ตอนที่ 6 ผมยังไม่ตอบ
มือทั้งสองข้างกำถุงแป้งเค้กแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนได้ยินเสียงสะท้อนชัดในอก
ชายหนุ่มตรงหน้ามองเธอเงียบ ๆ เขาไม่แสดงท่าทีว่าจะตกใจหรือขำขันอย่างที่เธอเผื่อใจไว้ แต่เป็นความนิ่งที่กดทับจนเพลารู้สึกอึดอัด
‘ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันขอเลือกเงินห้าพันนั่นแล้วกลับบ้านดีกว่า’
“คุณ… ขอแบบนี้กับคนแปลกหน้าบ่อยไหม?”
คำถามนั้น ทำให้เพลารู้สึกเหมือนโดนฝ่ามือล่องหนตบเข้าที่หน้าเต็มแรง ร่างบางชะงัก ลำคอแห้งผากขึ้นมาทันที
“ไม่...” เพลาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังขึ้น “นี่เป็นครั้งแรก... และก็คงเป็นครั้งเดียวในชีวิตด้วยค่ะ”
หญิงสาวฝืนเงยหน้าขึ้นสบตาคมเข้มคู่นั้นตรง ๆ ทั้งที่ในใจอยากหันหลังวิ่งหนี
“ถ้าคุณคิดว่ามันน่ารำคาญหรือไร้สาระก็ลืมมันไปเถอะค่ะ ถือว่าเมื่อกี้ฉันไม่เคยพูดอะไรออกมาเลยก็แล้วกัน”
เธอพูดรวดเดียวจบ คล้ายกลัวว่าถ้าหยุดหายใจเมื่อไร ความกล้าทั้งหมดจะหายไปพร้อมกัน
ชายหนุ่มหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ราวกับนึกขำในท่าทางประหม่าปนอวดดีของอีกฝ่าย เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋ากางเกง แตะหน้าจอสองสามครั้ง ก่อนจะยื่นมาให้
“พิมพ์เบอร์ของคุณมาสิ”
เพลาจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์สลับกับดวงตาของเขาอย่างงุนงง
“หมายความว่า…?”
“หมายความว่าผมยังไม่ตอบ”
เขาขยับก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่แสนกวนประสาท ใบหน้าคมคายโน้มลงมากระซิบแผ่วที่ข้างใบหู
“แต่ถ้าคุณ... อยากให้ผมตอบตกลงตรงนี้เลยล่ะก็...”
ลมหายใจอุ่นรดผ่านข้างแก้ม ทำให้เพลาสะดุ้งถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
“ฉันไม่ได้ง่ายเหมือน...“
เพลาหยุดคำพูดของตัวเองไว้ได้ทันท่วงที
ภาพริมฝีปากของเขาที่แนบกับผู้หญิงคนนั้นในลิฟต์ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพ่นออกมาแรง ๆ
“ช่างมันเถอะค่ะ”
“ผมก็ไม่ได้บังคับนะ เอาที่คุณสบายใจเลย”
เขายิ้มยั่วเหมือนจงใจจะยั่วโมโหเธอ
เพลาเกือบจะยัวะตาม เธอส่ายหน้าไปมาด้วยความระอา ก่อนถอยออกห่างจากรัศมีของคนอันตราย เธอหันหลังก้าวฉับออกไปกวักมือเรียกแท็กซี่เพื่อตรงกลับบ้านทันที
ชายหนุ่มยืนล้วงกระเป๋ามองตามแผ่นหลังบางที่ก้าวขึ้นรถแท็กซี่ไปจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวหายไปในสายตา
“ผู้หญิงอะไร… บ้าพิลึก”
เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปด้านในห้างสรรพสินค้า
“กลับมาแล้วค่ะ...”
เพลาพูดเสียงห้วน เดินหน้าคว่ำเข้ามาในบ้านจนผู้เป็นแม่ที่กำลังวุ่นวายอยู่หน้าเตาแก๊สในครัวต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ
“อ้าวเพลา มีเรื่องอะไรรึเปล่าลูก?”
“พี่เพลาโดนเหยียบหางมาแน่เลย ฮ่า ๆ ๆ”
น้องชายวัยยี่สิบเอ็ดปีที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านตำราอยู่ที่โต๊ะไม้ริมหน้าต่าง ตะโกนแซวขึ้นมา
“เดี๋ยวเจอมะกอกแห้ง!”
เพลาชูกำปั้นขู่ฟ่อใส่หน้าน้องชาย ก่อนจะเดินเข้าไปอ้อนผู้เป็นแม่
“แม่จ๋า... เพลาหลุดปากทำเรื่องบ้า ๆ ลงไปอีกแล้ว ฮือ...”
“เพลา มีอะไรค่อย ๆ เล่าให้แม่ฟังเถอะลูก”
วิกานดาดึงร่างของลูกสาวเข้ามาลูบหลังปลอบอย่างอ่อนโยน
“คือว่า…”
“ทรงนี้ ทะเลาะกับเพื่อนที่ทำงานมาแหง ๆ”
เพลาชะงักกึก คำพูดที่กำลังจะเล่าถูกน้องชายชิงตัดหน้าพูดแทนหมด เธอได้แต่ก้มหน้าผงกหัวยอมรับกลาย ๆ
“โอ๊ย! แทงบอลให้มันถูกแบบนี้มั่งเหอะ”
เพลงไทกำมือแน่น ทุบโต๊ะอย่างหงุดหงิด แต่พอเห็นสีหน้าสลดเศร้าของพี่สาว เขาก็นิ่งไปวูบหนึ่ง คำพูดที่เพิ่งหลุดออกไปย้อนกลับมาทิ่มตัวเอง
‘เฮ้อ…ไม่น่าไปซ้ำเติมพี่เพลาเลยเรา’
เขาขยับตัวเหมือนอยากเข้าไปปลอบ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนทิศ เดินไปพิงกรอบประตูห้องครัว เงียบฟังพี่สาวพูดต่อ
“เพลาเผลอไปพูดว่าแฟนเจ๊เกียวไม่หล่อ แล้วก็บอกว่า... เพลามีแฟนหล่อกว่าด้วย”
“ทั้งที่ตัวเองยังไม่มีอะนะ”
หญิงสาวตวัดสายตาดุมามองน้องชาย
“นายเพลง!”
เพลงไทหุบปากแทบไม่ทัน
“แกอยากมีชีวิตรอดไปถึงพรุ่งนี้ไหมห๊ะ!”
“โอเค ต่อ ๆ”
เขารีบชูสองมือยอมแพ้ เพลาเลยหันกลับมาหาแม่ ก่อนจะเล่าต่อ
“แล้วเจ๊เกียวก็เลยยื่นคำขาด ท้าให้เพลาพาแฟนไปเปิดตัววันเสาร์นี้ ทุ่มตรง...”
เพลาซบหน้าลงกับไหล่ของแม่พลางพูดเสียงอู้อี้
“ถ้าพาแฟนมาไม่ได้… เจ๊เกียวจะย้ายเพลาไปอยู่ฝ่ายคลังสินค้าแทนค่ะแม่”
“โห... ถึงขั้นท้าเปิดตัวเลยเหรอ” เพลงไทเบ้ปาก “นี่ที่ทำงานหรือคอนเทนต์เปิดตัวแฟนลงโซเชียลครับเนี่ย”
เพลามองค้อน “แต่มันเรื่องจริงนะเพลง”
“ก็จริงไง” เขาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “จริงจนต้องมีแฟนหลอก ๆ คิดดู”