ตอนที่ 8 รอแฟน
เพลาเดินวนไปวนมาตรงลานจอดรถอย่างกระสับกระส่าย จนในที่สุดก็ตัดสินใจกดโทรศัพท์หาน้องชายอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้โทรไปก็ได้เพียงแค่ฝากข้อความเสียงไว้
ครั้งนี้สัญญาณเรียกดังขึ้น ตู๊ด… ตู๊ด… เพียงสองครั้ง ปลายสายก็รับ เพลารีบพูด
“เพลง แกกับเพื่อนอยู่ไหน ทำไมช้าจัง?”
น้ำเสียงร้อนรนของคนเป็นพี่สาว ทำให้เพลงไทต้องรีบแก้ตัว
“ใจเย็นพี่เพลา รถมันติดวินาศสันตะโร ขยับแทบไม่ได้เลยเนี่ย”
ตามมาด้วยเสียงกุกกัก
“แบตจะหมด…”
และเสียงตะโกนคุยกันโหวกเหวกจากในสาย
“เชี่ยแม็กซ์! เลี้ยวซ้าย! ซ้าย! เลยซอยแล้วมึง กูบอกไปเมื่อกี้ไง เชี่ยเอ๊ย…”
ตู๊ด ตู๊ด...
สายตัดไปดื้อ ๆ เพลาถอนหายใจยาว พยายามระงับสติอารมณ์ และในจังหวะนั้นเอง สายตาเธอก็เหลือบไปเห็นรถยนต์คันคุ้นตาของหัวหน้าแผนกเลี้ยวเข้ามาจอด เพลาสะดุ้งโหยง รีบเดินอ้อมไปทางประตูด้านหลังร้านอย่างเร่งด่วน เพื่อเข้าไปนั่งสแตนด์บายที่โต๊ะก่อนจะถูกจับพิรุธได้
โต๊ะที่เจ๊เกียวเลือกอยู่ติดริมกระจกใส เพลานั่งลงบนเก้าอี้ มือเรียววางบนตักแน่น แม้หัวใจจะเต้นแรง แต่เธอยังคงฝืนเก็บสีหน้าให้เรียบเฉย
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ๊เกียวในชุดจัดเต็มก็เดินควงคู่เข้ามากับแฟนหนุ่ม หัวหน้าแผนกชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย สายตาจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่แน่ใจ
‘ผู้หญิงชุดเดรสซาตินสุดเซ็กซี่คนนี้คือ... ไอ้เพลา! ป้าแว่นเฉิ่มเชยประจำออฟฟิศคนนั้นจริง ๆ น่ะนะ!’
กรรณีกะพริบตาปริบ ๆ ราวกับสมองยังไม่ยอมเชื่อสิ่งที่เห็น
“สวัสดีค่ะ เพลาค่ะ”
เพลายกมือไหว้พลางส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้ชายหนุ่มข้างกายหัวหน้า
“น้องเพลาก็น่ารักดีนี่ครับ”
แฟนเจ๊เกียวเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร
“ไม่เห็นเฉิ่มเชยอย่างที่คุณบอกผมไว้เลย”
“ก็งั้น ๆ แหละค่ะบี๋”
เจ๊เกียวเบ้ปาก ยกคางขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“แค่อาบน้ำแต่งตัวใหม่ ที่เหลือก็แต่เทคนิคการแต่งหน้าล้วน ๆ”
คำพูดนั้นเหมือนเอ่ยกับคนข้างกาย หากสายตากลับยังไม่ละจากสาวสวยตรงหน้า
เพลาหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ คิดในใจ
‘เจ๊คงเอาเพลาไปนินทาเสีย ๆ หาย ๆ ไว้เยอะสิท่า รอให้เพื่อนเพลงไทมาถึงก่อนเหอะ เจ๊ได้อึ้งกว่านี้แน่’
“แล้วแฟนแกล่ะ” เจ๊เกียวเปิดฉากกวาดสายตาจับผิดรอบโต๊ะ “ไม่เห็นมาด้วยกันเลย”
“อ๋อ... ไปเข้าห้องน้ำค่ะ เดี๋ยวก็มา” เพลาฉีกยิ้มสู้
ทว่าเวลาผ่านไปเกือบสิบนาที นั่งมองเจ๊เกียวป้อนขนมแฟนหนุ่มจนเอียน แต่เงาของพ่อเทพบุตรวิศวะก็ยังไม่โผล่มา เพลาเริ่มนั่งไม่ติดเก้าอี้
“เอ่อ... เพลาขอตัวไปตามแฟนที่ห้องน้ำแป๊บหนึ่งนะเจ๊”
หญิงสาวปลีกตัวเดินแกมวิ่งออกมาจนพ้นรัศมีโต๊ะอาหาร ทว่าแทนที่จะไปห้องน้ำตามที่บอก เธอกลับก้าวพรวดออกมาตรงมุมอับใกล้พุ่มไม้ข้างร้านเพื่อต่อสายหาน้องชายทันที
“รับสายสิเพลงไท แกจะเทพี่แบบนี้ไม่ได้นะ”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ‘รวีร์’ กำลังเดินควงสาวคนใหม่มาถึงหน้าร้าน ทว่าเสียงสนทนาอย่างร้อนรนที่ดังแว่วมาจากหลังพุ่มไม้กลับทำให้เขาชะลอฝีเท้าลง สายตาคมกริบตวัดไปตามเสียง เขาขมวดคิ้วทันที
‘ยัยเปิ่น!’
รวีร์หรี่ตาลง แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
ผู้หญิงท่าทางเปิ่น ๆ ที่เขาเจอวันก่อน กลับยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวในลุคสาวสวยสุดเซ็กซี่ ชายหนุ่มยกยิ้มอย่างพึงใจ เขาหันไปหาหญิงสาวข้างกาย
“ฝน คุณกลับไปก่อน ผมมีธุระต้องไปจัดการนิดหน่อย”
คู่ควงสาวเลิกคิ้วงง ๆ แต่ก็ยอมหอมแก้มเขาแล้วเดินจากไปอย่างว่าง่าย
รวีร์ค่อย ๆ สืบเท้าเข้าไปใกล้พุ่มไม้เงียบ ๆ ขณะที่เพลากำลังโวยวายใส่ปลายสาย
“อะไรนะ! รถโดนชนท้าย?!”
เพลายกมือซับหน้าผากอย่างใจหายใจคว่ำ
“อ๋อ…โอเค เพื่อนแกนั่งวินมาแทน อีกห้านาทีถึงนะ โอเค ๆ”
“เพื่อนแกใส่สูทดำ เชิ้ตขาวใช่ไหม... อืม ๆ แกก็ดูแลตัวเองด้วย”
เพลารัวคำพูดใส่สาย
“อย่าลืมเตือนเพื่อนแกนะเพลงว่าแหวนคู่ที่ให้ไปน่ะ เอาไว้ใช้ยืนยันสถานะแฟนเลยนะเว้ย ห้ามทำหายเด็ดขาด!”
ประโยคสุดท้ายทำให้คิ้วของรวีร์ขมวดเข้าหากันทันที
หญิงสาวกดวางสาย แล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในร้าน ส่วนรวีร์ยังยืนอยู่ที่เดิม เขาพยายามประติดประต่อเรื่องราวจากบทสนทนาที่ได้ยินเพียงเสี้ยวเดียว แต่ก็พอเดาได้ว่าเธอกำลังจัดฉากอะไรบางอย่าง
‘แฟนกำมะลอ’
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัวอย่างเป็นรูปเป็นร่าง และเมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน วันที่เธอขอให้เขาเป็นแฟนให้เพียงหนึ่งวัน คำตอบก็ดูจะชัดเจนยิ่งขึ้น
‘ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง…’
เรียวปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย จู่ ๆ เขาก็สงสัยขึ้นมาว่า ถ้าเขาเป็นคนยืนอยู่ข้างเธอในสถานการณ์นั้น เธอจะทำหน้ายังไง