ตอนที่ 4 วันที่ฉันยอมตกจากที่สูง
หลังจากวันเซ็นเอกสาร
บ้านทั้งหลังดูอบอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ
แม่ทำอาหารเย็นเอง
พ่อชวนคุยเรื่องอนาคต
พี่สาวยิ้มให้ฉันบ่อยกว่าที่เคย
แม้แต่พี่ชายที่แทบไม่เคยมองหน้า
ยังถามว่า “เหนื่อยไหม”
ในชีวิตก่อน
ฉันเคยดีใจ
เคยคิดว่า ในที่สุดพวกเขาก็เห็นค่าฉัน
แต่ตอนนี้
ฉันรู้แล้วว่า
นี่คือช่วงที่เหยื่อถูกเลี้ยงให้อ้วน
ก่อนถูกเชือด
สามวันหลังจากเซ็น
ฝ่ายการเงินของบริษัทโทรมาหาฉัน
“คุณผู้หญิงคะ
บัญชีส่วนตัวของคุณถูกระงับชั่วคราว
เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น
ต้องขออภัยในความไม่สะดวกค่ะ”
ฉันวางสาย
นิ่ง
ไม่ตกใจ
เพราะฉันจำได้
วันเดียวกันนี้
ในชีวิตก่อน
ฉันเพิ่งเริ่มเข้าใจคำว่า “ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย”*
ฉันหยิบโทรศัพท์
กดเบอร์ที่จำขึ้นใจ
“เริ่มแล้วใช่ไหม”
ธามพูดทันที
เหมือนนั่งรออยู่แล้ว
“ค่ะ”
ฉันตอบ
“เร็วกว่าเดิมนิดหน่อยด้วย”
“พวกเขาเริ่มบีบคุณออกจากการเงิน”
เขาพูดเสียงต่ำ
“ขั้นต่อไปคืออำนาจการตัดสินใจ”
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง
สนามหญ้าเขียว
ดอกไม้แพง
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
แต่ที่เปลี่ยนไป
คือ “สถานะของฉัน” ในบ้านหลังนี้
“คืนนี้ฉันอาจถูกเรียกคุย”
ฉันพูด
“ถ้าฉันไม่รับสาย
แปลว่าเขาเริ่มลงมือแรงกว่านี้”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนเสียงธามจะดังขึ้นอีกครั้ง
ชัด และหนักแน่นกว่าเดิม
“ถ้าเป็นแบบนั้น
ออกมาจากบ้านทันที
ผมจะไปรับ”
ฉันชะงัก
มือที่ถือโทรศัพท์แน่นขึ้น
ในชีวิตก่อน
ไม่มีใครพูดแบบนี้กับฉัน
“คุณไม่กลัวเหรอคะ”
ฉันถามเบา ๆ
“ฉันอาจลากคุณลงเหวไปด้วย”
“ผมเคยเห็นคุณตายมาแล้วครั้งหนึ่ง”
เขาตอบ
“ผมไม่กลัวอะไรมากไปกว่านั้นอีก”
ประโยคนั้น
ทำให้หัวใจฉันเต้นผิดจังหวะ
คืนนั้น
พ่อเรียกฉันเข้าห้องทำงาน
ไฟสีขาวสว่างจ้า
เอกสารกองใหม่วางบนโต๊ะ
มากกว่าครั้งก่อน
“นั่งสิ”
พ่อพูด
ไม่เงยหน้าจากแฟ้ม
ฉันนั่ง
หลังตรง
มือวางบนตัก
พี่สาวและพี่ชายอยู่ในห้อง
นั่งคนละฝั่ง
เหมือนกรรมการ
“พ่อคิดดูแล้ว”
พ่อเริ่ม
“ช่วงนี้น้องเล็กพักผ่อนไม่พอ
อารมณ์แปรปรวน
พ่อเลยเห็นว่า
ควรลดบทบาทในบริษัทลงชั่วคราว”
ฉันยิ้ม
ยิ้มบาง ๆ
“ลดแค่ไหนคะ”
พี่ชายเลื่อนเอกสารมาให้
ฉันก้มดู
ถอดชื่อออกจากบอร์ด
ระงับสิทธิ์ลงนาม
โอนอำนาจให้ผู้ถือหุ้นหลัก
ผู้ถือหุ้นหลัก…
ที่ไม่ใช่ฉันอีกต่อไป
“เพื่อสุขภาพน้อง”
พี่สาวพูด
น้ำเสียงห่วงใย
“พี่เป็นห่วงจริง ๆ”
ฉันเงยหน้ามองเธอ
มองนาน
จนเธอเริ่มหลบตา
“ถ้าหนูไม่ตกลงล่ะคะ”
ฉันถามเรียบ ๆ
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนทันที
พ่อวางปากกา
เสียงดัง กึก
“น้องเล็ก”
น้ำเสียงเขาเย็นลง
“อย่าดื้อ”
คำเดียว
เหมือนมีดกรีดกลางอก
ในชีวิตก่อน
ฉันร้องไห้
อ้อนวอน
ยอม
แต่ครั้งนี้
ฉันลุกขึ้นยืน
“หนูจะเซ็น”
ฉันพูด
“แต่ขอสำเนาเอกสารทั้งหมด”
พ่อชะงัก
พี่ชายขมวดคิ้ว
พี่สาวเม้มปาก
“เอาไปทำอะไร”
พ่อถาม
ฉันยิ้ม
ยิ้มแบบที่ไม่มีใครอ่านออก
“เก็บไว้ค่ะ”
“เผื่อวันหนึ่ง
หนูจะได้จำได้ว่า
วันนี้ใครเป็นคนผลักหนูออกจากบ้าน”
ห้องเงียบกริบ
สุดท้าย
พ่อพยักหน้า
เหมือนชนะแล้ว
ฉันเซ็น
ทุกหน้า
โดยไม่สั่น
และเดินออกจากห้อง
โดยไม่หันกลับไปมอง
ฉันกลับเข้าห้อง
เก็บของใส่กระเป๋าใบเล็ก
ไม่มาก
แค่เสื้อผ้า
เอกสาร
และโทรศัพท์
เมื่อเปิดประตูออกมา
แม่ยืนอยู่หน้าห้อง
“น้องเล็กจะไปไหน”
เสียงแม่สั่น
ดวงตาแดง
ฉันมองหน้าแม่
มองนาน
เหมือนพยายามแยกแยะว่า
ตรงหน้าคือ “แม่”
หรือ “ผู้สมรู้ร่วมคิด”
“ไปพักค่ะ”
ฉันตอบ
“ที่ที่ไม่ต้องระวังหลังตลอดเวลา”
แม่เอื้อมมือมาจับแขนฉัน
แรงกว่าที่คิด
“อย่าทำให้ครอบครัวแตกแยกเลยนะ”
ฉันดึงแขนออกช้า ๆ
“แม่คะ”
ฉันพูดเบา
“ครอบครัวนี้แตกไปตั้งนานแล้ว
แค่ไม่มีใครยอมพูด”
ฉันเดินออกมา
ประตูบ้านปิดลงเบา ๆ
แต่ในใจ
เหมือนมีอะไรขาดสะบั้น
รถคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน
ไฟหน้าสว่าง
ธามลงจากรถ
เดินมาหาฉัน
ไม่ถาม
ไม่พูด
แค่รับกระเป๋าไปถือ
ฉันขึ้นรถ
นั่งเงียบ
มองบ้านหลังใหญ่ที่เคยเป็นทุกอย่างของฉัน
“คุณโอเคไหม”
เขาถามในที่สุด
ฉันพยักหน้า
ทั้งที่น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“ฉันเสียทุกอย่างไปแล้ว”
ฉันพูด
เสียงสั่น
“เหมือนในชีวิตก่อน”
ธามไม่พูดว่า ไม่จริง
ไม่ปลอบแบบโลกสวย
เขาขับรถออกไปช้า ๆ
ก่อนจะพูดเพียงประโยคเดียว
“ไม่เหมือน”
“เพราะครั้งนี้
คุณไม่ได้อยู่คนเดียว”
ฉันหลับตา
ปล่อยให้น้ำตาไหล
นี่คือวันที่ฉันตกจากที่สูง
แต่เป็นครั้งแรก
ที่มีคนยืนรออยู่ข้างล่าง
