ตอนที่ 1 จากคนแปลกหน้า…
“แม่จ๋า วันนี้เพลาจะไปวาดรูปที่บ้านคุณยายนะคะ”
เพลาเก็บอุปกรณ์วาดรูปลงในกระเป๋าเป้สีชมพูใบเก่ง กระเป๋าใบนี้พ่อเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อหลายปีก่อน เธอถนอมใช้อย่างระมัดระวัง เพราะมันเปรียบเสมือนตัวแทนของพ่อ ทุกครั้งที่สะพายขึ้นหลัง เพลามักรู้สึกอุ่นใจ เหมือนมีพ่อตามเธอไปทุกหนทุกแห่ง
“เพลาเอาสาคูไส้หมูไปฝากคุณยายด้วยนะลูก”
แม่ยื่นตะกร้าหวายให้ กลิ่นหอมจาง ๆ ของสาคูที่เพิ่งนึ่งเสร็จยังอวลอยู่ในอากาศ ภายในกล่องพลาสติกใส ลูกสาคูกลมใสเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ มองแล้วชวนให้อยากชิมสักคำ
บ้านหลังเล็กเงียบเหงาลงไปมากนับตั้งแต่เสียเสาหลักของบ้านจากไป ทว่ารอยยิ้มละมุนของแม่ในทุกเช้าก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ของเธอ
ขณะล้อจักรยานเริ่มหมุนออกจากบ้าน ความทรงจำเก่า ๆ ก็ผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ ภาพชายร่างท้วมที่เคยพาลูก ๆ ไปปูเสื่อปิกนิกใต้ต้นไม้ใหญ่ เสียงหัวเราะลั่นหลังทานมื้อเที่ยงอย่างอิ่มหนำสำราญ ก่อนที่ทุกคนจะหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาระบายสีสันตามใจชอบ
พ่อมักจะลูบหัวลูกสาวเบา ๆ แล้วเอ่ยชมด้วยความภูมิใจเสมอ
“ลูกพ่อวาดรูปเก่งจริง ๆ”
ส่วนกับเพลงไท พ่อเพียงหัวเราะแล้วบอกอย่างใจดี
“ไม่เป็นไรนะลูก เดี๋ยวเพลงก็จะเจอสิ่งที่ตัวเองถนัดเอง”
ห้าปีผ่านไป ความทรงจำเหล่านั้นยังแจ่มชัดไม่เคยเลือน
ล้อจักรยานสีแดงหมุนเอื่อยไปตามถนนในซอยแคบ ๆ มุ่งหน้าสู่บ้านของคุณยายที่อยู่ถัดไปเพียงซอยเดียว เช้านี้อากาศดี แสงแดดอ่อนส่องลอดทิวไม้ลงมากระทบพื้นถนนเป็นเงาระยิบระยับ สายลมเย็นพัดโชยบางเบาพาให้ใบไม้ไหวเอนช้า ๆ คลอเคล้าไปกับเสียงนกร้องกระจิ๊บ ๆ บนสายไฟ
เพลาแหงนหน้ามองทัศนียภาพรอบตัวด้วยรอยยิ้มกว้าง
“สวัสดีจ้าเจ้านกน้อย”
เพราะมัวแต่ดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัวจนเพลิน เธอจึงไม่ทันสังเกตเห็นถนนเบื้องหน้า ที่มีรถยนต์คันหนึ่งขับเข้ามาด้วยความเร็วเกินควร เสียงเครื่องยนต์คำรามใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทันทีที่รู้สึกตัว เพลาสะดุ้ง แต่ก็พยายามจะหักหลบให้พ้น
โครม!
จักรยานสีแดงเสียหลักพุ่งเข้าชนกำแพงรั้วปูนข้างทางอย่างจัง
“โอ๊ย!”
ฝ่ายคนขับรถยนต์รีบเหยียบเบรกเสียงดังเอี๊ยด ก่อนจะเปิดประตูวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามาหาเธอด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เจ็บมากไหมครับ!?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรน
“ไม่เป็นไรค่ะ” เพลาตอบ ทั้งที่เจ็บข้อเท้าจนลุกขึ้นเองไม่ไหว
“เพลา... จำพี่ได้ไหม?”
คำถามนั้นทำให้เด็กสาวชะงักงัน ความคุ้นเคยบางอย่างแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มตรงหน้าชัด ๆ ก่อนจะเบิกตากว้าง
“อ้าว! พี่ก้อง!”
‘ก้องการจน์’ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะได้เจอกันอีกแบบนี้”
เขาขยับเข้าไปประคองร่างเล็กให้ลุกขึ้นยืน ทว่าพอเท้าแตะพื้น เพลาก็หลุดปากร้องคราง “โอ๊ย!”
ชายหนุ่มนิ่วหน้ารู้สึกเจ็บตามทันที
“ข้อเท้าน่าจะแพลง เจ็บมากแน่ ๆ”
เพลารีบสั่นศีรษะปฏิเสธ
“เจ็บนิดเดียวค่ะ ยังไกลหัวใจ”
เธอปรับสีหน้าเป็นจริงจังขึ้น
“แต่วันหลังพี่ก้องอย่าขับรถเร็วในซอยแบบนี้อีกนะคะ มันอันตราย ทั้งกับตัวเองแล้วก็คนอื่นด้วย”
“ครับผม” เขาตอบรับอย่างว่าง่าย
“ว่าแต่เราจะไปไหน เดี๋ยวพี่ไปส่ง”
“บ้านคุณยายค่ะ อยู่ถัดไปไม่กี่หลังนี่เอง เพลาเดินไปไหว"
เพลาพยายามจะลากเท้ากะเผลก ๆ ไปพยุงจักรยานที่นอนแอ้งแม้งอยู่ ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาชิงตัดหน้าช่วยดึงรถขึ้นมาตั้งให้เสียเอง
"ตายแล้ว! สาคูไส้หมูของแม่!"
เพลาอุทานลั่น เมื่อหันไปเห็นตะกร้าหวายตะแคงเปิด จนของข้างในหลุดออกมาหมด
ก้องการจน์มองลูกสาคูที่กระจายเกลื่อนพื้นดินปนทรายข้างกำแพงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงหยิบสาคูที่ยังดูสภาพดีขึ้นมาก้อนหนึ่ง แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ หน้าตาเฉย
"อื้ม! อร่อยด้วยสิ"
เขาพูดไปเคี้ยวไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
เพลาอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบ ๆ
“แต่มัน...เลอะแล้วนะ! พี่ก้องกินเข้าไปได้ยังไง คายออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะคะ!”
ด้วยความลืมตัว เพลาขยับเท้าจะเข้าไปห้ามอย่างทุลักทุเล มือบางเอื้อมขึ้นหมายจะจับปากเขาให้คายออก ปลายนิ้วเผลอคว้าแขนเสื้อยืดของเขาไว้แน่นเพื่อทรงตัว
คนตัวสูงกว่าแกล้งเบี่ยงหน้าหลบไปมา หัวเราะชอบใจเมื่อเห็นท่าทางจริงจังเกินเหตุของเด็กสาว ก่อนจะเอื้อมมือไปรวบข้อมือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างของเธอเอาไว้เบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม
"ไม่เป็นไร พี่ไม่ถือ"
“พี่ก้อง...”
เพลาได้แต่อึ้ง นึกอยู่ในใจ ‘คนอะไรพิลึก ของตกพื้นไปแล้วแท้ ๆ เชื้อโรคทั้งนั้น!'