บทที่ 1.1
มองดูกระท่อมหลังแรกที่ดูธรรมดาที่สุด เจ้าของก็คือหม่าซือหยวน ศิษย์เพียงคนเดียวของเหยียนหว่านเอ๋อร์ ซึ่งตอนนี้เขากับเสี่ยวจู สาวใช้คนสนิทของเหยียนหว่านเอ๋อร์เพิ่งจะไหว้ฟ้าดินเป็นสามีภรรยากันได้ไม่นาน
เมื่อเดินอ้อมเนินเขาเล็กๆ ก็พบกับกระท่อมหลังถัดมา เจ้าของก็คืออู๋อิงสง พี่ชายร่วมสาบานคนรองของเหยียนหว่านเอ๋อร์ เขาอาศัยอยู่กับฮูหยินนามว่าอวิ๋นหยา
หลังถัดมาค่อนข้างใหญ่กว่าสองหลังแรก เพราะมีคนอาศัยอยู่ถึงสามคน คนแรกก็คือ สือเจี้ยนหาว พี่ชายร่วมสาบานอีกคนของเหยียนหว่านเอ๋อร์
คนที่สองก็คือซูหย่งจื้อ
คนสุดท้ายคือเฟิงชิง บุรุษผู้เต็มไปด้วยปริศนา เพราะเขาคืออดีตประมุขพรรคมาร ผู้ซึ่งหากออกไปนอกหุบเขา เขาก็ต้องสวมหน้ากากเพื่ออำพรางใบหน้า
กระท่อมหลังที่สี่ไม่ใช่ที่อยู่ แต่ถูกใช้เป็นโรงครัว ห้องกินข้าว และห้องเก็บอาหาร พวกเขาทั้งเก้าจะเข้ามานั่งรวมกันทุกครั้งที่กินข้าว ทำกับข้าว สรวลเสเฮฮา พูดคุยแบ่งปันสิ่งที่ทำมาให้กันและกันฟัง
กระท่อมหลังสุดท้าย จ้าวเหยียนเจี๋ยกับเหยียนหว่านเอ๋อร์ กระท่อมหลังนี้เป็นหลังที่ดีที่สุด เพราะอาการป่วยของเหยียนหว่านเอ๋อร์ เนื่องจากนางมีความรู้สึกไวต่ออากาศเย็น ดังนั้นกระท่อมหลังนี้จึงเป็นแบบปิด ภายในมีเตาผิงที่ต้องจุดไฟเอาไว้ตลอดเวลาในหน้าหนาว หน้าร้อนก็สามารถเปิดหน้าต่างระบายอากาศได้
พวกเขาทั้งหมดต่างก็มีอดีตที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา แต่ละคนต่างผ่านเรื่องราวเจ็บปวดแสนสาหัส จึงอยากจะหลบหนีจากเรื่องราววุ่นวายของโลกภายนอก เร้นกายเพื่อใช้ชีวิตเงียบๆ ทว่าใครเล่าจะคาดว่ายังคงมีเรื่องราววุ่นวายตามมาหลอกหลอน
“อะไรนะ!” น้ำเสียงโกรธกรุ่นของซูหย่งจื้อดังลั่นโรงครัว “พวกเจ้าไม่ได้ติดค้างพวกเขาแล้ว!” กล่าวจบก็ตบโต๊ะกินข้าวอย่างเดือดดาล
บ่ายวันนี้ระหว่างที่อู๋อิงสงกับจ้าวเหยียนเจี๋ยเข้าไปในตัวเมืองอู่ถง ทั้งนี้ก็เพื่อนำหนังสัตว์และสมุนไพรเข้าไปแลกของใช้จำเป็น ข่าวแคว้นหนานส่งทหารเข้ามาเข่นฆ่าชาวบ้านที่อยู่ระหว่างชายแดนสองแคว้น ส่งผลให้เป็นไปได้ว่าอาจเกิดสงครามระหว่างแคว้นขึ้นอีกครั้ง ซึ่งผู้นำทัพแคว้นจ้าวครั้งนี้คือจ้าวเหยียนอิ่ง พี่ชายของจ้าวเหยียนเจี๋ย
สงครามเริ่มปะทุมานานเกือบเดือนแล้ว จ้าวเหยียนอี้อดีตจักรพรรดิเองก็สละบัลลังก์ออกผนวช จักรพรรดิองค์ปัจจุบันคือจ้าวเหยียนเว่ย
ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ก็เกิดสงครามระหว่างแคว้น ทำให้ประชาชนต่างพากันสร้างข่าวลือต่างๆ ว่าจ้าวเหยียนเว่ยไร้ความสามารถ
“อาจารย์ ท่านใจเย็นลงหน่อย” เหยียนหว่านเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ซูหย่งจื้อกระซิบเสียงเบา
“ใจเย็นหรือ พวกเราอยู่อย่างสงบสุขมานานเพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชสำนัก เจ้าเองก็เพิ่งจะหายเป็นปกติ แต่เจ้าคิดจะส่งเจ้าเจี๋ยไปชายแดน เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ” ซูหย่งจื้อโมโหจนแทบจะพ่นไฟออกมา
เรื่องราวในอดีตกว่าที่เหยียนหว่านเอ๋อร์จะหาทางนำพวกเขาออกมาจากวังวนความวุ่นวาย ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ โดยเฉพาะจ้าวเหยียนเจี๋ย ที่เป็นถึงองค์ชายและแม่ทัพแคว้นจ้าว
ส่วนอู๋อิงสงก็เป็นรองแม่ทัพ
ยังมีสือเจี้ยนหาวที่เป็นองครักษ์เงาฝีมือดี
ในครานั้นนางแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้นางยังคิดจะหวนกลับไปอีก จะไม่ให้ซูหย่งจื้อโมโหได้อย่างไร
“อาจารย์ท่านก็ได้ยินแล้ว องค์ชายรอง...ข้าหมายถึงจ้าวเหยียนอิ่งไม่ใคร่จะชำนาญกับสภาพภูมิศาสตร์ทางเหนือ เขาอาจจะแพ้สงครามก็ได้”
“นั่นไม่ใช่เรื่องของเรา ตอนนี้เจ้าเจี๋ยไม่ใช่องค์ชาย ทั้งยังไม่ได้เป็นแม่ทัพแล้วด้วย” ซูหย่งจื้อยังคงไม่ยินยอม “ถ้าพวกเจ้าคิดจะให้ข้าเห็นด้วยละก็ อย่าหวัง!” เขาเอ่ยเสียงแข็งแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากกระท่อม
“เฮ้อ!” เหยียนหว่านเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังโกรธขึ้งนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจออกมา “พวกท่านพยายามเข้าใจอาจารย์เถิด เขาห่วงเพราะต้องดูแลอาการป่วยของข้า กว่าเราจะมีช่วงเวลานี้ไม่ง่ายเลย เขาจะโกรธก็เป็นเรื่องธรรมดา” นางกล่าวอย่างจนใจ
“ปล่อยเขาไปก่อนเถิด” เฟิงชิงเองก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ดูเหมือนผู้อาวุโสซูจะโกรธมาก ครั้งนี้ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เขาเคยโกรธ” อวิ๋นหยาที่ไม่ค่อยพูดมากก็ขมวดคิ้ว
“ข้าจะตามไปดูนะขอรับ” หม่าซือหยวนลุกขึ้นเดินตามซูหย่งจื้อไป เสี่ยวจูเองก็ตามไปกับเขาด้วย
“เรื่องนี้จะว่าไปเขาเองก็พูดถูก พวกเราไม่มีสิ่งใดติดค้างพวกเขาแล้ว” สือเจี้ยนหาวเอ่ยเสียงเรียบ เขาสบตากับเหยียนหว่านเอ๋อร์จากนั้นก็หันไปมองจ้าวเหยียนเจี๋ยที่เอาแต่นั่งเงียบ
“แต่หากจ้าวเหยียนอิ่งเกิดแพ้สงครามขึ้นมาเล่า เราไม่สามารถนิ่งดูดายปล่อยให้แคว้นหนานรุกล้ำเข้ามาตามใจได้เช่นนี้หรอกนะ” เหยียนหว่านเอ๋อร์ยังคงเป็นกังวล
“เขาอาจจะไม่แพ้ก็ได้” สือเจี้ยนหาวเถียง
