บทที่ 3 ปฐมบทความแค้น - 1
หลักจากที่เจอเอเดสเมื่อสามวันก่อน ปิ่นปักก็พยายามหลบหน้าผู้ชายคนนั้น เมื่อไหร่ที่เจอ เธอจะพยายามเลี่ยงพบหน้าเขา เพราะไม่อยากให้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก
“จะออกไปแล้วเหรอปิ่น” เสียงของนีรดาถามเมื่อเห็นสาวร่างเล็กแลดูเร่งรีบ
“ใช่ค่ะ วันนี้มีธุระที่มหาวิทยาลัยหน่อยค่ะ”
“อ้าวปิดเทอมแล้วไม่ใช่เหรอลูก”
“ใช่ค่ะ แต่ว่าช่วงนี้มีคุยเรื่องฝึกงานตอนปีสี่ค่ะ”
“ถ้ารีบๆ งั้นออกไปพร้อมตาเอสก็ได้นะลูก” เมื่อนีรดาเรียกชื่อของเอเดสทำให้ปิ่นปักรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ เพราะเธอไม่อยากเจอหน้าผู้ชายคนนั้นแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้า และไม่อยากแม้แต่จะคุยกับเขาด้วย
“ไม่เป็นไรค่ะ ปิ่นไปเองได้ ปิ่นไม่อยากรบกวนเอ่อ...พี่เอส” ขณะที่หญิงสาวกำลังพูดชื่อของชายหนุ่ม ร่างสูงของเอเดสก็เดินเข้ามาพอดี
“อ้าว...ตาเอสมาพอดีเลย วันนี้ไปส่งน้องที่มหาวิทยาลัยหน่อยสิ ทางผ่านที่ทำงานของลูกพอดี”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูไปเองได้ค่ะคุณแม่” ไม่ใช่เพราะความเกรงใจ แต่เพราะไม่อยากอยู่ใกล้เขามากกว่าทำให้ตอบปฏิเสธไป แต่ยิ่งหนีก็ยิ่งทำให้เอเดสรู้สึกไม่พอใจที่ผู้หญิงคนนี้ทำมาเป็นแอ๊บแบ๊ว ไม่รู้ว่าลับหลังของเขาปิ่นปักออดอ้อนแม่ของเขามากแค่ไหน
“ได้ยังไง ไหนบอกว่ารีบไม่ใช่เหรอ พี่เขาก็จะออกไปพอดีเลย ใช่ไหมตาเอส...” เมื่อพูดจบนีรดาก็หันไปหาลูกชายที่ทำหน้านิ่งอยู่
“ไม่เป็นไรค่ะ ปิ่นไปเองได้” เพราะเธอรับรู้ถึงรังสีบางอย่างที่ออกมาจากสายตาของเอเดส ทำให้หญิงสาวคิดว่าอยู่ห่างจากผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นการดีที่สุด
“ไปสิปิ่น เดี๋ยวพี่ไปส่ง จะนั่งรถไปเองทำไม” น้ำเสียงนุ่มทุ้มของเอเดสทำให้ปิ่นปักเงยหน้าขึ้นมามองด้วยความแปลกใจ เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะมีความหวังดีกับเธออีก
“เอ่อ...” หญิงสาวยืนอ้ำอึ้งด้วยความลังเลใจ เพราะใจหนึ่งคิดว่าถ้าไม่ไปนีรดาจะสงสัย แต่ถ้าไปเธอก็ต้องเผชิญหน้ากับเขาอย่างจัง
“รีบไม่ใช่เหรอปิ่น ไปเร็วเดี๋ยวพี่ไปส่ง” ตอนนี้ปิ่นปักอยากจะมอบตุ๊กตาทองให้กับเอเดสเหลือเกิน เขาสามารถแสร้งทำเป็นดีกับเธอต่อหน้าคนอื่น แต่รู้ดีว่าเขาไม่ได้ต้องการทำแบบนี้ เพราะเขาไม่เหมือนกับคนเมื่อวานที่เอาแต่รังแกต่อว่าต่อขานราวกับเธอไม่ใช่คน
“ไปเถอะลูก พี่เขาไปส่งได้”
“ค่ะ” สาวร่างเล็กตอบรับด้วยใบหน้าขาวซีด เพราะไม่รู้ว่าเมื่ออยู่ตามลำพังเอเดสจะเกรี้ยวกราดใส่เธออีกหรือไม่
“ตามพี่มา เดี๋ยวพี่ไปส่งนะ”
นีรดามองสองพี่น้องที่เดินออกจากบ้านไปด้วยความปลาบปลื้ม เพราะมีแววที่สองคนนี้จะกลับมาสนิทกันอีกครั้ง และจะได้กลับมาเป็นครอบครัวที่อบอุ่นเช่นเดิม แต่นีรดาหารู้ไหมว่า สิ่งที่เอเดสกำลังทำนั้นเป็นเพียงการแสดงฉาบหน้าที่ไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่
“เดินเร็วๆ สิ ทอดน่องแบบนี้จะไปอ่อยใครล่ะ” เมื่ออยู่ตามลำพังชายหนุ่มเริ่มส่งเสียงไม่พอใจใส่ทันที จนอยากรู้นักว่าเขาไปเรียนการแสดงแบบนี้มาจากไหนกันถึงได้แสดงออกแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“ก็...” ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดจบ เอเดสก็เดินไปที่ฝั่งคนขับแล้วพาร่างกายสูงใหญ่เข้าไปในรถทันที
“รีบขึ้นมาสิ เวลาของฉันมีค่ามากกว่าที่เธอจะมามัวโอ้เอ้แบบนี้นะ!!!” เมื่อสิ้นคำของชายหนุ่มทำให้ปิ่นปักรีบก้าวขึ้นไปนั่งบนรถหรูทันที ด้วยอาการร้อนรน
เอเดสปรายตามองสาวข้างกายที่เอาแต่นั่งเงียบ จนทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจที่เธอทำเมิน ทั้งๆ ที่มันก็ดีอยู่แล้วที่หญิงสาวไม่มาวอแว
“จะนั่งเงียบอะไรหนักหนา ไม่ได้เอาปากมาจากบ้านเหรอ” น้ำเสียงกระแทกกระทั้นของชายหนุ่มทำให้คนที่นั่งเหม่อลอยอยู่ถึงกับสะดุ้งขึ้นมาทันที
“เอ่อ...”
“อยู่กับฉันเกร็งมากหรือไง”
“เปล่าค่ะ” เวลาที่สายตาของชายหนุ่มจ้องมองมันทำให้ร่างกายของปิ่นปักรู้สึกสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก สายตาร้อนแรงทำเอาเธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ทุกครั้งเมื่อต้องอยู่กับเขาแบบนี้
“เปล่าแล้วทำไมต้องเงียบแบบนี้ด้วย” ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องไม่พอใจด้วยที่หญิงสาวเมินใส่เขาแบบนี้ ทั้งๆ ที่เขาเองไม่ชอบขี้หน้าของเธอ
“แค่ไม่มีเรื่องที่ต้องคุยด้วยค่ะ...” หญิงสาวตอบอย่างไม่ใส่ใจ ทำให้คนที่กำลังหงุดหงิดเพิ่มทวีความโกรธของตัวเองมากขึ้น จากนั้นเท้าหนักก็ทำการเหยียบคันเร่งให้เร็วและแรงมากขึ้น
“นี่คุณ...ขับให้มันช้าๆ หน่อยได้ไหม ปิ่นไม่ชอบ...” ปิ่นปักจ้องมองชายข้างกายด้วยความกลัว เพราะเธอไม่ชอบความเร็วมันทั้งอันตรายและน่าหวาดเสียว
“แต่ฉันชอบ! ยิ่งความเสียวแบบนี้ฉันยิ่งชอบ” คำพูดสองแง่สองง่ามของชายหนุ่มทำให้ปิ่นปักรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน และกลัวว่าเขาจะทำอะไรล่วงเกินเธอเหมือนเมื่อวาน “ไม่ชอบเหรอ...”
“เอ่อ...”
“แต่ฉันว่าเธอชอบความเสียวนะ เห็นเมื่อวานครางซะลั่นเชียว”
ปิ่นปักเอาแต่ก้มหน้าด้วยความอาย เพราะยิ่งเขาพูดเธอยิ่งนิ่ง เพราะคิดว่าการที่ตอบโต้อะไรไป สุดท้ายคนที่พ่ายแพ้ก็คือเธอเอง
“ไม่เถียงหน่อยเหรอ...แสดงว่าสิ่งที่ฉันพูดมันเป็นเรื่องจริงสินะ” คำพูดเย้ยหยันของเอเดสทำให้ปิ่นปักพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา
ไร้การโต้ตอบจากหญิงสาวข้างกายทำให้เอเดสถึงกับหัวเสียเมื่อเขาพยายามยั่วอารมณ์ของหญิงสาว แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ยังคงนิ่งราวกับก้อนหิน
‘นิ่งได้นิ่งไปปิ่น เพราะคนอย่างฉันไม่หยุดแค่นี้แน่’ ชายร่างสูงบอกกับตัวเองในใจว่าเขาจะไม่มีทางยอมแพ้ยัยเด็กกาฝากนี้เป็นแน่ เขาจะทำให้ผู้หญิงคนนี้ไม่มีความสุขไปตลอด จนกว่าเธอจะระเห็จออกไปจากบ้านของเขา
ความเงียบเข้าปกคลุมจวบจนรถสปอร์ตคันหรูเข้ามาจอดหน้าคณะของปิ่นปัก ซึ่งยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้พูดอะไร ปิ่นปักก็ชิงพูดขอบคุณก่อนที่จะลงจากรถไป ซึ่งสร้างความหงุดหงิดให้เขาอีกตามเคย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครที่สามารถทำให้เขาโกรธและหงุดหงิดใจได้มากเท่าเธอมาก่อน
“โธ่เว้ย!!”
มือหนาของเอเดสตบลงบนพวงมาลัยอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์ เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อจัดการยัยตัวดี และในจังหวะนั้นเอง สายตาคมก็บังเอิญเห็นหนุ่มหล่อหน้าตาดีสไตล์เกาหลีกำลังช่วยปิ่นปักถือของ ซึ่งนั่นทำให้อารมณ์ของชายหนุ่มคุกรุ่นอีกครั้ง
“ปิ่นปัก” เสียงทุ้มเรียกชื่อของสาวร่างเล็กตรงหน้าพร้อมกับขบกรามด้วยความกราดเกรี้ยว นี่สินะสิ่งที่เธอทำหลับหลังไม่ให้ครอบครัวของเขารู้ว่าเธอแพศยาแค่ไหน “ต่อหน้าพ่อแม่ของฉันทำตัวเป็นคนดีเรียบร้อย แต่ลับหลังก็มาอ่อยผู้ชายไม่เลือก” เพราะภาพตรงหน้าทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เห็นมากกว่าพิสูจน์ความจริง
“ขอบใจมากนะว่าน” เสียงหวานบอกอย่างซึ้งในน้ำใจ เพราะ ‘ว่านนที กฤษณากุล’ เป็นเพื่อนผู้ชายคนเดียวที่ให้เกียรติเธอมาตลอด
“ไม่เป็นไร แค่ถือของเอง ทำไมเราจะช่วยไม่ได้ล่ะ” สายตาของว่านนทีจ้องมองหญิงที่แอบรักมาตลอดสามปี เธอสวย เธอน่ารัก และยังมีน้ำใจกับคนอื่นเสมอมา
“งั้นไปกันเถอะ เดี๋ยวจะได้ไปหาข้อมูลเพื่อเอาไว้ใช้ตอนฝึกงานด้วย”
สองหนุ่มสาวไม่มีทางรู้เลยว่ามีสายตาคู่คมที่จ้องมองอยู่ห่างๆ อย่างไม่ลดละ และมองตามด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่งยวด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เช่นกันเพราะเป็นการกระทำที่อุกอาจเกินไป
“คอยดูเถอะ ฉันจะจัดการเธออย่างสาสมปิ่นปัก” ความรักความเมตตาที่เขามีต่อปิ่นปักในอดีตมันไม่หลงเหลือแล้ว ตั้งแต่วันที่เขารู้ความจริงบางอย่าง
บรรยากาศของสนามกีฬาแห่งชาติคราคร่ำไปด้วยผู้ที่ต้องการเชียร์ฟุตบอลที่วันนี้ทีมฟุตบอลของทางยุโรปเข้ามาประลองสนามกับทีมไทย ซึ่งจะเรียกว่าการแข่งขันก็ไม่ได้ แต่มันคือการประชันเพื่อสานสัมพันธ์ต่างหาก
