2. กาหลงที่มิใช่กาหลง
แสนราชยืนมองร่างอรชรที่หลับปุ๋ยอยู่บนเตียงนอน ไม่มีท่าทางว่าจะตื่นขึ้นมาเลย ทั้งที่เสียงขนของและเสียงพูดคุยก็ออกจะดัง นัยน์ตาคู่คมหรี่ลงเล็กน้อยทว่าปากเขากลับไม่คิดจะส่งเสียงปลุก หรือทำอันใดให้เด็กสาวผู้นี้ตื่นตระหนก
“ท่านขุนจะให้ขนของเข้าไปเลยหรือไม่ขอรับ”
แสนราชหันกลับมาหาผู้ที่เอ่ยถามตน แต่มิได้ตอบคำถามอีกฝ่าย หากแต่ใช้สายตาปรายมองไปยังร่างเล็กที่นอนคลุมผ้าบนเตียงนอนของเขาแทน เมื่อบ่าวคนสนิทเห็นก็ร้องอุทานทันที
“คุณพระ!! เด็กที่ไหนกันขอรับ” นายสนบ่าวรับใช้ที่ติดตามผู้เป็นนายมาจากเมืองหน้าด่านร้องเสียงหลง
“คงเป็นลูกของเรือนใกล้เคียงนี่แหละ จะว่าเป็นของฝั่งนั้นก็คงไม่ใช่ เด็กเช่นนี้คงมิกล้าว่ายน้ำข้ามมากระมัง อีกอย่างถ้ารู้ว่าเรากลับมาแล้ว อย่างไรฝ่ายนั้นก็มิมีทางปล่อยให้คนของตน เข้ามาที่เรือนผู้อื่นเช่นนี้ดอก เองก็จัดการเสียข้าจะออกไปรออีกห้อง”
“นั่นสิขอรับ ที่ท่าน้ำก็ไม่เห็นมีเรือ ดูท่าจะเป็นลูกหลานแถบนี้แหละขอรับ เช่นนั้นกระผมจะปลุกให้ออกไปนะขอรับ”
ร่างสูงของแสนราชเดินเลี่ยงออกมาเพื่อไปรอยังหอนั่งที่อยู่ถัดมาเล็กน้อย และมีระเบียงมองเห็นฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นเรือนของหลวงโกศล ที่เขาต้องไปรายงานตัวด้วยหลังจากนี้
เดินยังไม่ทันถึง เขาก็ได้ยินเสียงตื่นตระหนกใสแจ๋วดังขึ้นภายในห้องนอนที่เพิ่งเดินจากมา ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มวัยสามสิบสามผู้นี้หันไปสนใจ แต่เมื่อมีเสียงวิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว เขาก็สาวเท้าตรงไปที่ระเบียงเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ภาพที่ปรากฏคือ ร่างเล็กที่เขาเห็นนอนสบายอยู่ในห้อง ยามนี้กำลังวิ่งตรงไปที่ท่าน้ำ มีคนสนิทของเขาวิ่งตามไปติด ๆ ร่างเล็กนั้นหันกลับมาทางเขาเพียงครู่ นางก็พุ่งลงไปราวกับฉมวกที่ถูกแทงลงน้ำ จากนั้นก็หายเงียบไปไม่ต่างจากโยนของลงน้ำ
แสนราชถึงกับลืมหายใจ พลางคิดว่าตนคือสาเหตุทำให้ลูกหลานคนแถวนี้ กระโดดน้ำหนีตาย “ไอ้สน เอ็งรีบหาคนไปงมขึ้นมา ไยมุดหายไปนานเพียงนี้เล่า” แสนราชตะโกนเสียงดัง
ทว่ายังไม่ทันที่คนของเขาจะไปถึงริมคลอง ร่างที่จมหายไปก็โผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ ทำเอาทุกคนได้แต่ยืนตะลึงงันไปกับภาพ ขุนแสนที่ยืนมองอยู่บนระเบียงก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก
ทว่าร่างเล็กที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำ กลับยังคงลอยคอและมองกลับมาที่เรือนของเขา และใบหน้านั้นก็หันมาที่ที่เขายืนอยู่
กาหลงยกมือขึ้นลูบหน้าตน ก่อนจะว่ายต่อไปยังท่าน้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ใบหน้าจิ้มลิ้มเผยยิ้มบางออกมาเมื่อขึ้นจากน้ำได้แล้ว
“เจ้าเด็กแสบ หนีไปที่นอนเรือนนั้นอีกแล้วสินะ เห็นหรือไม่ว่าเจ้าของเขากลับมาแล้ว นี่คงถูกไล่ตะเพิดมาล่ะสิ”
ร่างเล็กที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำสะบัดผมจนน้ำบนสาดกระเซ็นไปทั่ว และยังเปียกไปถึงตัวพี่ชายที่ยืนอยู่ไม่ไกลด้วย หมื่นจันทร์จึงอดที่จะยื่นมือออกมายีหัวให้ผมนางยุ่งกว่าเดิมไม่ได้
“พี่จันทร์ทำกับน้องเช่นนี้ได้หรือเจ้าค่ะ” กาหลงแหวใส่เสียงเง้างอน ก่อนจะเร่งสะลัดผมให้น้ำกระเซ็นยิ่งกว่าเดิม
“โอ้ย! เจ้าเด็กดื้อนี่” หมื่นจันทร์รีบเอามือกดที่หัวนาง เมื่อเห็นน้องสาวตั้งท่าจะสะบัดผมอีกครั้ง ทำให้มือไม้นั้นหันมาชกต่อยอากาศและดันมือผู้พี่ออก หมื่นจันทร์จึงเอ่ยตำหนิไม่จริงจังนัก
“ก็น้องทำพี่เปียกก่อนทำไมเล่า”
“ก็พี่จันทร์ว่าน้อง” กาหลงยังไม่ยอมแพ้
“เอาล่ะ ๆ พอเถิด พี่เปียกหมดแล้ว” หมื่นจันทร์ยอมวางมือลง กาหลงก็ยืนนิ่งพร้อมเสยผมที่รกรุงรังขึ้น หมื่นจันทร์ยิ้มขันกับการกระทำที่ไม่ห่วงสวยของน้องสาว ก่อนจะเอ่ยถามในสิ่งที่ใคร่รู้
“ออเจ้า ได้เห็นเจ้าของเรือนหรือไม่ หน้าตาเขาเป็นเช่นไร พี่ได้ยินมาว่า เขาเป็นขุนนางที่รูปงามมากแม้จะอายุมากโข”
กาหลงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังเรือนตรงข้าม ซึ่งบัดนี้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงระเบียงหายไปแล้ว “ไม่เห็นเจ้าค่ะ น้องหลับอยู่บนห้องด้านบนพอมีคนมาปลุกให้ตื่น น้องตกใจก็รีบวิ่งลงมาแล้วก็ว่ายน้ำกลับเรือนนี่แหละเจ้าค่ะ” กาหลงตอบหน้าตาย
“อะไรนะ! นี่เขาเจอว่าออเจ้าหลับอยู่บนห้องนอนเลยฤา ทางนั้นจะไม่ตามมาเอาเรื่องถึงเรือนหรือ ออเจ้าไยถึงซนเช่นนี้นะ”
กาหลงชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยแถไปอีก “เอาน่า เด็กซนเป็นเด็กฉลาดนะพี่จันทร์ น้องขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะเจ้าคะ อากาศวันนี้เย็นกว่าปกติอย่างไรมิรู้” เอ่ยจบนางก็หันไปพยักหน้าให้แม่แก้ว พี่เลี้ยงที่ด๖มากับกาหลงตั้งแต่เด็ก
นางแอบย่องเดินขึ้นเรือน หมายจะอ้อมไปทางระเบียงข้าง เพื่อจะได้ไม่พบกับมารดาหรือบิดา ถึงกระนั้นก็ยังไม่พ้นสายตาผู้เป็นแม่ ที่นั่งอยู่บนตั่งกลางโถงรับรอง มีแม่อิ่มคอยพัดวีเช่นเคย
“ผลัดเปลี่ยนผ้านุ่งแล้วมาพบแม่ด้วยหนาแม่กาหลง” เสียงเย็นจากโถงรับรองลอยมาจนร่างของกาหลงและแก้วสะดุ้ง
กาหลงหันไปยิ้มแหยให้มารดา “เจ้าค่ะคุณแม่” ริมฝีปากอิ่มตอบรับก่อนจะยิ้มแป้นเพื่อเอาใจผู้ที่นั่งจ้องมาเขม็ง
แต่ด้วยความขี้แกล้ง กาหลงจึงเดินเข้าไปหามารดาที่นั่งอยู่ จากนั้นก็โผเข้ากอดจนทำให้อาภรณ์แม่นายเฟืองเปียกตามไปด้วย
“ว๊ายยย! แม่กาหลงไยถึงทำเช่นนี้ แม่เปียกหมดแล้วเห็นหรือไม่ เจ้าเด็กแสบนี่ ช่างหาเรื่องให้ถูกดุดีจริง ๆ”
“ก็กาหลงอยากให้คุณแม่ไปเปลี่ยนชุดเช่นกันนี่เจ้าคะ สีนี้ไม่เหมาะกับคุณแม่สักนิด” กาหลงเอ่ยแถไปเรื่อย
“เจ้าเป็นเด็กจะรู้อะไร ไปผลัดผ้าเถอะเดี๋ยวก็เป็นหวัดกันพอดี แก้วอย่าลืมต้มน้ำขิงให้แม่กาหลงด้วย” จากที่ตั้งท่าจะตำหนิบุตร ใบหน้าดุของแม่นายเฟืองก็แปรเปลี่ยนเป็นห่วงใยแทน
กาหลงเผยยิ้มชอบใจ ก่อนจะกดจมูกเรียวลงบนแก้มมารดาไปฟอดใหญ่ แล้วจึงเดินกลับห้องของตนไป ซึ่งห้องนี้อยู่ฝั่งเดียวกับเรือนตรงข้ามและมีหน้าต่างที่สามารถมองเห็นกันได้
“จะย้ายมาทำไมกันนะ แบบนี้ก็ไปไม่ได้แล้วสิ” ดวงตาคู่งามยังคงทอดมองไปยังเรือนตรงข้าม ที่ที่นางใช้พักใจมาเกือบสองปี
สถานที่ที่มีอยู่จริงในยุคปัจจุบัน... เรือนนี้คือสมบัติที่ตกทอดกันมาสองรุ่น ปู่ของนางซื้อต่อมาจากเพื่อนที่คบหากันมานาน จากนั้นก็มอบต่อให้พ่อของอัญชัน เมื่อพ่อสิ้นกาหลงก็รับมอบเรือนนี้ต่อ ทว่ามรดกชิ้นนี้ก็กลายเป็นสาเหตุทำให้นางถูกยิงตายเช่นกัน และนั่นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กาหลง เจ้าของร่างนี้ตกน้ำตาย
อัญชัน ศิลาสกุล วัยยี่สิบปี หญิงสาวผู้มีชื่อเล่นเดียวกันกับกาหลง จึงถูกห้วงเวลาดึงเข้ามาอยู่ในร่างของกาหลง ใช้ชีวิตเป็นเด็กสาวในวัยสิบสามแทนโดยไม่อาจย้อนกลับสู่โลกเดิมได้อีก
ทว่าการย้อนกลับมาอยู่ในยุคที่ไร้ความเจริญ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการที่จะต้องปรับตัว กว่าจะเข้าที่เข้าทาง และสงบได้อย่างทุกวันนี้ นางก็ถูกมองว่าเป็นหญิงบ้าเสียสติไปแล้ว
คำพูดที่ผู้คนกล่าวถึงจึงมักจะมีแต่คำว่า บุตรสาวหลวงโกศลเสียสติ วิปลาสพูดแต่เรื่องบ้าบอ นำพาตระกูลของหลวงโกศลเสื่อมเสียไปพักหนึ่ง กว่าจะกลับมาดีได้ก็เกือบครึ่งปี
ข่าวลือที่ว่าบุตรสาวหลวงโกศลในยามนั้น แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร บ้างก็พูดถูกที่ว่ามีจิตวิญญาณของผู้อื่นมาสิงสู่
บางก็ว่านางเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่พอกาหลงจากยุคปัจจุบันปรับตัวได้ ผู้คนรอบกายก็เริ่มมองนางใหม่ เพราะเด็กสาวที่เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มิได้เอาแต่ใจเช่นแต่ก่อน ทั้งนางยังฉลาดและรู้จักประจบเอาใจคนเก่ง
ไม่นานแม่หญิงกาหลงที่ผู้คนมองว่าเสียสติ ก็กลายเป็นที่รักของผู้ที่พบเห็น ทว่าก็ยังไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเช่นนั้น แม้ข่าวลือของนางจะเงียบหายไป ทว่าเมื่อใดที่นางปรากฏตัวในวงสังคม ข่าวนี้ก็มักจะวนกลับมาให้คนได้พูดถึงอยู่เสมอ
และเหตุนี้เอง กาหลงจึงเลือกที่จะอยู่ในเรือนไม่ก็ว่ายน้ำไปนอนที่เรือนตรงข้าม ซึ่งร้างผู้คนมากว่าสิบปีแทนการไปเยี่ยมเยียนเรือนอื่น และแน่นอนว่าบิดามารดาของนางก็ไม่เคยตำหนิ เพราะพวกเขาเองก็เหนื่อยจะฟังคำติฉินนินทาของผู้คนเช่นกัน
ส่วนสาเหตุที่อัญชันมักจะไปยังเรือนนั้นเสมอ ก็เพราะมันเป็นบ้านเก่าของคุณปู่ที่อาศัยอยู่มานานกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว และเธอเองก็เติบโตที่นี่ ความผูกพันธ์จึงมีอยู่เต็มเปี่ยม จึงไม่แปลกนักที่หญิงสาวที่เคยอ่อนแอจะว่ายน้ำเก่งกว่าผู้คนแถบนี้
“แม่หญิง ยืนเหม่อทำไมกันเจ้าคะ เปลี่ยนผ้าเถิด” แม่แก้วเอ่ยบอกผู้ที่ยังคงทอดสายตาไปยังเรือนตรงข้าม
“พี่แก้ว ขุนนางสมัยนี้ต้องมารายงานตัวที่เรือนของเจ้านายใช่หรือไม่” กาหลงเอ่ยโดยไม่ได้หันมามองคนสนิท
“ควรต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
กาหลงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาหยิบเอาอาภรณ์ในมือพี่เลี้ยงมาถือแล้วเดินเข้าไปยังห้องแต่งกายที่อยู่ติดกัน
