ตอนที่ 9 สวมรอย
และแล้วห้านาทีต่อมา...
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง เสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยชุดสูทสีดำสนิทก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดที่หน้าประตูร้าน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวขาผ่านประตู รวีร์ก็ขยับตัวเข้ามาขวางหน้าเขาก่อน
“รีบไปไหนน้องชาย”
น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่สายตาคมกริบกวาดมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน
“มีผู้หญิงจ้างให้น้องมาเป็นแฟนเขาใช่ไหม?”
คำถามที่แสนตรงจุดทำให้ ‘แม็กซ์’ เพื่อนสนิทของเพลงไทสะดุดกึก
“ชะ... ใช่ครับ”
“ไม่ต้องเข้าไปแล้ว กลับบ้านได้เลย”
“อ้าว! พี่… แต่ผมรับเงิน...”
“พี่เคลียร์กันแล้ว เดี๋ยวที่เหลือพี่จัดการเอง”
น้ำเสียงกดต่ำทรงอำนาจของเขา ทำให้แม็กซ์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สายตาเผลอไล่มองชายหนุ่มตรงหน้า... ร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาราวกับดารา เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นอย่างลวก ๆ แนบไปกับช่วงแขนกำยำ นาฬิกาหรูบนข้อมือสะท้อนแสงไฟวูบวาบ บ่งบอกฐานะที่ไม่ธรรมดา
แค่สบตากันไม่กี่วินาที เด็กมหาวิทยาลัยอย่างแม็กซ์ก็รู้ซึ้งทันทีว่าผู้ชายคนนี้เหมาะสมกับบทบาทแฟนของพี่เพลามากกว่าเขาหลายขุม
รวีร์กำลังจะหมุนตัวเดินเข้าไปในร้าน แต่นึกบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันกลับมา
“แล้วแหวนล่ะ?”
“นี่ครับพี่”
แม็กซ์รีบถอดแหวนทองเหลืองออกจากนิ้วนางข้างซ้าย ยื่นส่งให้ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างว่าง่าย
“อืม... ส่วนนี่ ค่าเหนื่อยของน้อง”
รวีร์ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรสีเทายื่นส่งให้ปึกหนึ่ง ทำเอาแม็กซ์ตาโต ความเหนื่อยล้าจากการนั่งวินมอเตอร์ไซค์ฝ่ารถติดมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง
“โห! ได้เยอะกว่าค่าจ้างไอ้เพลงตั้งสี่พันแน่ะ! ขอบคุณครับพี่!”
ชายหนุ่มยกมือไหว้ปลก ๆ ถึงจะมึนงงกับสถานการณ์แต่ก็ไม่อยากถามอะไรให้มากความ ขืนพูดมากถ้าอีกฝ่ายเกิดไม่พอใจแล้วเอาเงินคืน เขาก็ซวยน่ะสิ
แม็กซ์เดินย้อนกลับไปทางเดิมด้วยท่าทางคึกคักราวกับคนถูกลอตเตอรี่รางวัลเลขท้าย
รวีร์ก้มลงมองแหวนวงเล็กในมือ หัวแหวนสลักตัวอักษร L และ O เรียงกันอย่างเรียบง่าย
เขาเข้าใจได้แทบจะทันทีว่า แหวนอีกวงที่หญิงสาวสวมอยู่คงเป็นตัวอักษร V และ E
รวมกันเป็นคำว่า LOVE แบบซื่อ ๆ
เขาหลุดขำออกมาเบา ๆ ให้กับความไร้เดียงสาของเจ้าของแหวนคู่วงนี้
รวีร์สวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเองอย่างพอเหมาะพอดี มือใหญ่ผลักบานประตูร้านเข้าไปโดยไม่ลังเล สายตาคมสอดส่ายมองหาพิกัดโต๊ะของเป้าหมาย
ด้านเพลา นั่งจิบชาจนหมดไปถึงสองถ้วย รอจนเหงื่อตกทั้งที่อากาศในร้านเย็นเฉียบเสียจนขนแขนลุกเกรียว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าแฟนเช่าของเธอจะโผล่มาสักที
“เพลา! นั่นใช่แฟนแกรึเปล่า! เขากำลังเดินมาทางนี้แล้ว... คุณพระ! หล่อเป็นบ้า!”
เจ๊เกียวแทบร้องกรี๊ด น้ำเสียงตื่นเต้นเหมือนได้เจอพระเอกซีรีส์ตัวเป็น ๆ
“ว้าย... นี่มันผู้ชายระดับดาราได้เลยนะเนี่ย”
เป็นจังหวะเดียวกับที่เพลากำลังจะเอียงหน้าหันไปมองตามนิ้วชี้ของหัวหน้า
จุ๊บ!
สัมผัสอุ่นร้อนกดแนบลงที่ข้างแก้มเนียนของเธออย่างอุกอาจ!
เพลาเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ตกตะลึงกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอ
ตรงกันข้าม รวีร์กลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับการก้มลงจูบแก้มใครต่อหน้าคนทั้งร้านเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
เจ๊เกียวเอามือทาบอก สีหน้าปลื้มปริ่มจนแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่ เธอหันไปทุบแขนแฟนหนุ่มรัว ๆ
“บี๋ ดูสองคนนั้นสิ!”
แล้วหันกลับมาทางเพลาด้วยสายตาเป็นประกาย
“แฟนแกรุกเป็นไฟขนาดนี้ ไม่บอกกันก่อนเลยนะ!”
เพลายิ้มรับอย่างมึนงง ทั้งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
รวีร์โปรยยิ้มให้ทุกคนก่อนเดินอ้อมมานั่งเก้าอี้ข้างเธอ หญิงสาวกำลังจะลุกหนีออกจากเก้าอี้ ทว่ายังไม่ทันได้ขยับ ร่างบางก็ถูกท่อนแขนแกร่งฉุดให้เสียหลักล้มลงไปนั่งแหมะอยู่บนตักกว้างของเขาเต็ม ๆ
“เฮ้ย!”
“ที่รัก... ทำไมคุณต้องตกใจขนาดนั้นล่ะครับ”
เขาก้มลงกระซิบแผ่วเบาชิดใบหู น้ำเสียงทุ้มเรียบแฝงแววหยอกเย้า
“เดี๋ยวเพื่อนคุณก็คิดหรอกว่า... เราไม่ได้เป็นแฟนกันจริง ๆ”
คำว่า ‘แฟนกันจริง ๆ’ ถูกเน้นออกมาอย่างจงใจ ทำเอาเพลานิ่งไปชั่ววูบ แต่ในอกกลับสั่นสะเทือนเหมือนพายุไต้ฝุ่นพัดถล่ม เธอนึกอยากจะกดโทรศัพท์ด่าน้องชายนรกขึ้นมาครามครันว่าไปดิวเด็กคณะไหนมาทำไมมันถึงเล่นใหญ่เบอร์นี้! แต่ดูหน้าคุ้น ๆ เหมือนเคยเจอกันมาก่อน
‘นี่มันผู้ชายที่จูบผู้หญิงในลิฟต์!’
พอเหลือบมองสายตาคนรอบโต๊ะก็รู้ว่า ตอนนี้ไม่ใช่เวลาเหมาะจะทำอะไรให้แผนแตก หญิงสาวจึงฝืนกลืนน้ำลายและยอมตกกระไดพลอยโจนตามน้ำไปก่อน
“ที่รักคะ...” น้ำเสียงของเธออ่อนลงจนคนฟังแทบเคลิ้ม “เพลาเขิน... ขอกลับไปนั่งเก้าอี้ดี ๆ นะคะ”
รวีร์โน้มตัวลง ปลายจมูกโด่งแตะถูเบา ๆ ที่ต้นแขนเนียนของคนเป็นแฟนปลอม ราวกับเป็นภาษากายแบบคนคุ้นเคยกันดี เพลามองจิกจนลูกตาแทบหลุดออกมาจากเบ้า รวีร์เพียงหัวเราะ หึ ๆ แล้วคลายแขนออกปล่อยให้เธอกลับไปนั่งที่เดิม