บทที่ 1.6
ลั่วเฟิ่งเหยาเดินไปยังคอกม้า ลูบแผงคอของมันด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวไป๋เด็กดี เรากลับขึ้นเขากันดีหรือไม่”
“ล่วงเข้าปลายยามเว่ย แล้ว” เหล่าเซิงขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นข้าจะรีบกลับเลยไม่เถลไถลที่ใด” นางรู้ว่าสองสามีภรรยากังวลเรื่องความปลอดภัย “ท่านก็รู้ว่าข้าขี่ม้าเก่ง”
เซิงฮูหยินส่งเสียงให้หญิงสาวรอสักครู่จากนั้นวิ่งกลับเข้าไปหยิบเสื้อคลุมสีดำ “ข้าเย็บเอาไว้หลายวันแล้วกะจะให้ตาเฒ่าเอาไปให้ท่าน พอดีเลยท่านจะได้ใส่ขี่ม้าข้ากลับ”
“ขอบคุณ” หญิงสาวรับมาสวมจากนั้นผูกผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าส่วนล่าง นางทำเช่นนี้เสมอเวลาขี่ม้า ไม่นานก็ควบเสี่ยวไป๋ตรงไปยังเส้นทางขึ้นเขา
เส้นทางขึ้นเขานางคุ้นเคยเป็นอย่างดี วันนี้กลับรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป บางอย่างที่ว่าก็คือ...ความเงียบ
ไม่มีเสียงนก ไม่มีเสียงของสรรพสัตว์
เสี่ยวไป๋รับรู้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันส่งเสียงฟืดฟาดพร้อมกับลดความเร็ว ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะเปลี่ยนเส้นทางย้อนกลับไป เสียงการต่อสู้กลับเริ่มขึ้นพร้อมกับพุ่งตรงเข้ามายังทิศทางที่นางอยู่
กลุ่มคนชุดดำจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังไล่ล่าคนชุดดำอีกสามคน พวกเขาสวมชุดพรางกายอย่างมิดชิด แม้แต่ใบหน้าก็มองไม่เห็น นางพยายามกุมบังเหียนแน่นเพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงจากหลังเสี่ยวไป๋ ทว่าร่างหนึ่งกลับถูกเหวี่ยงมาชนเสี่ยวไป๋ หลังจากถูกฝ่ามือของหนึ่งในผู้ที่ถูกไล่ล่า เห็นชัดว่าฝีมือของคนที่มีจำนวนน้อยกว่านั้นไม่ธรรมดา
เสี่ยวไป๋ถูกชนจนตื่นตระหนกยกสองขาหน้าขึ้น ลั่วเฟิ่งเหยาถูกสะบัดจนร่วงตกลงมาในที่สุด กระนั้นเมื่อมีไอสังหารพุ่งมายังนาง เงาร่างสีดำที่เพิ่งชนเสี่ยวไป๋ก็ถูกถีบจนกระเด็น
ลั่วเฟิ่งเหยามองเสี่ยวไป๋ที่ยืนบังร่างนางกับกลุ่มคนพวกนั้น กระทั่งไม่นานนางก็ได้กลิ่นคาวของเลือด
แม้ฝีมือดีแต่จำนวนที่น้อยกว่าก็เสียเปรียบ นางมองประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็วและพบว่าหนึ่งในสามคนนั้นมีคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ
ไม่สิ...สองคนดูเหมือนกำลังคุ้มกันบุรุษที่ได้รับบาดเจ็บผู้นั้น ที่สำคัญเขาจึงจะเป็นเป้าหมายของมือสังหารชุดดำที่มีจำนวนมากกว่า
คนบาดเจ็บถูกดันมายังจุดที่นางยืนอยู่ หญิงสาวมองท่าทีปกป้องของคนอีกสองคน ในใจตระหนักแล้วว่าตัวเองควรทำตัวอย่างไร
ว่ากันว่าสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเป็นสิ่งที่ไม่อาจดูแคลน คนสองกลุ่มกลุ่มหนึ่งพยายามคุ้มกันคนบาดเจ็บ ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาเห็นแล้วว่านางไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงดึงนางเข้ามาในวงของการคุ้มกัน หากแต่คนอีกกลุ่มกลับไม่สนใจความเป็นตายของผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง สายตามาดร้ายเพียงจ้องมาราวกับจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
“นายท่าน”
“ข้าไม่เป็นอะไร” แม้กล่าวเช่นนั้นเขากลับพยุงกายแทบไม่อยู่ มือที่กุมกระบี่สั่นเทา
ลั่วเฟิ่งเหยาเข้ามาประคองเขานั่งลง สบสายตาคมดุภายใต้ผ้าคลุมปกปิดใบหน้า กระทั่งข้างหูได้ยินเสียงการต่อสู้อีกครั้ง ชีพจรของเขาเต้นแรงมาก
“ท่านถูกพิษ?” นางกล่าวทั้งที่เพิ่งแตะข้อมือของเขา
ชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองนางนิ่ง เขาไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเห็นนางเลิกกระโปรงฉีกส่วนในออกมาเพื่อพันแผลที่ต้นแขน
“พิษนี้ไม่ได้มาจากบาดแผล เป็นพิษหงอนกระเรียนสีเทา” นางยื่นมือมายังผ้าปิดหน้าของเขา แต่เขากลับยกมือคว้าข้อมือนางไว้
ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วเพราะรู้สึกเจ็บ “หากกล้าหักข้อมือข้า ข้าจะทำให้พิษแล่นเข้าสู่หัวใจของท่านทันที ท่านจะตายหลังจากหายใจเข้าออกเพียงห้าครั้ง” นางหรี่ตามองเขาอย่างจริงจัง
อยู่ๆ คิ้วเข้มก็เลิกขึ้น มือข้างหนึ่งของเขายื่นมาหานาง ดึงผ้าปิดหน้าของลั่วเฟิ่งเหยาลง ในดวงตาของเขาฉายความประหลาดใจ “ขออภัย”