ตอนที่ 4 ปากพาซวย(2)
เพลาก้มมองชุดที่ตัวเองใส่มาทำงานทุกวัน เสื้อเชิ้ตสีเรียบ กางเกงผ้าทรงทื่อ ๆ แถมสวมแว่นสายตากรอบหนา เธอมักถูกเพื่อน ๆ ล้ออยู่เสมอว่าเป็น ‘ป้าแว่นใจเกินร้อย’ ทั้งที่ทำงานเป็นดีไซเนอร์ แต่กลับแต่งตัวเหมือนตั้งใจหลบสายตาผู้ชายทั้งโลก
แต่ถึงใครจะพูดอย่างไร เพลาก็เถียงขาดใจ เพราะนี่แหละคือตัวตนของเธอ
‘คนเปิ่นที่จริงใจ’ พูดตรงเหมือนขวานผ่าซาก และมักคิดอะไรไม่ทันปากตัวเอง
"แล้วแกจะเอายังไงต่อ?"
แพรพิมพ์ถามพลางเท้าสะเอว ท่าทางเหมือนแม่ที่กำลังยืนเทศนาลูกสาวที่เพิ่งเอาไม้ขีดไฟไปโยนใส่ถังแก๊ส
“เวลาจะพูดอะไร หัดมีสติคิดก่อนพูดบ้างเหอะ”
เพลาสวนกลับในใจอย่างไม่สำนึก ‘ก็ตอนนั้นของมันกำลังขึ้นนี่หว่า!’
“แกคิดว่าเจ๊เกียวจะย้ายฉันไปแผนกคลังสินค้าจริงป่ะ?”
คำถามหลุดออกไปทั้งที่ในใจรู้คำตอบดีอยู่แล้ว เปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้มันสูงเทียมยอดตึกใบหยก และทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับระดับอารมณ์ล้วน ๆ ของหัวหน้าสาวจอมเหวี่ยง
เพลาฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานอย่างหมดสภาพ ร่างกายไร้เรี่ยวแรงเหมือนแบตเตอรี่ชีวิตลดฮวบเหลือศูนย์ ในหัวมีความคิดเดียวแล่นวนไปวนมา... รู้งี้เป็นใบ้ตั้งแต่เกิดก็ดี!
พอถึงเวลาเลิกงาน แม้จะแก้งานเสร็จและส่งไฟล์ทันเวลา แต่สมองของเพลากลับไม่ยอมเลิกงานไปด้วย
ความเครียดเรื่องนัดเปิดตัวแฟน(กำมะลอ)อีกสามวันข้างหน้ายังวนกลับมาเตือนสติเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกลัวว่าเธอจะลืมไปว่าชีวิตการทำงานกำลังจะพังพินาศ
“ไป ๆ เก็บของกลับบ้านได้แล้วแก อย่าเครียดไปเลย เดี๋ยวทุกอย่างมันก็มีทางออกเองแหละน่า”
เสียงปลอบของแพรพิมพ์ดังขึ้น
ถัดจากแพรพิมพ์คือ ‘เจ๊เดซี่’ รุ่นพี่กะเทยสาวคนสนิทในแผนก ร่างผอมเพรียวระหงแต่พลังเสียงระดับลำโพงงานวัด ชื่อจริงตามบัตรประชาชนคือ ‘เดชเดชา’ ซึ่งไม่มีใครเรียก และไม่มีใครกล้าเรียกด้วย
“เพลาพิลาสรัศมี~”
เดซี่ลากเสียงยาวอย่างมีจริต
“คืนนี้ไปทองหล่อกับเจ๊ไหมลูก เผื่อจะสอยผู้ชายติดมือกลับมาได้สักคน”
“ไม่ไหวหรอกเจ๊… เพลาไม่กล้า” เพลาตอบเสียงอ่อย
“ลองดูหน่อยสิแก เผื่อส้มหล่นมาใส่หัวสักลูกสองลูก”
‘ดลยา’ เพื่อนสาวอีกคนในแผนกตะโกนข้ามโต๊ะมาเชียร์ราวกับอยู่ขอบสนาม
“ไม่เอาหรอก กลัวจะได้ส้มเน่าอะดิ” เพลาส่ายหน้าพัลวัน
“โอ๊ย… อีนี่!”
เดซี่เอานิ้วชี้จิ้มหน้าผากเพลาเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้
“พวกฉันสามคนตั้งใจจะช่วยแกหาทางออกนะ ยังจะมาเล่นตัวอีก งั้นแกก็เตรียมไปกราบตีนนังเกียว ขอให้มันอโหสิกรรมให้ก็แล้วกัน”
เดซี่เชิดหน้าหมุนตัวไปคล้องแขนแพรพิมพ์
“ไปกันเถอะ แพรพิมพ์มณีแก้ว~”
“กลับดี ๆ นะแก”
แพรพิมพ์หันมาตะโกนทิ้งท้ายก่อนที่สามสาวจะเดินพ้นประตูห้องทำงานไป
เพลาจัดกระเป๋าเตรียมกลับบ้านแล้วเดินออกจากออฟฟิศไปเงียบ ๆ เธอก้มหน้าก้มตาเดินไปยืนรอลิฟต์ ในหัวสมองว่างเปล่า... ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาเรื่องคอขาดบาดตายนี้ไปปรึกษาใครดี
ขณะยืนเหม่ออยู่ ประตูลิฟต์ก็เปิดออก
มีชายหญิงคู่หนึ่งยืนกอดกันกลม ราวกับลิฟต์เป็นห้องส่วนตัว
เพลาชะงักไปจังหวะหนึ่ง แต่ก็ก้าวเข้าไปยืนด้านในแบบคนไม่รู้จะถอยไปทางไหน
ประตูลิฟต์ปิดสนิทลง เพลารีบกดปุ่มเลือกชั้นแล้วเบนหน้าหนีแทบไม่ทัน เมื่อหางตาดันเหลือบไปเห็นริมฝีปากของทั้งคู่แนบกันพอดี เสียงจูบดังจ๊วบ ตามด้วยเสียงคราง “อือ…” แผ่วเบาของฝ่ายหญิงดังชัดในพื้นที่แคบ ๆ แบบนี้
คนนอกอย่างเธอหน้าแดงวาบ เหมือนโดนลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทั้งที่ยืนเฉย ๆ
ไหล่บางเฉียดเข้ากับแผ่นหลังของฝ่ายชายโดยไม่ได้ตั้งใจ ความร้อนผ่าวจากร่างกายของคนอื่นแผ่เข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เพลายืนหลังตรงแน่ว ทำตัวลีบที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทำได้ ภาวนาในใจให้ลิฟต์วิ่งเร็วขึ้น
แต่เมื่อเงยหน้ามองเพดานก็ต้องรู้สึกผิด เหมือนกดดูหนังเรตอาร์โดยไม่ได้ตั้งใจ
ครั้นจะก้มมองพื้นก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เพราะเงาสะท้อนจากโลหะลิฟต์ มันดันสะท้อนภาพนัวเนียของคู่รักชัดเจนโดยไม่มีเซนเซอร์ เพลาเลยตัดสินใจ ยืนจ้องตัวเลขชั้นลิฟต์อย่างจริงจัง
ชั้นสิบ… เก้า… แปด…
จ๊วบ... เสียงดูดปากกันอย่างดูดดื่มดังขึ้นมาอีกครั้ง จนเพลาสะดุ้งเผลอหลุดปากอุทาน
“เอ่อ!”
เธอรีบไอแก้เก้อ แต่ดันไอแรงเกินไป จนฟังดูเหมือนคนป่วยระยะสุดท้าย พร้อมกับท่องในใจ ฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้ ฉันคืออากาศ ฉันคือป้ายเตือนห้ามสูบบุหรี่
ความประหม่าทำให้มือไม้ปัดป่ายเผลอไปกดปุ่ม ซึ่งก็ไม่ทันเห็นว่าโดนปุ่มอะไร
รู้ตัวอีกที ลิฟต์ก็ส่งเสียง ติ๊ง!
แล้วหยุด… ที่ชั้นสาม แต่ประตูไม่เปิด
เพลาหน้าชาดิก หัวใจหล่นวูบไปกองอยู่ตรงตาตุ่ม
‘ไม่นะ... อย่าหยุดนะเว้ย! ฉันไม่ได้อยากอยู่เป็นพยานรักให้ใครในลิฟต์นี้นะ!’
เธอฝืนยิ้มแห้ง พึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ไปต่อ…”
แต่ลิฟต์ไม่ไป เหมือนเบื้องบนอยากให้เธอเรียนรู้บทเรียนชีวิตให้ครบถ้วนก่อน
เพลาได้แต่หลับตาแน่น ทำตัวเหมือนหุ่นโชว์หน้าห้าง
หากชีวิตจริงมีปุ่ม Alt + F4 เหมือนคอมพิวเตอร์ เพลาคงกดไปนานแล้ว
และจะกดซ้ำสองครั้ง เผื่อปุ่มมันค้าง!