7. แอบหนี
กาหลงแหงนหน้าตามสายตาของแม่อิ่ม เมื่อเห็นผ้าที่ห้อยลงมาจึงเข้าใจ “มัดแบบนี้แหละสบายหัวดี”
“แต่มิมีสตรีใดผูกผ้าไว้บนหัวเช่นนี้นะเจ้าคะ”
กาหลงนิ่งไป หากนางออกไปทั้งอย่างนี้คงมิวายถูกผู้คนตำหนิเอาอีกสินะ มือเล็กจึงดึงผ้ามัดผมสีชมพูออกจากหัว ทำให้ผมดำสลวยนั้นตกลงมาสยายเต็มแผ่นหลัง แก้วจึงรีบเอาหวีมาสางให้อย่างเร็ว พร้อมกับจัดทรงให้อย่างสวยงาม
ด้วยการแสกกลางแล้วทัดที่หูทั้งสองข้าง กาหลงยิ้มให้กับการดูแลของพี่เลี้ยง ก่อนจะลุกเดินตามแม่อิ่มออกจากห้องไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรงานนี้นางก็ต้องเข้าร่วม เพราะเป็นงานแต่งของพี่ชาย หากไม่ไปผู้คนก็ยิ่งจะกล่าวถึงกลายเป็นเรื่องให้ได้ครหาอีก
ข้างกันนั้นคือแก้วที่มักจะเดินประกบอยู่เสมอ
เมื่อออกมาจากหอนอน กาหลงก็ตรงไปหามารดาที่นั่งรวมอยู่กับเหล่าคุณหญิงและแม่นายของเหล่าขุนนาง
เมื่อหญิงสาวที่อยู่ในวัยที่พอออกเรือนได้แล้ว คลานเข้ามานั่งข้างมารดา สายตาทุกคู่ก็จับจ้องมายังกาหลงเป็นตาเดียว
สไบสีทองเบาบางตัดเย็บอย่างดีและผ้านุ่งสีเดียวกันนั้น ช่างขับเน้นให้ผิวพรรณและใบหน้าของกาหลงดูโดดเด่นดียิ่งนัก
“กว่าจะออกมาได้นะแม่กาหลง ต้องรอให้ถึงเพลาเชียวหรือออเจ้า ไปเถอะพี่ชายเจ้าลงไปตั้งขบวนรอแล้ว” แม่นายเฟืองตำหนิเสียงอ่อน ก่อนจูงจะมือกันเดินลงจากเรือนไปพร้อมกับภรรยาขุนนางน้อยใหญ่ ที่ยังคงละสายตาออกจากแม่หญิงตัวน้อยไม่ได้
เมื่อลงจากเรือนมาได้ พวกนางก็กล่าวซุบซิบกันตามนิสัย
“แม่หญิงกาหลงช่างงดงามเสียจริง”
“นั่นสิ ขนาดแม่หญิงกาหลงเพิ่งจะแตกสาวแท้ ๆ ดูท่าหัวกะไดเรือนหลวงโกศลคงมิเคยแห้งเลยกระมัง”
“มิแห้งหรือจะแห้งสนิทกันแน่ หญิงวิปลาสเช่นนี้ผู้ใดจะอยากได้ไปเป็นเมีย หากมีลูกก็คงได้ผิดเพี้ยนตามกันไปหมด”
“แต่ตอนนี้แม่หญิงก็ดูปกติดีมิใช่หรือ กิริยามารยาทก็ออกจะงดงามเรียบร้อย นางต้องได้ออกเรือนกับคนที่เหมาะสมเป็นแน่”
เหล่าภรรยาของขุนนางกล่าวซุบซิบกัน โดยมิรู้เลยว่ายามนี้มีขุนแสนราชและหมื่นเรืองเดินอยู่ด้านหลัง ทว่าพวกเขามิได้กล่าวอันใด เพียงแค่เดินนำขึ้นไปก่อนก็เท่านั้น
เสียงซุบซิบของบรรดาภรรยาขุนนางจึงดังขึ้นมาอีกรอบ
ทว่าครานี้กลับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ ยามนี้ทั้งหมดหันมาเอ่ยถึงชายหนุ่มที่เดินขนาบข้างกับครอบครัวหลวงโกศลแทน
“คนผู้นี้ใช่หรือไม่หมื่นแสนราช ที่จะได้อวยยศเป็นขุน”
“ใช่แล้ว เห็นว่าจะย้ายมาประจำที่นี่ด้วย กลับมาอยู่ที่เรือนเดิมของหลวงปราการ เห็นว่าบ่าวไพร่ก็ยังมีไม่มาก ส่วนใหญ่ก็มีแต่ผู้ชายเพราะสตรีไม่มีใครกล้ามาขอทำงานด้วย”
“จริงหรือ ดูท่าคงเกรง...”
“พอได้แล้ว! หากมิหยุดปากเสียข้าจะรายงานให้ออกพระท่านรู้ว่าภรรยาขุนนางน้อยใหญ่เอาแต่นินทาผู้อื่น มิยอมให้เกียรติเจ้าของงาน” ครานี้เป็นเสียงของหลวงพันธุ์ที่เอ่ยขึ้น
ก่อนจะหันไปมองหน้าเหล่าลูกน้อง ผู้เป็นสามีของภรรยาปากดีกลุ่มนี้ นำพาให้พวกนางทั้งหลายรีบพากันก้มหน้าลงทันที
“หัดจัดการกับเมียของตนเสียบ้าง ปากดีกันเหลือเกิน เอ่ยแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่รู้จักดูกำพืดตนเองเอาเสียเลย” ก่อนเดินจากไปหลวงพันธุ์ยังคงเอ่ยทิ้งท้ายด้วยวาจาร้ายกาจ
ทำเอาผู้ที่ถูกตำหนิต่างก็ร้อนหนาวไปตาม ๆ กัน
เมื่อพ้นสายตาผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่กว่า บรรดาสามีก็ตรงเข้ามาตำหนิภรรยาของตนด้วยถ้อยคำด่ารุนแรงจนพวกนางหน้าเสีย
ส่วนกาหลงก็เดินคู่กับมารดาพร้อมกับถือพานพุ่มขันหมาก หมื่นเดชาเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินเข้ามาประกบราวกับสนิทสนมกันดี
“หนักหรือไม่ออเจ้า” เขาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แค่นี้ข้าถือได้” กาหลงเอ่ยตอบอีกฝ่ายตามมารยาท ก่อนจะมองเลยไปยังพี่ชายคนรอง ที่มัวแต่คุยจนไม่สนใจจะกันท่าคนออกให้ตนเลย ทว่าเมื่อมองเลยไปอีกนิดก็ได้เห็นสายตาคู่คมของคนที่ชอบทำหน้านิ่งจ้องมองอยู่
มองต่ำลงนิดนางก็เห็นเขายื่นมือไปสะกิดแขนหมื่นเรืองที่กำลังคุยอย่างออกรส ขุนแสนส่งสายตาเพียงครู่ หมื่นเรืองก็สาวเท้าเดินดุ่มเข้ามาแทรกกลางระหว่างน้องสาวกับหมื่นเดชา
ทั้งยังเบียดน้องสาวให้เดินเลี่ยงไปทางด้านขุนแสน ทำเอากาหลงเกือบจะล้มเพราะในมือนั้นถือพานพุ่มอยู่ จึงทรงตัวได้ไม่ค่อยดีนัก ดีที่มีมือใหญ่ของแสนราชประคองเอวไว้ทัน
“ขอบน้ำใจเจ้าค่ะ” กาหลงรีบเอ่ย ก่อนจะขยับมายืนตั้งหลักให้ดี ปากนั้นก็ยังบ่นพึมพำกับเรื่องที่เกิดขึ้น “เป็นเพราะพี่เรืองเลยดันซะแรงเชียว ดีที่ไม่ล้มลงไปไม่งั้นอายคนแย่”
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” แสนราชเอ่ยเพียงเท่านั้นเ
กาหลงเอียงคอมองผู้ที่สูงกว่าตนมาก พลางเบ้ปากเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนไม่อยากจะเสวนาด้วย
“ชิ! เราหรืออุตส่าห์พูดด้วย” เสียงหวานพึมพำคนเดียว
แสนราชยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ถ้อยคำตัดพ้อที่กาหลงเอ่ยออกมาเขาได้ยินชัดทุกถ้อยคำ แต่ที่ไม่ตอบก็เพราะไม่อยากทำตัวสนิทสนมจนเกินไป ประเดี๋ยวผู้คนจะครหาเอาอีก
ทว่าสายตาของเขากลับยังคงคอยปรายมองนางอยู่ตลอด จึงได้เห็นว่ามีชายหนุ่มขยับเข้าใกล้อยู่บ่อยครั้ง แม่หญิงตัวน้อยก็มักจะขยับเข้ามาหาเขา คงหมายใช้เขาเป็นไม้กันหมาให้กระมัง เพราะทันทีที่ชายหนุ่มเหล่านั้นเห็นเขาเดินข้างนาง ชายหนุ่มรุ่นน้องเหล่านี้ก็ไม่กล้าเข้ามาอีก ยามนี้แม่กาหลงจึงไม่ยอมออกห่างเขาเลย ‘เหตุนี้สินะ หมื่นเรืองถึงได้บ่นมาตลอดทาง’
กระทั่งขบวนขันหมากมาถึงเรือนหอที่เตรียมไว้ซึ่งมันอยู่ไม่ไกลนัก การตามตอแยของเหล่าบุรุษที่มีต่อแม่หญิงคนงามจึงได้สงบลง เพราะกาหลงต้องเข้าไปนั่งรวมกับกับทางฝ่ายเจ้าบ่าว
หนุ่ม ๆ ทั้งหลายจึงมิอาจเข้าใกล้นางได้
อันที่จริงมันก็ไม่ได้จำเป็นนัก ทว่าการรออยู่ข้างนอกคนเดียวก็มีแต่จะปล่อยโอกาสให้คนเหล่านั้นเข้าหา สำหรับกาหลงแล้วมันเป็นอะไรที่น่ารำคาญมาก เพราะแต่ละคนมีแต่ยกยอปอปั้นตนเอง กล่าวว่าเป็นบุตรขุนนางใหญ่ บ้านเรือนมีทรัพย์สินมากมาย บ้างก็อวดอ้างความดีของตนให้ดูสูงส่งเกินความเป็นจริง
เรื่องเหล่านี้กาหลงล้วนฟังมาจนเบื่อแล้ว
ด้านนอกของการทำพิธี
“นึกไม่ถึงว่าแม่หญิงกาหลงจะเนื้อหอมมากเพียงนี้นะขอรับ แต่ก็ไม่แปลกเพราะนางงดงามต่างจากสตรีทั่วไปมากโข หากยามนี้ท่านขุนของบ่าวอายุห่างจากแม่หญิงไม่มากล่ะก็ กระผมก็หวังอยากให้แม่หญิงหันมาสนใจนายของกระผมบ้างนะขอรับ” สนเอ่ยความคิดของตนออกมา หลังได้เห็นสายตาของเหล่าบุรุษเอาแต่จับจ้องไปที่หญิงงามที่นั่งไม่ไกลจากคู่บ่าวสาว
ซึ่งตามจริงแขกในงานควรเจาะจงที่คู่แต่งงาน ทว่าสายตาพวกเขากลับมองไปยังสตรีตัวน้อยที่นั่งนิ่งกลางแขกเหรื่อมากกว่า
แสนราชปรายตากลับมาที่คนสนิทของตนพลางส่ายหัวให้กับความคิดของนายสน “อย่าได้เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาอีก หากมีใครมาได้ยินแม่หญิงที่เจ้าเอ่ยถึงจะเสื่อมเสีย” เอ่ยจบแสนราชก็เดินแยกตัวออกมา พร้อมกับครุ่นคิดเรื่องที่คนสนิทเอ่ยเมื่อครู่
แม้เขาจะนึกเอ็นดูแม่หญิงตัวน้อยอยู่บ้าง ถึงกระนั้นในหัวก็ไม่เคยมีความคิดเป็นอย่างอื่น ด้วยอายุที่ห่างกันจนอีกฝ่ายแทบจะเป็นลูกได้ อีกทั้งการแต่งงานครั้งที่ผ่านมา มันยังคงสร้างบาดแผลให้ใจเขา จนถึงขั้นไม่คิดอยากแต่งสตรีใดอีก และการแต่งงานกับสตรีที่อายุน้อยกว่ามาก ย่อมเป็นเรื่องที่อันตรายยิ่งกว่า
ผัวแก่เมียสาว อย่างไรเสียมันก็ต้องกลายเป็นช่องว่างให้เกิดเรื่องกินแหนงแคลงใจกัน ที่สำคัญสตรีอ่อนเยาว์ไหนเลยจะบ้ามามีใจให้หนุ่มใหญ่ที่ตกพุ่มหม้ายอย่างเขา
“ไอ้สน ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอก เสร็จพิธีกงนี้เจ้าก็ไปเรียกด้วยข้าอยู่ที่ริมน้ำ แล้วก็... อย่ามัวแต่ดูเพลินเสียล่ะ” แสนราชเอ่ยบอกคนของตนก่อนจะเดินลงไปยังริมน้ำ เขานั่งอยู่ตรงนี้อยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะมีใครบางคนเดินเข้ามาด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ
“ทำกระไรออเจ้า หนีผู้ใดมาอีกฤา?”
“ก็หมื่นเดชาน่ะสิเจ้าคะ ไม่รู้จะตามทำไมนักหนา ไม่รู้หรือว่าคนเขารำคาญ! เอ๋... หรือว่าข้าควรหนีกลับเรือนไปเสีย”
แสนราชนึกขันกับท่าทางของแม่หญิงตัวน้อย ที่แม้จะแต่งตัวเรียบร้อยเพียงใด ถึงกระนั้นยามที่พบเจอกันนางก็ยังเผยธาตุตัวตนออกมาให้เขาที่เป็นคนอื่นได้เห็นอยู่เสมอ จนบางทีเขาก็อดแปลกใจเสียไม่ได้ ว่าแม่หญิงตัวน้อยคงเห็นตนเป็นดั่งคนในครอบครัวไปแล้วกระมัง เลยทำตัวตามสบายเยี่ยงนี้ออกมาได้
“แล้วออเจ้าอยากกลับหรือไม่ หากจะไปประเดี๋ยวอาไปส่งออเจ้าก็ได้ ว่าแต่พี่เลี้ยงออเจ้าไปไหนเสียแล้ว”
“คุณอาจะไปส่งจริงเจ้าคะ เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ พี่แก้วคงจะตามไปในไม่ช้า เดี๋ยวให้คนมาบอกคุณแม่ทีหลังก็ได้เจ้าค่ะ”
มือเล็กยื่นออกมาจับข้อมือใหญ่จูงออกจากศาลาท่าน้ำทันที
“ช้าก่อนออเจ้า” แสนราชรีบทักท้วง พลางแกะมือเล็กของนางออกเพราะเกรงจะมีคนมาเห็นเข้า “หากไปทางนี้อาจมีคนเห็น ทางนั้นมีเรืออยู่ประเดี๋ยวอาไปส่งออเจ้าแล้วพายกลับมาคืนดีกว่า”
“คิดได้ดีเจ้าค่ะ” กาหลงเอ่ยก่อนจะยิ้มร่าให้อีกฝ่าย
นำพาให้คนที่คอยย้ำเตือนตนเองเกี่ยวกับความเหมาะสมถึงกับใจเต้นรัว เพราะตั้งแต่เกิดมา เขาไม่เคยได้รับรอยยิ้มสดใสเช่นนี้มาก่อนเลย ทว่าหลายคราแล้วที่เด็กสาวผู้นี้มอบมันให้เขา
