ กลับมีมือสังหารฝีมือดีเข้ามาขวาง

ม้าของจ้าวเหยียนเจี๋ยโดนศรของศัตรูจนแทบจะพาคนทั้งคู่ร่วงลงไปในหุบผา สือเจี้ยนหาวที่อยู่ในชุดสีดำอำพรางใบหน้าปรากฏตัวขึ้น เขาใช้กำลังภายในดีดตัวออกไป มือใหญ่รั้งทั้งสองกลับเข้ามายังปากหุบเขา

จ้าวเหยียนเจี๋ยเอื้อมมือไปจับขอบเหวเอาไว้ได้ ทว่าเมื่อเห็นขอบเหวที่สือเจี้ยนหาวเกาะเริ่มพังลง เขาจึงรีบคว้าสือเจี้ยนหาวเอาไว้ แม้จะหมิ่นเหม่แต่เขาก็ยังจับแขนเสื้อของอีกฝ่ายไว้ได้

สือเจี้ยนหาวเงยหน้าขึ้นมองสบตากับจ้าวเหยียนเจี๋ย สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นรวดเร็วจนไม่อาจใคร่ครวญถึงความผิดพลาด ขอบผาที่จ้าวเหยียนเจี๋ยเกาะอยู่เริ่มร้าว สือเจี้ยนหาวจ้องมองจ้าวเหยียนเจี๋ยนิ่ง ก่อนจะชักมีดสั้นของตนออกมา

“อย่าแม้แต่...” จะคิด...

จ้าวเหยียนเจี๋ยพูดยังไม่ทันจบประโยค สือเจี้ยนหาวก็ตัดแขนเสื้อของตนออกจนขาดสะบั้น หากยังมีเขาพ่วงอยู่อีกคนทั้งสามจะต้องตกลงไปแน่

“ดูแลน้องเล็ก...” เขายิ้มให้จ้าวเหยียนเจี๋ย

“ไม่นะ! อย่าทำแบบนี้ เจ้าไม่อาจ! ไม่! ไม่! ไม่!” จ้าวเหยียนเจี๋ยมองร่างที่ค่อยๆ ร่วงลงไปในหุบเหวมืดมิดอย่างสิ้นหวัง

เสียงร้องตะโกนของจ้าวเหยียนเจี๋ยกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขาหมาป่า ก่อนจะเบาลงเรื่อยๆ นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่สือเจี้ยนหาวได้ยิน หลังจากนั้นเสียงลมภูเขาก็ดังกึกก้องอยู่ข้างหู

การร่วงหล่นลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ผ้าคาดเอวและเสื้อผ้าของเขาปลิวไหวดังแข่งกับเสียงลม

หุบเหวนี้มีผู้ใดบ้างไม่รู้ว่ามันคือประตูสู่ยมโลก เพราะมันคือหุบเหวที่ลึกจนมองไม่เห็นก้น ด้านล่างมืดมิด ผู้ใดก็ตามที่ตกลงมาไม่เคยมีใครรอดกลับไปสักคน

‘พี่ใหญ่...รองเท้าหนังกวางของข้า...’

คล้ายใบหน้าคุ้นเคยของคนผู้หนึ่งมองมาที่เขา สือเจี้ยนหาวรวบรวมกำลังภายใน แตะปลายเท้าไปยังชะง่อนหิน มือก็คว้าเถาวัลย์หรืออะไรที่เขาสามารถคว้าเอาไว้ได้เพื่อชะลอความเร็ว

“ข้าจะตายไม่ได้”

...ใช่ เขาเพิ่งจะมีครอบครัว มีน้องสาว มีน้องชาย มีสหาย มีครอบครัวใหญ่ และเพิ่งจะได้เรียนรู้ถึงรสชาติของความสุขว่ามันเป็นเช่นไร ดังนั้นจะให้เขาละทิ้งมันไปน่ะหรือ

ไม่มีทาง!!!

ขณะที่คิดเขาก็ไถลตัวลงไปตามแนวของหน้าผา มีดสั้นคู่กายไม่สามารถปักลงไปในหินผาที่แข็งแกร่งได้ แขนทั้งสองข้างโดนหินบาดเป็นทางยาว

กิ่งไม้ที่ยื่นออกมาหลายกิ่งถูกเขาคว้าเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้เขาเกาะเกี่ยว ทว่าก็ช่วยชะลอความเร็วลงได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel