บทที่1 ความสุขของน้องสาว (3)
หลายเดือนต่อมา...
หลังจากที่หมออัศวินเทียวไปมาหาสู่อารวาอยู่เป็นประจำที่บ้านพรหมฤดี ว่างๆ อย่างเช่นวันหยุดและบ่อยครั้ง จนเริ่มสนิทสนมกับอารวี เรียกได้เลยว่าแทบจะเข้าออกบ้านหลังนี้เหมือนบ้านของตัวเองก็ว่าได้ จากนั้นต่อมาหมออัศวินก็ได้มีโครงการส่งผู้ใหญ่มาทาบทามสู่ขออารวาอย่างเป็นทางการ
โดยมี ‘ป้ากนกพร’ มาเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายหญิง อารวารักหมออัศวินมาก เธอจึงรีบตอบตกลงทันที ส่วนทางด้านอารวีต่างก็เห็นด้วยเธอจึงไม่ได้ทัดทานหรือขัดขวางอะไร
เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อย พร้อมกับกำหนดฤกษ์วันแต่งงานที่ใกล้จะมาถึงเร็ว ๆ นี้ ท่ามกลางความยินของคนอีกหลายคน โดยเฉพาะอารวีที่ดีใจแทนน้องสาวอย่างออกหน้าออกตา
เมื่อสิบปีที่แล้ว กนกพรเองก็ได้รู้จากปากบิดามารดาของอารวีกับอารวา ว่ากำลังเก็บเงินหาซื้อที่ดินตรงไหนสักแห่งหนึ่ง เพื่อที่จะเอาไว้สร้างบ้านสักหนึ่งหลัง กนกพรจึงชวนให้มาซื้อที่ใกล้ๆ บ้านของตัวเอง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันนี่เอง เดินทางไปมาสะดวกเพราะอยู่ใกล้ที่ทำงานของสายญา
หลังจากสร้างบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว นับตั้งแต่นั้นมาครอบครัวพรหมฤดี ก็ได้ย้ายมาจากบ้านเช่าที่เช่ามานาน เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพรหมฤดีหลังนี้ โดยมีป้ากนกพรเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันเสมอมา หลังจากที่บิดาและมารดาของสองพี่น้องได้สิ้นบุญไปแล้ว ก็ยังมีป้ากนกพรซึ่งเป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่พวกเธอนับถือ คอยดูแลให้คำปรึกษาพวกเธออยู่เสมอ เพราะเห็นว่าพวกเธอไม่มีใคร อารวีกับอารวาจึงให้ความเคารพป้ากนกพรเหมือนกับป้าแท้ๆ ก็ว่าได้
หนึ่งเดือนต่อมา
ณ.โรงแรมหรูระดับห้าดาว ย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ภายในชั้นที่ยี่สิบเก้ากำลังบรรเลงเพลงรักหวานซึ้ง ด้วยดนตรีคลาสสิคตามความชอบของบ่าวสาว ท่ามกลางความยินดีของญาติพี่น้องและเหล่าเพื่อนพ้อง
หลังจากการทำพิธีใส่บาตรรดน้ำสังข์ตอนเช้าเสร็จสิ้น งานเลี้ยงฉลองแต่งงานหรูหราตอนกลางคืนจึงจัดขึ้นอย่างสมเกียรติของคู่บ่าวสาว ที่เป็นถึงนายแพทย์ชื่อดังและพยาบาลสาวแสนสวยของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง
ดนตรีคลาสสิคเสียงไพเราะคลอด้วยเสียงแผ่วเบา แขกเหรื่อที่มีเกียรติทยอยกันเข้ามานั่งตามโต๊ะต่างก็พากันพูดคุยด้วยสีหน้าและแววตาสดใส สายตาที่สอดส่ายไปทั่วบริเวณต่างพากันชื่นชมไปต่างๆ นานา ตั้งแต่ทางเดินเข้ามาในงาน จนถึงคู่บ่าวสาวที่ใส่ชุดแต่งงานสีขาวสวยงามสง่า
ทั้งคู่ยืนอยู่ที่ซุ้มดอกไม้หน้างานคอยรอรับแขกผู้มีเกียรติ ข้างๆ มีโต๊ะตัวใหญ่พอประมาณวางอยู่ใกล้ๆ มีเพื่อนเจ้าสาวคอยเตรียมสมุดไว้ให้เซ็นชื่อของผู้ที่มาร่วมงาน และคอยรับของขวัญมากมายจากเพื่อนๆ ของบ่าวสาว ช่างภาพคอยเก็บภาพถ่ายสวยๆ ทำหน้าที่ถ่ายรูปไปพร้อมกับช่างถ่ายภาพวีดีโอ แสงแฟลชรัวระยิบเก็บภาพของทั้งคู่ด้วยรอยยิ้ม
อารวีและป้ากนกพรพร้อมด้วยนิตยาเพื่อนรักของเธอ อยู่ในชุดราตรีสีหวานนั่งที่โต๊ะอาหาร หลังจากที่ช่วยงานมาทั้งวัน จนถึงงานช่วงค่ำของคืนนี้ โดยที่ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่นิดเดียว ต่างนั่งมองเจ้าบ่าวเจ้าสาวอย่างชื่นชมและปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ป้าดีใจที่วันนี้ได้เห็นหนูวาเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที” กนกพรกล่าวพรางเช็ดน้ำตาไปด้วยความปลื้มปิติยินดีทำให้นางซึ้งจนมีน้ำตาของความดีใจ กนกพรอดคิดไปถึงเพื่อนที่เป็นบิดามารดาของหญิงสาวขึ้นมาไม่ได้
“นี่...ถ้าพ่อสายแม่ดายังมีชีวิตอยู่ คงจะยิ้มไม่หุบเป็นแน่ ใช่ไหมหนูวี?”
กนกพรเอ่ยถามอารวีหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกาย แต่ดูเหมือนอารวีจะไม่ได้ยินคำถามนั้นเลย เพราะมัวแต่จ้องมองไปที่น้องสาวกับหมออัศวิน ที่ได้แต่งงานกันเป็นฝั่งเป็นฝาเสียทีในวันนี้ เธอกำลังใจลอยคิดไปถึงบิดามารดา นี่ถ้าหากว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดีใจ และภูมิใจเหมือนกับที่เธอกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้เป็นแน่
“วีจ๊ะ” นิตยาเรียกเพื่อนรักเบาๆ แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ได้ยินเท่าไหร่ เพราะสายตาสวยๆ คู่นั้นหันไปมองทางน้องสาวที่ดูสวยสง่าและโดดเด่นอยู่ในชุดเจ้าสาว ด้วยรอยยิ้มหวานอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
“ยัยวี...นี่เธอไม่ได้ยินที่ป้าถามหรือไง มัวแต่นั่งเหม่อใจลอยจนหูตึงไปเสียแล้ว” คราวนี้กนกพรเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นพอสมควร
คำพูดเสียงดังของป้ากนกพรทำให้อารวีได้ยินถึงกับสะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันที พร้อมดวงตาคู่สวยหันมาสบตากับผู้เป็นป้าด้วยรอยยิ้มหวานๆ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาๆ
“เมื่อตะกี้นี้คุณป้ากนกพูดว่าอะไรนะคะ วีมัวแต่เพลินไปหน่อยเลยไม่ได้ยินนะคะ“ คำพูดของอารวีทำให้กนกพรส่ายหัวไปมาอย่างเอ็นดูที่หลานสาวแสดงความดีใจออกมาจนไม่ได้ฟังคนรอบข้าง
