บทที่ 1.3
ลั่วเฟิ่งเหยาคาดไม่ผิดจริงๆ การไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยครานี้ แม้แต่จินซื่อและจินซินหรูก็รออยู่บนรถม้าแล้ว
นางไม่ถาม ไม่ประหลาดใจ เพียงนั่งเงียบขณะสีหน้าเองก็ไร้ความเปลี่ยนแปลง ถึงตอนนี้กลับเป็นจินซื่อและจินซินหรูที่เริ่มร้อนรน
“แม่นาง”
ทุกคนในหอโอสถล้วนเรียกนางว่า ‘แม่นาง’ เว้นเพียงลั่วหลิวเท่านั้นที่เรียกนางว่าศิษย์พี่ ลั่วเฟิ่งเหยาเองก็พอใจให้เป็นเช่นนั้น
“ท่านดูไม่ประหลาดใจ”
ลั่วเฟิ่งเหยาเพียงเงยหน้าขึ้นมองจินซื่อ “ผู้ใดจะไปหรือผู้ใดจะมาล้วนไม่เกี่ยวกับข้า ข้าเคยบอกแล้ว...ผู้ใดไม่ยุ่งกับข้า ข้าเองก็จะไม่ยุ่งกับคนผู้นั้น” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเหลือบสายตามองจินซินหรู “ตรงกันข้ามหากมีคนกล้าชี้ไม้ชี้มือมาที่ข้า” นางยิ้มเมื่ออีกฝ่ายหลบตา
“แน่นอน! ย่อมไม่มีผู้ใดกล้ายุ่งกับท่าน”
“ดี” นางกล่าวจบก็หลับตานั่งพิงผนังรถม้าเงียบๆ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นว่าจินซื่อลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ไม่โล่งอกได้หรือ...มีอยู่ครั้งหนึ่งพวกนางบุกขึ้นเขาเพื่อไล่อีกฝ่ายออกจากสวีซาน นึกไม่ถึงว่าจะถูกพิษเข้าอย่างไม่รู้ตัว ทนทรมานอยู่นานนับเดือนกว่าจะสามารถผ่านพ้นมาได้
ที่สำคัญไปกว่านั้นหมอทุกคนล้วนส่ายหน้า แม้พิษไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถรักษาและหาวิธีช่วยบรรเทาความทรมาน
จินซินหรูพยายามข่มอารมณ์เกลียดชังเพราะทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ มีอย่างหรือนางเฝ้าดูแลเยี่ยหลี่เสียงไม่ห่าง ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาเห็นความดีของตน กระนั้นทันทีที่ชายหนุ่มเห็นลั่วเฟิ่งเหยา เขาก็ไม่ชายตามองมายังนางอีกเลย...
งานเลี้ยงขอบคุณจัดขึ้นอย่างหรูหรา แม้ไม่มีแขกเหรื่อมาร่วมงานเนื่องจากเยี่ยหลี่เสียงถูกกำชับเอาไว้ สาเหตุก็เพราะลั่วเฟิ่งเหยาไม่ชอบความวุ่นวาย
อาหารเลิศรสและการต้อนรับอย่างดี ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามนางกลับมองทะลุถึงจุดประสงค์ของเยี่ยฮูหยินในทันที
หลังมื้อเที่ยงและบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ในที่สุดเยี่ยฮูหยินก็มีโอกาสได้สนทนากับลั่วเฟิ่งเหยาตามลำพัง นางพาหญิงสาวเดินเข้าไปยังห้องหนังสือของคฤหาสน์ ที่นั่นมีปะการังสีแดงต้นหนึ่งวางอยู่
นับตั้งแต่โบราณนานมาปะการังสีแดงถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค ดังนั้นราคาของมันจึงสูงลิ่วและเป็นของหายากที่แม้มีทรัพย์สมบัติก็ใช่ว่าอจะสามารถซื้อหามาไว้ในครอบครอง
เยี่ยฮูหยินมีท่าทีผิดหวังเล็กน้อยเมื่อมองเห็นท่าทีเฉยเมยของลั่วเฟิ่งเหยา ทั้งที่มีกระสายยาล้ำค่าอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ นางเคยได้ยินลั่วหลิวกล่าวว่าเงินทองมากมายล้วนไม่อยู่ในสายตาของอีกฝ่าย แต่หากเป็นสมุนไพรหายากไม่ก็กระสายยาล้ำค่า บางทีอาจใช้ดึงดูดความสนใจของลั่วเฟิ่งเหยาได้ ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายกลับเพียงมองปะการังสีแดงด้วยสายตาเรียบเฉย
“ไม่ปิดบังแม่นางลั่ว ที่ข้าเชิญท่านมาในวันนี้เพราะบุตรชายเอาแต่กล่าวถึงท่าน นับตั้งแต่ท่านช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึงท่านจนไม่มีสายตามองไปยังสตรีอื่น”
“เยี่ยฮูหยิน” ลั่วเฟิ่งเหยายิ้มที่มุมปาก แต่ผู้อาวุโสกว่ามองออกว่ารอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา
เยี่ยฮูหยินถอนหายใจออกมาเสียงเบา “ข้าเองก็รู้ว่าทำเช่นนี้อาจล่วงเกินท่าน แต่เพื่อบุตรชายเพียงคนเดียวข้าจึงได้แต่ลองเสี่ยง ข้าจะขอพูดตรงๆ หากท่านรับปากแต่งเข้าตระกูลเยี่ย ข้าจะยกปะการังแดงนี้ให้ท่าน ทั้งยังรับปากไม่ว่าท่านมีข้อแม้ใดๆ หลังแต่งงาน แม้ท่านเรียกร้องที่จะปรุงยาให้หอโอสถต่อไปก็ยังเป็นไปได้”
นี่เป็นข้อเสนอที่ใจกว้างมาก หากมองจากสตรีทั่วไปที่หลังแต่งงานต้องอยู่กับเย้าเฝ้ากับเรือน ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะออกมาทำสิ่งใดได้ดังใจ