บท
ตั้งค่า

บทที่ 1.7

เขาปล่อยข้อมือของนาง เสียงทุ้มของเขาน่าฟังมากทั้งยังสงบนิ่งเกินไปสำหรับคนที่กำลังถูกไล่ล่าเอาชีวิต

“ริมฝีปาก เหงือก ฟัน ทุกอย่างจะบอกข้าได้ว่าท่านถูกพิษมานานเท่าไรแล้ว” นางกล่าวเสียงเรียบ

ท่ามกลางการต่อสู้และไอสังหาร เขามองหญิงสาวที่ยังคงมีท่าทีสุขุมเยือกเย็นจากนั้นกล่าวเสียงเบา “เช่นนั้นก็รบกวนแม่นางลั่วแล้ว?”

ลั่วเฟิ่งเหยาชะงักมือที่กำลังพันแผลจากนั้นสบตากับชายหนุ่ม “ท่านรู้จักข้า?”

เขาพยักหน้าจากนั้นล้วงหยกมันแพะออกมาส่งให้นาง หยกจันทร์เสี้ยวที่หากมองเผินๆ รูปร่างของหยกอาจทำให้คิดว่าจงใจให้แหว่งวิ่น แต่นางตระหนักดีว่าไม่ใช่เพราะหยกนี้มีสองชิ้นซึ่งสามารถประกบกันได้พอดี

ลั่วเฟิ่งเหยามองหยกคุ้นตานั้นนิ่งจากนั้นรับมา อาจารย์เคยกำชับนางว่าหากเขาสิ้นใจอาจมีคนมาตามหานางพร้อมกับคำขอสองข้อ คำขอที่ผู้เป็นอาจารย์ขอร้องให้นางแบกรับ

“คำขอแรก ข้าจำเป็นต้องมีชีวิตต่อไป”

ลั่วเฟิ่งเหยาขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยิน นางมองไปยังคนชุดดำที่กำลังปะทะกัน จากนั้นสายตามองไปยังเสี่ยวไป๋ “ลุกไหวหรือไม่ ท่านต้องลุกไปขึ้นม้า”

“นายท่านรีบไป ข้ากับเขาคุ้มกันเอง!”

เยี่ยม!

ลั่วเฟิ่งเหยาดีใจที่ไม่ต้องพูดให้มากความ นางมองออกว่าชายที่บาดเจ็บคือนายของคนคุ้มกันทั้งสอง ดังนั้นนางจึงรีบพยุงชายหนุ่มขึ้นโดยให้เขานั่งซ้อนบนหลังเสี่ยวไป๋

ม้าขาวแสนเฉลียวฉลาดเองก็ไม่ต้องรอคำสั่ง เมื่อคนทั้งสองขึ้นบนหลังจนมั่นคงมันก็เริ่มออกวิ่ง ทิ้งการต่อสู้เอาไว้เบื้องหลังและห่างออกมาเรื่อยๆ

ลั่วเฟิ่งเหยาใช้อีกเส้นทางขึ้นเขา นางไม่มั่นใจว่ากลุ่มคนเหล่านั้นอาจแกะรอยมาหรือไม่ แม้ทางขึ้นเขาลดเลี้ยวยากแก่การเดินทางหากไม่คุ้นชิน แต่จะดีที่สุดหากคนเหล่านั้นไม่รู้ว่านางพาคนขึ้นเขาไป

กว่าครึ่งชั่วยามในที่สุดหญิงสาวก็พาคนเจ็บขึ้นยอดเขาได้สำเร็จ ระหว่างทางเขาไม่เอ่ยปากถาม ไม่แสดงท่าทีใดๆ ไม่ส่งเสียงร้อง

เรียกได้ว่าความอดทนของเขานั้นเป็นเลิศ กระทั่งนางเองก็ไม่มั่นใจว่าสติของเขายังคงแจ่มชัดมากเพียงใด มารู้อีกทีเมื่อมองเห็นเรือนพักของนาง ชายหนุ่มถอนหายใจราวโล่งอกจากนั้นร่างค่อยๆ ไถลตกลงมาจากหลังม้า

“นี่!” นั่นคงเป็นเสียงสุดท้ายที่เขาได้ยินก่อนหมดสติ

ลั่วเฟิ่งเหยานำหยกสองชิ้นมาประกบกัน หญิงสาวหรี่ดวงตามองหยกชิ้นที่อยู่กับตนมานาน จากนั้นมองหยกของชายหนุ่ม ดวงตาคู่งามเบิกกว้างเพราะเดิมทีคิดว่าอักษร ‘อวี่’ แท้ที่จริงมาจาก ‘อวี่ซี’ กระทั่งวันนี้นางมีหยกอีกชิ้นในมือ

“อวี่...เสวียน?”

มองชายหนุ่มซึ่งหมดสติอยู่บนเตียง เขานอนหมดสติเช่นนี้ล่วงเข้าวันที่สองแล้ว ซึ่งก็สมควรเป็นเช่นนั้นด้วยพิษในร่างของเขาบวกกับบาดแผลที่เสียเลือดมาก

“แม่นาง” นั่นเป็นเสียงของเหล่าเซิง

ลั่วเฟิ่งเหยาเดินออกมานอกห้อง จากนั้นเดินนำเหล่าเซิงออกไปยังโถงโล่งๆ กลางเรือน “ได้เรื่องหรือไม่”

“ไม่ได้อะไรเลยขอรับ แปลกมาก ร่องรอยคล้ายถูกกลบเกลื่อนแม้ปกปิดไม่หมด แต่ข้ามั่นใจว่าร่องรอยทุกอย่างถูกทำลาย ไม่มีศพ ไม่มีการแจ้งคนหาย ทางการเองก็ไม่เคยได้รับแจ้งเรื่องน่าสงสัยละแวกนี้เลย”

หญิงสาวขมวดคิ้วครุ่นคิด “มีผู้ใดพบเห็นหรือกล่าวถึงหรือไม่”

“ไม่มีขอรับ ข้าสอบถามคนในละแวกนี้ พวกเขาไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่เกิดขึ้นเลย อาจเป็นเพราะสองฝั่งถนนเป็นป่ารกทึบ ผู้คนเองก็ใช้เส้นทางนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่คนที่จะมายังสวีซานจะใช้ถนนสายหลัก”

หญิงสาวถอนหายใจกับตัวเอง เพราะวันนั้นนางเองก็สมควรใช้ถนนสายหลัก หาไม่คงไม่พานพบเรื่องประหลาดเช่นนี้ ทางขึ้นสวีซานมีมากกว่าหกเส้นทาง นางกลับเลือกเส้นทางที่อาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนเสียได้

จูซิ่วเดินเข้ามาพร้อมกับอาหารของคนเจ็บ “เขารู้สึกตัวหรือยังเจ้าคะ”

หญิงสาวส่ายหน้า “คงเป็นพรุ่งนี้ไม่ก็อาจนานกว่านั้น ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก ทั้งพิษและบาดแผล ยังมี...” นางมีท่าทีกังวลเมื่อนึกถึงร่างกายที่คล้ายเพิ่งรอนแรมมาโดยไม่ได้พัก

“เหล่าเซิง”

“ขอรับแม่นาง”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel