ตอนที่ 3 รอยร้าวที่ฉันเคยมองไม่เห็น
ฉันกลับถึงบ้านในช่วงเย็น
พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า
แสงสีส้มทอดยาวบนพื้นหินอ่อนหน้าบ้าน
บ้านหลังนี้… สวย หรู และเย็นชาจนเกินไป
ในชีวิตก่อน
ฉันเคยคิดว่า
ที่นี่คือหลัก
คือราก
คือสิ่งที่ฉันต้องปกป้องแม้ต้องแลกด้วยชีวิต
แต่ตอนนี้
ฉันมองมันเหมือนสนามรบ
ที่ทุกคนซ่อนอาวุธไว้ใต้รอยยิ้ม
“น้องเล็ก กลับมาพอดีเลย”
เสียงพี่สาวคนโตดังขึ้นจากห้องนั่งเล่น
พิมพ์นั่งอยู่บนโซฟา
แท็บเล็ตวางบนตัก
ปลายนิ้วไล่หน้าจออย่างชำนาญ
“พี่กำลังจะคุยเรื่องสำคัญกับหนูพอดี”
ฉันยิ้ม
เดินเข้าไปนั่งตรงข้าม
จัดท่าทางให้ดูสบาย
ทั้งที่ในใจเริ่มจับจังหวะ
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
พิมพ์หันหน้าจอแท็บเล็ตมา
กราฟหุ้นบริษัทปรากฏเต็มตา
เส้นสีเขียวพุ่งสูงอย่างน่าพอใจ
“บริษัทกำลังโต”
เธอพูด
“พ่อกับพี่คิดว่า ถึงเวลาปรับโครงสร้างหุ้นใหม่
เพื่อความมั่นคงในระยะยาว”
คำสวย ๆ
ฉันคิด
เหมือนในชีวิตก่อนเป๊ะ
“ปรับยังไงคะ”
ฉันถาม
น้ำเสียงใสซื่อ
พิมพ์ยิ้ม
ยิ้มที่ฉันเคยคิดว่าอบอุ่น
แต่ตอนนี้… เห็นชัดว่าเป็นการชั่งน้ำหนัก
“น้องเล็กถือหุ้นเยอะที่สุดในบรรดาพี่น้อง”
เธอพูดช้า ๆ
“ถ้าน้องโอนบางส่วนมาไว้ในนามพ่อ
การบริหารจะคล่องตัวขึ้นมาก”
ฉันเงียบ
ไม่ใช่เพราะลังเล
แต่เพราะกำลังฟัง “คำโกหก” อย่างตั้งใจ
ในชีวิตก่อน
ฉันพยักหน้า
เซ็น
และเชื่อ
สามปีต่อมา
หุ้นทั้งหมดกลายเป็นของคนอื่น
และฉันกลายเป็นส่วนเกิน
“หนูขอเวลาคิดได้ไหมคะ”
ฉันพูดในที่สุด
เสียงเบา
ไม่ต่อต้าน
พิมพ์ชะงักไปเล็กน้อย
แค่เสี้ยววินาที
แต่ฉันเห็น
“ได้สิ”
เธอยิ้มอีกครั้ง
“พี่เข้าใจ น้องยังเด็ก”
คำว่า เด็ก
เคยทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจ
วันนี้มันทำให้ฉันรู้สึกขำ
คืนนั้น
ฉันนั่งอยู่ในห้อง
ประตูปิด
ไฟหัวเตียงสลัว
โทรศัพท์ในมือสั่นเบา ๆ
ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ
ทำให้หัวใจฉันนิ่งลงอย่างประหลาด
ธาม
ฉันรับสายทันที
“ผมตรวจข้อมูลเบื้องต้นให้แล้ว”
เสียงเขาดังผ่านสาย
เรียบ สุขุม
จริงจัง
“ครอบครัวคุณเริ่มขยับเร็วขึ้นกว่าที่คุณพูดไว้”
ฉันยิ้ม
ทั้งที่เขามองไม่เห็น
“แสดงว่าฉันจำไม่ผิด”
ธามเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะพูดต่อ
“เอกสารโอนหุ้นที่พวกเขาใช้
มีช่องโหว่”
เขาพูด
“ถ้าคุณไม่เซ็น
พวกเขาทำอะไรคุณไม่ได้”
“แล้วถ้าฉันเซ็นล่ะคะ”
ปลายสายเงียบ
ฉันแทบเห็นสีหน้าเขา
“คุณไม่ควรเสี่ยง”
ฉันหลับตา
ภาพตัวเองบนเตียงโรงพยาบาลผุดขึ้นมา
“ฉันรู้”
ฉันพูดเบา ๆ
“แต่บางครั้ง…
เหยื่อต้องยอมเดินเข้ากับดัก
เพื่อรู้ว่าใครเป็นคนดึงเชือก”
ธามถอนหายใจ
เสียงนั้นไม่ได้แสดงความไม่พอใจ
แต่เป็นความกังวล
“คุณเปลี่ยนไปมาก”
“ฉันตายมาแล้วครั้งหนึ่ง”
ฉันตอบในใจ
แต่พูดออกไปเพียง
“คนเราโตขึ้นได้ค่ะ”
เขาไม่ถามต่อ
เพียงพูดช้า ๆ
“ถ้าคุณจะเล่นเกมนี้
ผมจะอยู่ข้างคุณ”
ประโยคนั้น
ทำให้ฉันกำโทรศัพท์แน่น
ครั้งนี้…
ฉันจะไม่ปล่อยมือคุณ
สองวันต่อมา
พ่อเรียกประชุมครอบครัว
ห้องประชุมชั้นบน
โต๊ะยาว
เอกสารวางเรียงเป็นระเบียบ
ภาพนี้
ฉันคุ้นเคยดี
เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของจุดจบในชีวิตก่อน
“น้องเล็กคิดยังไง”
พ่อถาม
น้ำเสียงสงบ
แต่สายตากดดัน
ฉันมองหน้าเขา
มองหน้าพี่ ๆ
ทีละคน
แล้ว…
ฉันยิ้ม
“หนูตกลงค่ะ”
พิมพ์ยิ้มกว้างขึ้นทันที
ภัทรเอนหลังอย่างพอใจ
พ่อพยักหน้า
ไม่มีใครสังเกต
ว่าฉันขอเอกสารไปอ่าน
และถ่ายรูปทุกหน้า
ส่งให้ธาม
ก่อนจะหยิบปากกาขึ้นมา
ลายเซ็นของฉัน
ปรากฏบนกระดาษ
อย่างมั่นคง
ในขณะที่ในใจ
ฉันนับถอยหลัง
หนึ่ง…
สอง…
เกมเริ่มแล้ว
