
บทย่อ
เดิมที ลั่วเฟิ่งเหยา เป็นศิษย์ของเทพโอสถลั่วอวี่ซี นางรู้เพียงมารดาสิ้นลมจากไปตั้งแต่นางยังเด็ก วันๆ นางใช้ชีวิตบนยอดสวีซาน ปรุงยาคิดค้นพิษใหม่ๆ เพื่อต้านพิษ กระทั่งวันหนึ่งบังเอิญช่วยบุรุษชุดดำเอาไว้ได้ อวี่เสวียน บุรุษที่มาพร้อมกับความลับแห่งชาติกำเนิด แท้ที่จริงแล้วตัวนางมิใช่เด็กกำพร้า หากแต่เป็นถึงบุตรสาวอัครมหาเสนาบดี ที่สำคัญที่นางต้องระหกระเหินก็เพราะนางมีพี่ชายฝาแฝด!!! ความเชื่ออันงมงายของแคว้นซีฉู่ บุตรฝาแฝดมาพร้อมคำสาปที่ทำให้ตระกูลเกิดหายนะ หากแต่เมื่อพี่ชายฝาแฝดของนางถูกลอบสังหาร นางจำต้องกลับเมืองหลวงเพื่อสืบหาตัวคนร้าย ท่ามกลางอันตรายจากการถูกลอบสังหาร อวี่เสวียนใช้ตัวเองปกป้องนางครั้งแล้วครั้งเล่า ความอ่อนโยน ความจริงใจ สั่นคลอนหัวใจของนางให้อ่อนยวบ นางจะทำเช่นไรหากต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า ...นางก็คือคู่หมายของเขา อวี่เสวียน องค์ชายเจ็ดแคว้นซีฉู่
บทที่ 1.1
แคว้นซีฉู่ เมืองเสวียนอู่
เช้าตรู่เหนือยอดสวีซานท่ามกลางบรรยากาศบนยอดเขาอันหนาวเหน็บ เสียงน้ำจากต้นน้ำลู่ลงสู่ลำธารสายเล็ก ดังสลับกับใบหลิวซึ่งพลิ้วไหวกับสายลมเย็นเยียบ สตรีผู้หนึ่งกำลังเดินออกมาจากรั้วกำแพงที่ทำจากไม้ไผ่ ชุดคลุมที่ตัดเย็บจากหนังสัตว์ทำให้นางไม่หวั่นกับสายลมเย็นที่กำลังพัดพลิ้ว
“แม่นาง เหตุใดออกมาข้างนอกยามนี้เจ้าคะ ลมแรงมาก อากาศหนาวเหน็บยิ่งนัก” เสียงสตรีวัยกลางคนดังขึ้นจากริมลำธาร ในมือมีตะกร้าผักที่เพิ่งล้างจนสะอาด
“ท่านป้าจู ข้าเห็นกองฟืนถูกเติมจนเต็ม เหล่าเซิงลงเขาไปแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ แม่นางจะฝากให้นำสิ่งใดขึ้นเขามาหรือ”
หญิงสาวยิ้มยังไม่ทันตอบคำถามกลับได้ยินเสียงรถม้ากำลังขึ้นเขามา สตรีทั้งสองคนสบตากันจากนั้นเดินไปยังริมผาที่อยู่ไม่ไกล
ถนนคดเคี้ยวลัดเลาะขึ้นเขาทำให้จากจุดที่สูงกว่าสามารถมองเห็นผู้มาใหม่
“เขาไม่ได้ขึ้นมาบนยอดสวีซานนานเท่าไรแล้วนะ หนึ่งเดือน? สองเดือน?” หญิงสาวกล่าวขึ้นลอยๆ
ที่นี่คือสวีซาน...ที่ตั้งของหอโอสถอันเลื่องชื่อ เทพโอสถลั่วอวี่ซีเป็นผู้ก่อตั้งหอโอสถแห่งนี้ขึ้น ทั้งยังรับศิษย์เพียงสองคน
คนแรกคือนาง ‘ลั่วเฟิ่งเหยา’
คนที่สองกำลังขึ้นเขามา ทั้งยังมีรถม้าหรูหราคันหนึ่งติดตามมาด้วย...ลั่วหลิว
เดิมทีสิบปีก่อนเทพโอสถลั่วอวี่ซีได้เคยกล่าวเอาไว้ หากเขาสิ้นใจให้ลั่วเฟิ่งเหยารับช่วงดูแลหอโอสถต่อจากตน ทว่าตอนลั่วอวี่ซีจากไปนางเดินทางไปรับศพของผู้เป็นอาจารย์ที่สิ้นใจในต่างแดน กว่าจะกลับมาลั่วหลิวก็ชิงประกาศตนเป็นผู้รับช่วงดูแลหอโอสถ ทั้งยังกีดกันนางจากหอโอสถ ทำทุกทางจนนางไม่อาจกลับเข้าสวีซานได้ กระทั่งลั่วเฟิ่งเหยาต้องเดินทางเร่ร่อนรักษาคนเจ็บป่วยตามหัวเมืองไปเรื่อยๆ
ถึงอย่างนั้นเมื่อปีก่อนเขากลับจำต้องกลืนน้ำลายตนเองด้วยการตามนางกลับสวีซาน ราชสำนักส่งคนมาขอยาถอนพิษตะขาบแดงตะวันออก พิษที่ลั่วอวี่ซีเป็นคนคิดค้นเพื่อใช้ยับยั้งพิษอีกแขนง ยังไม่ทันได้ปรุงยาถอนก็มีคนใช้พิษนี้ในการฆ่าล้างสังหารเสียแล้ว และผู้ที่ถูกพิษชนิดดังกล่าวก็คือองค์ชายรองแคว้นซีฉู่
ลั่วหลิวแม้เก่งกาจด้านการค้า กระทั่งสามารถขยายการส่งออกยาสมุนไพรเพื่อรักษาโรคออกสู่ท้องตลาดแคว้นซีฉู่ แต่เรื่องการรักษาและการปรุงยาถอนพิษ เขากลับไม่ได้สักเศษเสี้ยวของลั่วเฟิ่งเหยา
นอกเหนือไปจากตัวยาที่เขารู้อยู่ก่อน ตัวยาใหม่ๆ เขากลับไม่มีความสามารถในการแยกแยะและปรุงขึ้นมา
เขารู้ดีว่าหากไม่อาจปรุงยาถอนพิษให้องค์ชายรอง หอโอสถมีหวังต้องปิดตัวลงอย่างไม่อาจเลี่ยง ดังนั้นจึงเร่งส่งคนออกไปติดตามลั่วเฟิ่งเหยากลับมา กระทั่งสร้างเรือนบนยอดสวีซานให้และส่งคนสองคนมาคอยดูแลนางเป็นอย่างดี
คนแรกป้าจูหรือจูซิ่ว สตรีวัยกลางคนซึ่งอยู่บนเขากับนาง
คนที่สองก็คือเหล่าเซิง ชายวัยกลางคนที่คอยดูแลม้าและทำหน้าที่ในส่วนที่สตรีไม่อาจทำ
“ศิษย์พี่” ลั่วหลิวคารวะนาง ท่าทางของเขายังคงดูกระอักกระอ่วน ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะเขาอายุมากกว่านางถึงสิบปี ทว่ากลับต้องคารวะนางทุกครั้งที่เจออย่างนอบน้อม แต่อาจเป็นเพราะแม้เขาช่วงชิงตำแหน่งผู้สืบทอดหอโอสถมาได้ ถึงอย่างนั้นเรื่องที่นางเป็นศิษย์พี่ของเขาก็ยังคงไม่เปลี่ยน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสมุนไพรและยาตัวใหม่ของหอโอสถมีนางเป็นผู้ปรุงขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าหอโอสถไม่มีเขาได้ แต่ไม่มีนางไม่ได้!!
“แม่นางลั่ว”
ด้านหลังลั่วหลิวก็คือบุตรชายคหบดีตระกูลเยี่ย ‘เยี่ยหลี่เสียง’ บุรุษที่นางเคยช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อหลายเดือนก่อน
นางมองออกว่าชายหนุ่มหมายใจในสิ่งใดจึงขึ้นเขามาหานางบ่อยๆ ทั้งที่ตลอดมานางย้ำหลายครั้งว่าหากไม่ใช่เรื่องด่วนก็ห้ามมิให้คนนอกขึ้นมาบนยอดเขา
“ข้าต้องขออภัยที่มารบกวน ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใคร่จะชมชอบให้ผู้ใดมารบกวน ถึงอย่างนั้นเพราะทนการรบเร้าของท่านแม่ไม่ไหว วันนี้จึงอยากรบกวนเจ้าสักครา”
หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขา ดังนั้นเยี่ยหลี่เสียงจึงรีบกล่าวต่อไป “เรื่องเป็นเช่นนี้ มารดาของข้าได้ยินว่าเจ้าเป็นคนช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ดังนั้นจึงอยากเลี้ยงตอบแทนเจ้าสักครา หวังว่าเจ้าจะไม่ปฏิเสธ ข้ารับรอง...หลังงานเลี้ยงครั้งนี้ข้าจะไม่มารบกวนเจ้าอีกหากเจ้าไม่เต็มใจ”