ตอนที่ 2 กลายเป็นคนที่หายไป
“ถึงแล้วค่ะ บ้านคุณยาย”
บ้านปูนสีขาวชั้นเดียวโอบล้อมด้วยต้นไม้และดอกไม้ตลอดแนวรั้ว อีกทั้งเหนือประตูทางเข้ามีซุ้มเฟื่องฟ้าออกดอกสีขาวแน่นสะพรั่ง ยามลมโชยแรงกลีบดอกก็ร่วงกราวลงเกลื่อนพื้น
“บ้านคุณยายของเพลาน่าอยู่จังครับ”
ก้องการจน์กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยใบหน้ายิ้มละมุน รอยยิ้มอบอุ่นนั้นทำให้เพลารู้สึกว่า เขาน่าจะชอบที่นี่อย่างที่บอกจริง ๆ
ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งเลื่อนประตูไม้ให้กว้างขึ้น แล้วค่อย ๆ ประคองสาวน้อยก้าวเข้าไปด้านในอย่างช้า ๆ และยิ่งเห็นว่าเธอเริ่มทิ้งน้ำหนักลงที่ข้อเท้าซ้ายลำบาก เขาก็เสนอตัวให้ความช่วยเหลือเพิ่ม
“พี่อุ้มไหม?”
เพลาส่ายหน้าทันที
“ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวเพลาขอนั่งพักตรงนี้แป๊บหนึ่งก็พอค่ะ”
“โอเคครับ”
จากนั้นเขาก็พยุงแขนพาเธอไปนั่งพักที่ม้านั่งตัวยาวข้างประตูตามที่เธอบอก
“มาแล้วเหรอเพลา"
เสียงคุณยายร้องตะโกนดังมาจากทางหลังบ้าน ไม่กี่อึดใจ หญิงชราในชุดกระโปรงผ้าลายดอกก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกำต้นตะไคร้มาด้วย เหมือนคุณยายน่าจะเพิ่งไปถอนมาสด ๆ จากกอหลังบ้าน
"อ้าว... แล้วนั่นพาใครมาด้วยน่ะ”
ก้องการจน์รีบลุกขึ้นยกมือไหว้อย่างมีสัมมาคารวะ
“สวัสดีครับคุณยาย ผมชื่อก้องครับ”
“คนที่เคยให้ช็อกโกแลตเพลาที่โรงพยาบาลเมื่อหลายปีก่อนไงคะคุณยาย”
เพลาก้มมองข้อเท้าตัวเอง พลางเอ่ยเสริมคพพูดเขาโดยไม่ได้คิดอะไร
“อุ๊ยตาย! บุพเพสันนิวาสแท้ ๆ ยายจำได้ ตอนนั้นเพลาหวงช็อกโกแลตนั่นมากจนไม่ยอมแกะกินเลยนะ แถมเอาไปเก็บไว้ในลิ้นชักจนมดขึ้นแน่ะ”
หญิงชราหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“อ๋อ... ที่แท้ก็เป็นของพ่อหนุ่มนี่เอง”
เสียงหัวเราะของคุณยายทำให้ก้องการจน์พลอยหัวเราะตามไปด้วยอย่างนึกเอ็นดูหลานสาวของคุณยาย มีเพียงเพลาคนเดียวที่หน้าแดงแจ๊ดลามไปถึงใบหู เวลานั้นเธอรู้สึกอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียให้พ้น ๆ
“แล้วนี่... บังเอิญเจอกันได้ยังไงล่ะ?” คุณยายยังคงซักไซ้ต่อด้วยความสงสัย
“เพลาซุ่มซ่ามเองค่ะ มัวแต่มองนกชมฟ้าไม่ทันระวังถนน พอรถพี่ก้องขับสวนมาเพลาเลยตกใจ บังคับล้อจักรยานไม่อยู่พุ่งชนกำแพงเต็ม ๆ เลยค่ะ”
หญิงชรารีบยกมือขึ้นทาบอก
“ตาเถรยายชี! ขวัญเอ๊ยขวัญมานะหลานยาย แล้วนี่เจ็บตรงไหนบ้างไหมลูก?”
“ข้อเท้าแพลงนิดหน่อยค่ะ พี่ก้องเลยอาสาเดินมาส่ง”
น้ำเสียงของเด็กสาวยังคงสดใสไร้เดียงสา
“จริง ๆ เป็นความผิดของผมเองครับคุณยาย ขับรถไม่ระวังเอง” ชายหนุ่มยืดอกออกตัวรับแทน
“ไม่ใช่นะคะ! เพลาซุ่มซ่ามเอง”
“เอาละ ๆ ไม่ต้องเถียงกันหรอก ยายเข้าใจว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”
คุณยายก้มมองข้อเท้าซ้ายของหลานสาวแวบหนึ่ง
“เดี๋ยวยายไปหยิบยานวดในบ้านมาให้”
คล้อยหลังที่หญิงชราเดินเข้าไปรื้อหาของในตู้ยา เพลาก็ชะเง้อคอมองตามและนึกขึ้นได้ถึงของที่ติดตัวมา
“คุณยายคะ แม่ฝากสาคูไส้หมูมาฝากด้วยนะคะ แต่มัน...”
“ช่างมันเถอะลูก! เดี๋ยวยายทำให้ใหม่ อร่อยกว่าของแม่เราอีก” เสียงคุณยายตะโกนตอบกลับมา
“แต่เช้านี้ ยายทำต้มข่าไก่ไว้นะ ใครยังไม่ได้ทานข้าวเช้ายกมือขึ้นเลย!”
ทั้งเพลาและก้องการจน์ต่างยกมือขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย หญิงชราเดินออกมาพร้อมเสียงหัวเราะร่วน พลางยื่นกระปุกยานวดสมุนไพรส่งให้หลานสาว
“รออีกนิดนะลูก เดี๋ยวยายจัดโต๊ะอาหารแป๊บเดียว”
“ให้ผมช่วยไหมครับ?”
“ไม่ต้องหรอกจ้าพ่อหนุ่ม อยู่คุยเป็นเพื่อนยัยเพลาตรงนี้แหละ”
คุณยายบอก ก่อนจะหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังห้องครัวทันที
เพลายิ้มตามหลังให้กับคุณยาย จากนั้นก็ก้มลงพยายามทายาสมุนไพรที่ข้อเท้าตัวเองอย่างทุลักทุเล ทว่าเพราะอาการปวดแปลบทำให้เธอเอื้อมมือไปไม่ค่อยถึง
เห็นดังนั้น ก้องการจน์จึงรีบฉวยกระปุกยาไปจากมือของเด็กสาว ปาดเนื้อครีมสีขาวนวลมาไว้ที่ปลายนิ้ว แล้วย่อตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นไม้ เขาค่อย ๆ ประคองข้อเท้าเล็กข้างที่บาดเจ็บขึ้นมาวางไว้บนหน้าขาของตัวเองอย่างเบามือ
“พี่ก้อง!”
เพลาสะดุ้ง รีบดึงเท้ากลับ
“อย่าดื้อสิ พี่ช่วย”
น้ำเสียงของเขาเข้มขึ้นปนดุหน่อย ๆ ทำให้เพลาไม่กล้าขยับเขยื้อนอีก
“เพลาแวะมาเยี่ยมคุณยายบ่อยเหรอ?”
ชายหนุ่มเอ่ยปากชวนคุยทำลายความเงียบระหว่างที่ฝ่ามืออุ่นค่อย ๆ คลึงยานวดลงบนผิวบางอย่างอ่อนโยน
“บ่อยค่ะ วันหยุดเพลาชอบมานั่งวาดรูปเล่นที่นี่” เธอยิ้มหวานให้เขา
“พี่ก็ชอบวาดรูปนะ”
“จริงเหรอคะ! งั้นเรามาวาดรูปแข่งกันไหม?”
ไม่รู้ว่าเกิดนึกสนุกอะไรขึ้นมา เพลาจึงเอ่ยปากท้าทายเขาออกไปอย่างนั้น
“ได้เลย... แต่ตอนนี้พี่ไม่มีอุปกรณ์อะไรติดตัวมาเลยนะ”
เขาแบฝ่ามือหนาทั้งสองข้างออกให้เธอดูประกอบ
“ไม่เป็นไรค่ะ เพลาให้พี่ก้องยืมก่อน เดี๋ยวค่อยคิดตังค์ค่าเช่าอุปกรณ์ทีหลัง”
ก้องการจน์อมยิ้ม แววตาประกายล้อเลียน
“งกจังนะเรา”
เพลาตอบสวนทันที
“เป็นการหารายได้พิเศษค่ะ”
ก้องการจน์ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกถูกชะตากับเด็กผู้หญิงคนนี้นัก รู้เพียงว่าอยู่ใกล้แล้วสบายใจ และรอยยิ้มของเธอก็ช่วยเยียวยาบาดแผลบางอย่างในใจเขาได้อย่างประหลาด
หลังจากร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเช้าแสนอร่อยฝีมือคุณยายเสร็จสิ้น ในช่วงสาย เพลากับก้องการจน์ก็พากันมาปูเสื่อนั่งวาดรูปกันที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ต้นประจำในสวนหลังบ้าน ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันเหมือนคนที่รู้จักกันมานาน มันช่างเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่กลายเป็นความสุขของกันและกัน
“พี่ก้องรู้ได้ไงว่าเพลาร้องไห้ เพราะคนที่รักจากไป”
เพลาเอ่ยปากถามขึ้นมาเบา ๆ ถึงเหตุการณ์วันแรกที่ทั้งคู่เจอกันที่โรงพยาบาล
“พี่... เห็นตั้งแต่นาทีแรกที่พ่อของเพลาเข้าห้องฉุกเฉินแล้วล่ะ”
ชายหนุ่มหลับตาลงช้า ๆ คล้ายกำลังทบทวนภาพเหตุการณ์ในค่ำคืนที่แสนหม่นหมองวันนั้นในหัวอีกหน
“แม่ของพี่เอง ก็เสียที่โรงพยาบาลวันนั้นเหมือนกัน พี่เลยเข้าใจความรู้สึกของเพลาดี”
‘ที่แท้... พี่ก้องก็สูญเสียคนที่รักที่สุดไปในวันเดียวกับเราเหมือนกัน’
“แล้ว... ทำไมตอนนั้นพี่ก้องไม่ร้องไห้เลยล่ะคะ ทำใจได้ยังไง?”
“ร้องสิ พี่แอบร้องไห้ทุกวันตอนที่แม่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล จนกระทั่งวันที่ท่านจากไป…”
เขาล้มตัวลงนอนหนุนแขนตัวเองบนผืนเสื่อ ถอนหายใจยาวเหยียด
“พอถึงเวลานั้นจริง ๆ น้ำตามันก็แห้งจนไม่เหลือให้ไหลออกมาอีกแล้วละ”
ดวงตาคมลึกของเขาสลดวูบลง เพลารู้สึกเหมือนความเจ็บปวดนั้นส่งผ่านมาถึงหัวใจของเธอ
ทว่าจู่ ๆ ชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นมานั่ง พร้อมกระเถิบเข้ามาใกล้จนแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน ใบหน้าคมก้มต่ำลงจนสายตาทั้งสองคู่สบประสานกันโดยไม่ให้เธอได้ทันตั้งตัว
“ตาพี่ถามเพลาบ้าง... ทำไมตอนนั้นถึงไม่กินช็อกโกแลตที่พี่ให้ล่ะครับ”
เพลาหน้าร้อนวาบ รีบหลุบตาลงมองจานสีในมือ
“ก็... อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึกนี่คะ”
เธออ้อมแอ้มตอบเสียงแผ่วในลำคอ ยิ่งทำให้เขายิ้มอย่างนึกเอ็นดู
“งั้นเอาของชิ้นนี้ไปเก็บไว้เป็นที่ระลึกแทนก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มยื่นแผ่นกระดาษสเกตช์ภาพวาดฝีมือของตัวเองส่งมาให้ตรงหน้า เพลาเบิกตากว้างเมื่อเห็นชัดเจนว่า ลายเส้นดินสอบนกระดาษแผ่นนั้นถูกสรรค์สร้างออกมาเป็นรูปใบหน้าของเธอเองที่กำลังเอียงคอยิ้มหวาน
“พี่ตั้งใจวาดให้เหมือนเพลาที่สุดเลยนะ ชอบไหม?”
เด็กสาวยิ้มแก้มปริ รับแผ่นกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยความยินดี
ทว่า... หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา เพลาก็ไม่ได้เจอกับก้องการจน์อีกเลย
ในช่วงแรก เพลาเฝ้าเพียรปั่นจักรยานผ่านปากซอยบ้านคุณยายบ่อยครั้ง แอบเงี่ยหูคอยฟังเสียงเครื่องยนต์รถที่แสนคุ้นเคย ทว่าซอยแคบ ๆ นั้นกลับคืนสู่ความเงียบสงบเหมือนเช่นเคยอย่างน่าใจหาย
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือเพลาไม่ได้ขอช่องทางการติดต่อใด ๆ ของเขาไว้เลย
คงเพราะเขาไม่เอ่ยขอ เธอก็ไม่กล้าให้ไปตรง ๆ
สุดท้ายเด็กสาวก็ได้สรุปกับตัวเองว่า
เธอก็แค่อุบัติเหตุหนึ่งในชีวิตของเขา
เขาแค่ใจดีกับเธอ… ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ
แต่ทำไมนะ...
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เพลายังเก็บรูปวาดแผ่นนั้นไว้เหมือนเดิม
คงเพราะบางคน… ต่อให้หายไปจากชีวิต แต่ก็ไม่เคยหายไปจากความทรงจำ