1. เรือนตรงข้าม
3 ปีก่อนหน้านี้
“ไอ้เจิมเองจะปีนต้นมะพร้าวให้ข้าเมื่อไหร่ เราต้องรีบเอาไปส่งที่เรือนท่านหลวงแล้วนะ ขืนชักช้าจะไม่ทันงาน” นางแฟงเอ่ยถามผัวของตน ที่ยังคงยกจอกเหล้าหมักที่ทำขึ้นมาเองดื่ม
โดยมิได้ไยดีเสียงจากเมียแก่ของตนเลยสักนิด
ใบหน้ากร้านแดดลมหันกลับมาหาผู้ที่ยืนบ่นให้ตนมาตั้งแต่เช้าจนป่านนี้เกือบเที่ยงแล้วก็ยังไม่หยุด
“กูจะทำก็ต่อเมื่อกูอยากทำ ถ้าเอ็งรอไม่ได้ก็ขึ้นเอง”
เสียงอ้อแอ้ตอบกลับมา ก่อนจะหันไปหาจอกเหล้าเช่นเดิมยายแฟงก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา สุดท้ายนางก็จำต้องจ้างผู้อื่นให้มาปีนเก็บมะพร้าวให้เช่นเคย เมื่อได้ทลายเต็มลำเรือก็นำไปส่งที่เรือนไทยหลังใหญ่ ที่กำลังมีบ่าวไพร่จำนวนมากจัดตบแต่งสวนด้วยต้นไม้ดอกไม้จนดูงดงามราวกับแดนสวรรค์ นั่นเพราะพรุ่งนี้จะมีงานแต่งบุตรชายคนโตของเรือนหลวงโกศล
มาถึงนางก็รีบเอาเชือกผูกที่ท่าเรือข้างโรงครัว
“ยายแฟงมาเอ็งมาเสียที ข้าคิดว่าเอ็งจะไม่มาเสียแล้ว”
“ก็เกือบจะไม่ได้มาแล้วแหละแม่อิ่ม ไอ้ผัวตัวดีของข้าน่ะสิ เมาอยู่ได้ทุกวี่วันเมื่อไหร่มันจะจมไหสุราตายเสียทีก็ไม่รู้ ข้านี่เหนื่อยกับมันเสียจริง” ยายแฟงยังคงบ่นด้วยถ้อยคำเดิม ๆ
นางอิ่มยิ้มออกมาเช่นทุกครั้งยามที่ได้เจอยายแฟง เพราะยายผู้นี้มักจะบ่นเรื่องเดิมเสมอ จนนางเริ่มชินชาเสียแล้ว
“ทำอย่างไรได้ล่ะ เองสองคนจับมืออยู่กินกันแล้ว เองไม่ทนแล้วใครจะทน อย่างไรก็ต้องกอดคอกันไปจนวันตายนั่นแหละ” เอ่ยกับคนตรงหน้าแล้ว นางอิ่มก็หันไปเรียกบ่าวชายที่ยืนมองกันหน้าสะล่อน “เอาพวกเอ็งจะยืนดูอยู่ไยรีบมาช่วยยกสิ”
แม่อิ่มหรือผู้ดูแลเรือนที่มีอายุกว่าสี่สิบแล้วร้องเรีบยบยกเสียงดัง นางเป็นคนเก่าแก่ของเรือนไทยแห่งนี้ตั้งแต่รุ่นตายายมาแล้ว เจ้านายจึงไว้ใจให้ดูแลบ่าวไพร่ทั้งหมดรวมถึงทุกอย่างด้วย
“นี่เบี้ย เก็บไว้ดีดีล่ะ ประเดี๋ยวไอ้เจิมจะเอาไปซื้อเหล้ากินหมด เอาไว้หากข้าต้องใช้มะพร้าวอีกข้าจะให้คนไปตาม”
ยายแฟงยกมือไหว้แม่อิ่ม แม้ตนจะอายุน้อยกว่าแต่ด้วยความต่างทางฐานะ เพราะแม่อิ่มนับว่าเป็นผผู้กว้างขวาง และยังเป็นคนที่เรียกใช้และหารายได้มาให้นางอยู่เรื่อย ๆ ยายแฟงจึงค่อนข้างเคารพและเกรงใจหญิงวัยสี่สิบห้าปีผู้นี้มาก
“ขอบใจมากนะจ๊ะ ฉันไปก่อนล่ะ” ยายแฟงเอ่ยแล้ว ก็พายเรือกลับกระท่อมของตน ในขณะที่เดินทางกลับเรือของนางก็สวนกับขบวนเรือขนย้ายสิ่งของซึ่งน่าจะเป็นการย้ายบ้านเสียมากกว่า
“มีคนย้ายมาใหม่หรือ คงจะเป็นเรือนตรงข้ามกับเรือนคุณหลวงโกศลกระมัง ดีจริงข้าจะมีรายได้เพิ่มอีกแล้ว” ยายแฟงนึกอย่างมีความสุข ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาพายเรือกลับกระท่อมตน
ณ เรือนร้างที่ไม่มีใครอยู่มานาน
เรือลำขนาดกลางหยุดลงตรงท่าน้ำของเรือน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการขนย้ายจากรถลากเอาของมาส่งแล้วจำนวนหนึ่ง ส่วนที่เหลือที่มาพร้อมกับเจ้าของเรือนที่ย้ายมาจึงมีแค่เล็กน้อยเท่านั้น
“คุณพี่มีคนย้ายมาอยู่ที่เรือนหลวงปราการแล้วหรือเจ้าคะ เช่นนี้เราก็มีเพื่อนบ้านแล้วสิ” แม่นายเฟืองเอ่ยกับสามี
“แม่เฟืองอย่าพึ่งดีใจไป ลืมไปแล้วหรือว่าคนเรือนนี้มิได้เป็นมิตรกับผู้คนภายนอกนัก เอาไว้หากเขามาค่อยว่ากันอีกทีเถิด ถึงยามนั้นค่อยต้อนรับขับสู้ก็ยังมิสายดอก” หลวงโกศลเอ่ยพลางมองไปยังท่าเรือฝั่งตรงข้าม ซึ่งกำลังมีการขนย้ายข้าวของดูวุ่นวาย
แม่นายเฟืองเมียหลวงโกศลเงียบเสียงลงทันที เมื่อนึกได้ว่าก่อนนี้คนในเรือนหลวงปราการเคยต้องโทษข้อหารับสินบน
จนทำให้ต้องถูกเนรเทศไปนานกว่าห้าสิบปี
“คุณพี่เจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าตระกูลของหลวงปราการได้รับอภัยโทษนานแล้วมิใช่หรือ เหตุใดพวกเขาเพิ่งย้ายกลับมาเล่า”
“นี่คงเป็นรุ่นลูกหลานของหลวงปราการกระมัง เห็นว่าได้อวยยศให้เป็นท่านขุนแล้วขอรับคุณแม่ คงเข้ามารับตำแหน่งจึงได้ย้ายกลับมา” หมื่นจันทร์ บุตรชายคนรองของเรือนเอ่ยบอกมารดา
“จริงหรือพ่อจันทร์ เช่นนั้นท่านขุนคนใหม่ก็ต้องเข้ามาพบคุณพี่เร็ว ๆ นี้น่ะสิ” แม่เฟืองหันมาเอ่ยกับบุตรชาย
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้นขอรับ ว่าแต่น้องไปไหนแล้ว มิใช่ว่าแอบไปที่เรือนนั้นนะขอรับ ประเดี๋ยวก็ถูกจับหาว่าเป็นขโมยพอดี”
“จริงด้วย! ตั้งแต่เช้ายังแม่ยังไม่เห็นแม่กาหลงเลย แก้วก็หายไปด้วย คงไปที่เรือนนั่นเป็นแน่ จะทำอย่างไรดีคะคุณพี่”
“จะทำอย่างไรได้ล่ะ จะให้คนไปตามก็ดูจะวุ่นวายเข้าไปอีก เด็กคนนี้ก็ช่างกระไรซนเสียเหลือเกิน ตั้งแต่ตกน้ำครานั้นก็กลายเป็นคนละคน ไหนจะบอกว่าตนมิใช่แม่กาหลงอีก”
หลวงโกศลเอ่ยอย่างเหนื่อยใจเมื่อกล่าวถึงบุตรสาวคนเล็กของตน ตั้งแต่สองปีก่อนที่พลัดตกน้ำหายไปนานจนคิดว่าไม่รอด ทว่าไม่ทันไรร่างก็ลอยขึ้นมาเสียดื้อ ๆ พอตื่นขึ้นมาก็โวยวายหาว่าตนไม่ใช่กาหลง ทั้งยังวิ่งหนีลงเรือนจนต้องจับกันให้วุ่น
“แต่ลูกเชื่อที่แม่กาหลงเอ่ยนะขอรับคุณพ่อ เพราะน้องเปลี่ยนไปมากโข จากที่เคยขี้โรคป่วยบ่อยทั้งยังมีนิสัยเอาแต่ใจ บัดนี้กลับฉลาดหลักแหลมแม้จะดื้อซนไปบ้าง แต่ก็นับว่าดีกว่าเมื่อก่อนมาก ซ้ำยังรู้จักประดิษฐ์ข้าวของมากมาย จนเรือนของเรามีของใช้ที่เรือนอื่นมิมีตั้งหลายอย่าง” หมื่นจันทร์เอ่ยอย่างภูมิใจ
“แม่เองก็เคยคิด เพราะกาหลงเปลี่ยนไปมาก หน้าตาหรือก็ไม่มีละม้ายคล้ายคนในเรือนเลย จนบางทีแม่ก็คิดว่าน้องอาจจากเราไปแล้วจริง ๆ ส่วนคนที่อยู่ในร่างยามนี้ก็…”
แม่นายเฟืองเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมาเสียงแผ่วเบา ผู้เป็นสามีที่ยืนอยู่ข้างกันจึงกล่าวตำหนิ เพราะกังวลเกี่ยวกับบุตรสาว
“เจ้าอย่าได้เอ่ยเช่นนี้อีกเชียวหนาแม่เฟือง เจ้าอยากให้ผู้คนครหาลูกว่าเป็นหญิงบ้าเสียสติหรือ หากบ่าวไพร่เอาเรื่องนี้ออกไปพูดข้างนอก คงได้ล่ำลือทั่วพระนครเป็นแน่”
แม่นายเฟืองรีบปิดปากตนไว้ทันที ก่อนจะรีบมองซ้ายแลขวาดูว่ามีใครอยู่แถวนี้หรือไม่ “ขออภัยเจ้าค่ะคุณพี่ ข้าแค่…”
หลวงโกศลเข้าใจความคิดเมียของตนดี เขาจึงหันมาปลอบนางเสียงอ่อน “กาหลงคือลูกสาวของเรา ไม่ว่าก่อนนี้จะเป็นเช่นไร ลูกก็คือลูกของเรา ภายหน้าพวกเจ้าจงอย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้กันอีก หากเรื่องเลื่องลือออกไปข้างนอก แม่กาหลงจะใช้ชีวิตลำบาก”
“ขอรับคุณพ่อ” หมื่นจันทร์รีบรับปาก
“เจ้าค่ะคุณพี่” แม่นายเฟืองก้มหน้ารับคำ เพียงครู่นางก็เงยขึ้นแล้วมองไปทางเรือนตรงข้าม “พ่อจันทร์ เข้าไปดูหน่อยเถิด ตกลงน้องไปที่ใดกัน อยู่ที่เรือนตรงข้ามหรือไม่”
“เดี๋ยวลูกจะไปดูให้ขอรับ” สิ้นคำ หมื่นจันทร์ก็เดินลงเรือน ตรงไปที่ท่าน้ำเพื่อดูว่าน้องสาวตนแอบเล่นน้ำหรืออยู่ที่ใดกันแน่
“เจ้าเด็กคนนี้ ไม่รู้ติดใจอะไรเรือนตรงข้ามนักหนาถึงแอบไปได้ทุกวี่วัน ซนจริงเชียว” แม่นายเฟืองบ่นพึมพำถึงเรื่องที่บุตรสาวตนชอบแอบว่ายน้ำข้ามไปที่เรือนตรงข้ามอยู่เสมอ
นางห้ามเท่าไหร่บุตรสาวก็ไม่ยอมฟัง เอ่ยแต่ว่าที่นั่นสงบและร่มรื่น ทำให้นางอยากไปที่นั่นให้ได้ทุกวัน
และวันนี้ก็เช่นกัน…
กาหลงในวัยสิบห้าปี ยังคงนอนหลับอยู่บนเตียงไม้กว้างราวกับนางคือเจ้าของรือนหลังนี้เสียเอง และก็เป็นเช่นนี้ในทุก ๆ วัน เเรียกว่านับตั้งแต่ฟื้นจากการจมน้ำเมื่อสองปีก่อนก็ว่าได้
“รีบยกขึ้นไป” เสียงดังจากข้างล่างแว่วมา
ทว่ามันก็มิได้ปลุกให้ผู้ที่กำลังหลับใหลตื่นขึ้นมาแม้แต่น้อย กระทั่งประตูนั้นเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงที่ยืนขมวดคิ้วมองร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงของเขาอย่างสบายใจ
